เมื่อโมเดล AI ราคาถูก กลายเป็นซอฟต์พาวเวอร์แบบใหม่ของจีน
AI จีนกำลังกลายเป็น ซอฟต์พาวเวอร์ไฮเทค โมเดลประสิทธิภาพสูงราคาถูก ท้าชนสหรัฐฯ ดึงผู้ใช้ทั่วโลก และอาจเปลี่ยนสมดุลอุตสาหกรรมเทคโนโลยี
KEY
POINTS
- จีนกำลังผลักดันโมเดล AI ประสิทธิภาพสูงให้กลายเป็นซอฟต์พาวเวอร์รูปแบบใหม่ เพื่อขยายอิทธิพลทางเทคโนโลยีและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
- กลยุทธ์หลักของจีนคือการนำเสนอโมเดล AI ในราคาที่ถูกกว่าคู่แข่งจากสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ หรือเปิดให้ใช้งานแบบโอเพนซอร์ส เพื่อดึงดูดผู้ใช้งานทั่วโลก
- การใช้ AI จีนมีความเสี่ยงด้านการเซ็นเซอร์เนื้อหาและการควบคุมข้อมูลตามค่านิยมของรัฐบาลจีน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและค่านิยมของประเทศผู้ใช้งานในระยะยาว
คนไทยอาจคุ้นเคยคำว่า ซอฟต์พาวเวอร์ กันไม่มากก็น้อย เนื่องจากรัฐบาลไทยพยายามผลักดันให้เป็นอีกหนึ่งกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะสื่อบันเทิงอย่างภาพยนตร์ ซีรีส์ หรือเกม แต่สำหรับจีนมีอีกหนึ่งซอฟต์พาวเวอร์ที่ถูกผลักดันจนกลายเป็นกำลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ และเป็นที่ชื่นชอบถูกใจของคนทั่วโลก
ซอฟต์พาวเวอร์ดังกล่าวถูกรู้จักกันในชื่อ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI
AI ราคาถูก ประสิทธิภาพสูงจากประเทศจีน
เมื่อพูดถึงอุตสาหกรรม AI จีนอยู่ในช่วงการแข่งขันอันดุเดือด ถูกผลักดันให้เป็นอุตสาหกรรมสำคัญในการพัฒนาและขับเคลื่อนประเทศ มีการอัดฉีดเม็ดเงินและทรัพยากรให้กับบริษัทเหล่านี้ในปริมาณมหาศาล จนสามารถพัฒนาโมเดลประสิทธิภาพสูงทัดเทียมโมเดลเจ้าตลาดจากสหรัฐฯอย่างสูสีและอาจแซงหน้าในไม่ช้า
เห็นได้ชัดจากโมเดลของจีนรุ่นใหม่ทั้ง Deepseek V3.2 ที่มีศักยภาพใกล้เคียงกับ GPT-5 ของ OpenAI และ Gemini 3 Pro ของ Google, MiniMax M2.1 ที่มีขีดเขียนโค้ดได้ดีกว่า Claude Sonnet หรือ Kimi K2.5 ที่มีขีดความสามารถโดดเด่นกว่าโมเดลอื่นตามท้องตลาดในช่วงเวลาเดียวกัน
จริงอยู่โมเดลจากจีนยังมีข้อกังขาในการพัฒนาโมเดล เช่น กรณีของ Anthropic ที่เปิดเผยว่า Claude ของพวกเขาถูกสกัดและดึงความรู้ของโมเดลออกไปกลั่นเพื่อเทรนโมเดลของบริษัท AI จีน แต่โมเดลเหล่านี้ก็มาพร้อมจุดเด่นการเข้าถึงและใช้งานง่าย ทั้งต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าพร้อมการเปิดโมเดลเหล่านั้นออกมาในฐานะโอเพนซอร์ส
กลยุทธ์ด้านราคานับเป็นอีกหนึ่งกลไกที่จีนชอบใช้งานในการชิงความเป็นเจ้าตลาด เมื่อโมเดลที่เปิดตัวและปล่อยให้ใช้งานมีขีดความสามารถใกล้เคียงกับของสหรัฐฯ แต่นำไปใช้งานและปรับแต่งเพิ่มเติมได้เกือบอิสระ สิ่งนี้เรียกความสนใจจากผู้ใช้งานทั่วโลกให้หันมาทดลองใช้โดยอัตโนมัติ
ล่าสุด AI จากจีนที่กำลังได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางคือ Seedance 2.0 จาก ByteDance บริษัทแม่ของ Tiktok ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างวีดีโอคุณภาพสูงระดับภาพยนตร์ โดยอาศัยเพียงข้อความในเวลาไม่กี่วินาที และมีความสมจริงเสียจนแยกแยะได้ยาก
นับเป็นการแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถของจีนกับการพัฒนาชนิดก้าวกระโดด
AI จากเทคโนโลยีพัฒนาประเทศ สู่ซอฟต์พาวเวอร์ไฮเทค
โดยพื้นฐานจีนพัฒนาโมเดลเหล่านี้ด้วยงบประมาณประเทศ แต่กลับปล่อยให้เปิดใช้งานด้วยต้นทุนต่ำ หรือนำไปพัฒนาต่อยอดฟรี ในมุมหนึ่งนี่เป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า แต่ด้วยต้นทุนการพัฒนาที่ถูกประเมินว่าถูกกว่าโมเดลของสหรัฐฯราว 4 – 6 เท่า ร่วมกับการสนับสนุนเต็มรูปแบบของภาครัฐทำให้เรื่องนี้เป็นไปได้
ในทางหนึ่งการปล่อยให้โมเดลใช้งานทั่วไปในรูปแบบนี้ นับเป็นการขยายอิทธิพลทางเทคโนโลยีที่อาจคุกคามรูปแบบธุรกิจดั้งเดิมเป็นจำนวนมาก อย่างในกรณี Seedance 2.0 ที่สร้างความไม่พอใจแก่ฮอลีวูด เจ้าของลิขสิทธิ์ตัวละคร และดาราที่ถูกหยิบนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างกว้างขวาง
แต่สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปเครื่องมือนี้นับเป็นการเพิ่มเติมขีดความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงาน เปิดโอกาสนำไปต่อยอดในการพัฒนา ช่วยให้พวกเขาเข้าถึงเทคโนโลยีระดับสูงได้ง่ายในราคาไม่แพง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางและรายได้ต่ำที่อาจหันไปพึ่งพาโดยอัตโนมัติ เพราะไม่อยากพึ่งพาโมเดล AI ผูกขาดของสหรัฐฯ
จริงอยู่ชาติตะวันตกอาจยังใช้งานโมเดลของสหรัฐฯเป็นหลัก แต่ด้วยต้นทุนการใช้งานสูงกว่าฐานผู้ใช้งานจะเริ่มเสียเปรียบในระยะยาว ผู้พัฒนาทั่วโลกอาจเริ่มหันความสนใจมาใช้งานโมเดลจากประเทศจีนมากยิ่งขึ้น ถึงตอนนั้นโมเดล AI จีนอาจได้รับความนิยม จนกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของโลกเทคโนโลยีไปในที่สุด
ถ้ายกตัวอย่างให้เห็นภาพก็เหมือนกับกรณีของ Windows และ Android ที่กลายเป็นรากฐานของระบบปฏิบัติการของโลกมาจนปัจจุบัน
ปัญหาและอันตรายที่ตามมาจากโมเดล AI จีน
หนึ่งในปัญหาสำคัญที่ทำให้หลายประเทศไม่สะดวกใจในการใช้เทคโนโลยีจีนคือ เสรีภาพและการเซ็นเซอร์เนื้อหา จีนจัดเป็นประเทศที่มีเสรีภาพบนอินเทอร์เน็ตแย่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก จากข้อกำหนดที่ให้อัลกอริทึมของระบบและแพลตฟอร์มของบริษัทในประเทศ ยึดหลักค่านิยมและทัศนคติเชิงสร้างสรรค์ในแบบจีน
โมเดล AI ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาจากจีนเองก็ประสบปัญหากรณีใกล้เคียงกัน เมื่อทำการสอบถามเนื้อหาละเอียดอ่อนที่ถูกปิดกั้นในจีน AI มักมีอาการติดขัดและหลีกเลี่ยงการให้คำตอบตามข้อเท็จจริง โดยการควบคุมข่าวสารและแนวคิดทั้งหมดได้รับการกำหนดมาตรฐานมาจากรัฐจีนโดยตรง
การนำ AI เหล่านี้มาใช้งานโดยไม่ยั้งคิดภายในระบบสำคัญของประเทศ จึงอาจเป็นการยอมรับค่านิยมและการควบคุมข้อมูลของจีนโดยไม่รู้ตัว เทคโนโลยี AI ที่นำไปใช้งานจะอยู่ใต้ร่มการเซ็นเซอร์และคัดกรองเนื้อหาแบบที่รัฐบาลจีนต้องการ อาจก่อให้เกิดอคติในคำตอบ การประมวลผล และตัดสินใจ จนส่งผลกระทบต่อค่านิยมและความมั่นคงประเทศ
วันใดที่ AI จากจีนได้รับความนิยมในการใช้งานอย่างแพร่หลาย โลกจะไม่มีวันเปลี่ยนไปใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีขีดความสามารถใกล้เคียงกันแต่มีราคาแพงกว่าจากประเทศอื่น ในระยะยาว AI จึงอาจกลายเป็นเครื่องมือสำหรับเซ็นเซอร์เนื้อหาและควบคุมทิศทางสังคมของรัฐบาลจีนทางอ้อมได้เช่นกัน
ในทางหนึ่งหาก AI ของจีนใช้งานแพร่หลายทั่วโลก จีนก็อาจไม่จำเป็นต้องพึ่งพาซอฟต์พาวเวอร์อื่นอีกเลยก็เป็นได้
แน่นอนอาจไม่เป็นแบบนั้นเสมอไปเนื่องจากอุตสาหกรรม AI ได้รับความสนใจพัฒนาในหลายประเทศ เราเริ่มเห็นโมเดลท้องถิ่นทยอยปล่อยออกมาให้ใช้งาน สหรัฐฯเองก็เล็งเห็นในจุดนี้บริษัท AI หลายแห่งจึงทุ่มเม็ดเงิน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในหลายประเทศ พร้อมชูจุดเด่นในด้านขีดความสามารถและความปลอดภัยเพื่อจูงใจผู้ใช้งานเช่นกัน
คงต้องรอดูต่อไปว่า AI โลกจะดำเนินไปในทิศทาง แต่เป็นไปได้ว่าผู้ชนะอาจก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจโลกนับจากนี้
ที่มา
https://www.posttoday.com/ai-today/738485


