posttoday
EGF นวัตกรรมหอเผาทิ้งไร้ควัน ยกระดับเมืองอุตสาหกรรมสู่ Smart Green City

EGF นวัตกรรมหอเผาทิ้งไร้ควัน ยกระดับเมืองอุตสาหกรรมสู่ Smart Green City

02 ธันวาคม 2568

บี ปิโตรไทยนำเทคโนโลยีหอเผาทิ้ง EGF ไร้ควันดำ ลดมลภาวะ ดูแลชุมชน ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่ Smart City และ Net Zero อย่างยั่งยืน

KEY

POINTS

  • EGF คือเทคโนโลยี “หอเผาระดับพื้นดินแบบปิด” นวัตกรรมใหม่ที่ใช้กำจัดก๊าซส่วนเกินในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เพื่อทดแทนหอเผาแบบปล่องสูงแบบเดิมที่สร้างผลกระทบด้านควันและแสงรบกวน
  • จุดเด่นของ EGF คือการเผาไหม้ที่สมบูรณ์แบบ ทำให้ไม่มีควันดำ ไม่มีเปลวไฟปรากฏ ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะทางแสงและเสียง ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ช่วยยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สนับสนุนการลดฝุ่น PM2.5 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมาย Net Zero และการเป็นเมืองอัจฉริยะสีเขียว (Smart Green City)

วันที่ 4 ธันวาคม ซึ่งเป็น “วันสิ่งแวดล้อมไทย” กลุ่มบริษัท บี ปิโตรไทย ผู้นำด้านบริการวิศวกรรมของอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและปิโตรเคมีของประเทศไทย ได้นำเสนอเทคโนโลยี “หอเผาระดับพื้นดินแบบปิด” หรือ Enclosed Ground Flare (EGF) ซึ่งเป็นนวัตกรรมล่าสุดจาก John Zink ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีการเผาไหม้ จุดมุ่งหมายคือช่วยให้อุตสาหกรรมไทยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดูแลชุมชนโดยรอบ และขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม

 

ในอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและปิโตรเคมี “หอเผาทิ้ง” ถือเป็นระบบมาตรฐานที่ใช้กำจัดก๊าซส่วนเกินหรือก๊าซที่ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างปลอดภัย เพื่อป้องกันการปล่อยสารเคมีอันตรายสู่บรรยากาศและลดโอกาสเกิดภาวะเรือนกระจก รวมถึงปกป้องสุขภาพของชุมชนใกล้เคียง ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา โรงงานส่วนใหญ่ใช้หอเผาทิ้งแบบปล่องสูง (Elevated Flare) ซึ่งมีเปลวไฟและควันปรากฏให้เห็น แม้จะเป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ แต่กลับสร้างความกังวลด้านแสงรบกวน มลภาวะทางอากาศ และความรำคาญแก่ประชาชนในพื้นที่โดยรอบ

 

EGF นวัตกรรมหอเผาทิ้งไร้ควัน ยกระดับเมืองอุตสาหกรรมสู่ Smart Green City

 

เทคโนโลยี EGF จึงกลายเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานด้านความยั่งยืนของอุตสาหกรรมพลังงานไทย หอเผาระดับพื้นดินแบบปิดนี้ถูกออกแบบให้ปฏิบัติงานได้อย่างปลอดภัย ขณะเดียวกันยังช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างโดดเด่น ด้วยจุดเด่น 4 ประการ ได้แก่ การไม่มีควันดำปรากฏให้เห็น 100%, ไม่มีเปลวไฟออกจากปล่อง, ไม่สร้างมลภาวะทางแสงทั้งกลางวันและกลางคืน, และ ไม่มีเสียงรบกวนหรือแรงสั่นสะเทือน คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้ EGF เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งความปลอดภัย ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และความคาดหวังของชุมชนอย่างครบถ้วน

 

ประโยชน์ของ EGF ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลดผลกระทบด้านทัศนวิสัย แต่ยังช่วยให้โรงงานลดความกังวลเกี่ยวกับฝุ่น PM2.5 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวม สนับสนุนการเดินหน้าไปสู่เป้าหมาย Net Zero และสอดคล้องกับกลยุทธ์ด้าน ESG รวมถึงเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของแต่ละองค์กร เทคโนโลยีนี้ถูกนำมาติดตั้งให้แก่ลูกค้าของบี ปิโตรไทยตั้งแต่ปี 2560 โดยล่าสุดได้ติดตั้งที่สถานีแอลเอ็นจี มาบตาพุด แห่งที่ 1 (LMPT1) ของบริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด ซึ่งได้เริ่มใช้งานอย่างสมบูรณ์แล้ว

 

เทคโนโลยี “หอเผาทิ้ง” (Flare System) ถือเป็นระบบความปลอดภัยหลักที่จำเป็นอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและปิโตรเคมี โดยถูกออกแบบมาเพื่อกำจัดก๊าซส่วนเกินหรือก๊าซที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ในสภาพฉุกเฉิน เช่น การสตาร์ทหรือชัตดาวน์โรงงาน การตรวจพบแรงดันผิดปกติ หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ต้องระบายก๊าซออกอย่างเร่งด่วน

 

EGF นวัตกรรมหอเผาทิ้งไร้ควัน ยกระดับเมืองอุตสาหกรรมสู่ Smart Green City

 

ระบบหอเผาทิ้งทำงานโดยการส่งก๊าซไปยังปล่องเผาไหม้เพื่อทำลายสารประกอบไฮโดรคาร์บอน ลดความเสี่ยงการระเบิด การลุกติดไฟในพื้นที่การผลิต และป้องกันการปล่อยก๊าซพิษสู่บรรยากาศอย่างไม่ควบคุม นอกจากนี้ยังเป็นกลไกสำคัญในการลดความเข้มข้นของก๊าซไวไฟในกระบวนการผลิต ช่วยให้โรงงานดำเนินงานได้อย่างปลอดภัยตามมาตรฐานสากล โดยเทคโนโลยีหอเผาทิ้งมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดควัน ลดเสียง ลดมลภาวะทางแสง และตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จนกลายเป็นพื้นฐานสำคัญของการผลิตพลังงานที่ยั่งยืนในปัจจุบัน

 

นายตาม จำนงค์อาษา Managing Partner ของกลุ่มบริษัท บี ปิโตรไทย กล่าวว่า ตลอด 45 ปีที่ผ่านมา บริษัทมุ่งมั่นพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานของไทยผ่านการสรรหานวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพมาใช้งานอย่างต่อเนื่อง การนำเทคโนโลยี EGF มาใช้จึงเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่สะท้อนเจตจำนงของบริษัทในการเป็น “พันธมิตรด้านนวัตกรรมเพื่อธุรกิจพลังงานไทย” พร้อมร่วมผลักดันอุตสาหกรรมให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ชุมชน และผลลัพธ์ทางธุรกิจไปพร้อมกัน

 

นายตาม จำนงค์อาษา Managing Partner ของกลุ่มบริษัท บี ปิโตรไทย

 

แม้ว่าการเปลี่ยนไปใช้ EGF จะต้องอาศัยระยะเวลาในการศึกษาและการเตรียมความพร้อม แต่ปัจจัยด้านข้อกำหนดทางกฎหมายสิ่งแวดล้อม และความจำเป็นเร่งด่วนในการลดผลกระทบจากการปล่อยก๊าซและความเสี่ยงด้านโลกร้อน ทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีนี้เป็นสิ่งที่อุตสาหกรรมพลังงานไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ บี ปิโตรไทยจึงพร้อมสนับสนุนลูกค้าในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การศึกษาความเป็นไปได้ การออกแบบ การติดตั้ง จนถึงการส่งมอบระบบที่พร้อมใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ

 

ด้วยประสบการณ์กว่า 45 ปี บี ปิโตรไทยมีความเชี่ยวชาญทางด้านวิศวกรรมและการจัดการโครงการ สามารถนำเสนอโซลูชันที่มีคุณค่า (Value Engineering) ซึ่งใช้งานได้จริง ควบคุมงบประมาณได้เหมาะสม และตอบโจทย์ข้อจำกัดของแต่ละโครงการ นอกจากนี้ ยังมีเครือข่ายพันธมิตรที่ครอบคลุมตั้งแต่เทคโนโลยีระดับโลก ผู้รับเหมาท้องถิ่นที่มีประสบการณ์ ไปจนถึงซัพพลายเออร์ที่เชื่อถือได้ ทำให้สามารถส่งมอบงานได้ครบวงจรและตรงเวลา

 

อีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญคือซอฟต์แวร์ “boonma” ระบบฐานข้อมูลด้านวิศวกรรมที่บี ปิโตรไทยพัฒนาขึ้นเอง ให้ลูกค้าสามารถตรวจสอบอุปกรณ์ทุกชิ้นได้แบบครบระบบ ตั้งแต่ชิ้นเล็กที่สุดจนถึงเครือข่ายทั้งโรงงาน ทำให้การบริหารงานซ่อมบำรุงง่ายขึ้น เข้าถึงข้อมูลสำคัญได้รวดเร็ว และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานอุปกรณ์อย่างสูงสุด

 

นายตามย้ำว่า บี ปิโตรไทยให้ความสำคัญกับความต่อเนื่อง ปลอดภัย และประสิทธิภาพของระบบผลิตในอุตสาหกรรมพลังงาน เพราะถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเสริมความสามารถการแข่งขันของประเทศ บริษัทจึงพร้อมทำงานร่วมกับลูกค้าในฐานะ “พันธมิตร” ตั้งแต่ต้นจนจบ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยี EGF เป็นไปอย่างราบรื่น และช่วยให้อุตสาหกรรมปิโตรเลียมและปิโตรเคมีของไทยสามารถบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้ในอนาคต

 

ปัจจุบันกลุ่มบริษัท บี ปิโตรไทยประกอบด้วยบริษัทในเครือ 5 แห่ง ให้บริการครบวงจรตั้งแต่เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาด คัดเลือกอุปกรณ์ตามความต้องการลูกค้า บริหารจัดการงานวิศวกรรม บริการหลังการขาย ระบบข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ไปจนถึงการจัดการทรัพยากรต่าง ๆ บริษัทก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2524 ในช่วงที่ประเทศไทยเริ่มค้นพบก๊าซธรรมชาติและปิโตรเลียม และนับแต่นั้นมาบริษัทก็มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบพลังงานของประเทศอย่างต่อเนื่อง

 

ด้วยความมุ่งมั่นด้านนวัตกรรม ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และความพร้อมในทุกมิติในการสนับสนุนลูกค้า บี ปิโตรไทยจึงยังคงเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรม ที่ช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมพลังงานไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไปในอนาคต

ข่าวล่าสุด

อัพเดต! รฟม.เร่งซ่อม MRT สายสีน้ำเงิน คาดเปิดเต็มระบบเช้า 21 ก.ย.69

อัพเดต! รฟม.เร่งซ่อม MRT สายสีน้ำเงิน คาดเปิดเต็มระบบเช้า 21 ก.ย.69