
วอร์ชรับตำแหน่งประธานเฟด ท่ามกลางสถานการณ์เงินเฟ้อสหรัฐพุ่ง
เควิน วอร์ช เข้ารับตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ ขณะเศรษฐกิจเผชิญเงินเฟ้อสูงจากสงครามอิหร่าน กระทบความเชื่อมั่นผู้บริโภคหนัก
ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ภายใต้การนำของ “เควิน วอร์ช” นักเศรษฐศาสตร์วัย 56 ปี ซึ่งเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานเฟดอย่างเป็นทางการเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้านจากเศรษฐกิจสหรัฐที่กำลังเผชิญภาวะเงินเฟ้อเร่งตัวและความเชื่อมั่นผู้บริโภคทรุดหนัก
พิธีสาบานตนจัดขึ้นที่ห้องอีสต์รูม ทำเนียบขาว โดยมี “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐ เป็นผู้กล่าวแนะนำตัวอย่างยาวนาน ก่อนที่ “คลาเรนซ์ โธมัส” ตุลาการศาลสูงสหรัฐ จะทำพิธีสาบานตนอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางการเข้าร่วมของรัฐมนตรีระดับสูง รวมถึง “สก็อตต์ เบสเซนต์” รัฐมนตรีคลังสหรัฐ และ “คอนโดลีซซา ไรซ์” อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ
วอร์ชเดินทางมาพร้อม “เจน ลอเดอร์” ภรรยาซึ่งเป็นทายาทตระกูลเอสเต ลอเดอร์ หนึ่งในตระกูลธุรกิจเครื่องสำอางรายใหญ่ของโลก
การเข้ารับตำแหน่งครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของเศรษฐกิจสหรัฐ หลังราคาน้ำมันโลกทะยานเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจากสงครามระหว่างสหรัฐ-อิสราเอล กับอิหร่าน ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน มาตรการภาษีนำเข้า รวมถึงต้นทุนสาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ยิ่งซ้ำเติมแรงกดดันเงินเฟ้อ
ข้อมูลล่าสุดจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐร่วงลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันและผู้มีสิทธิเลือกตั้งอิสระ ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนด้านเศรษฐกิจและการเมืองต่อรัฐบาลทรัมป์
ทรัมป์กล่าวระหว่างพิธีว่า วอร์ชจะได้รับ “การสนับสนุนเต็มที่จากรัฐบาล” และย้ำว่าต้องการให้เฟดมีความเป็นอิสระ แต่ในเวลาเดียวกันก็ส่งสัญญาณชัดเจนว่า “การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ได้หมายความว่าจะต้องเกิดเงินเฟ้อ”
คำกล่าวดังกล่าวสะท้อนความตึงเครียดที่ดำเนินมายาวนานระหว่างทรัมป์กับ “เจอโรม พาวเวลล์” อดีตประธานเฟด ซึ่งถูกทรัมป์วิจารณ์มาโดยตลอดว่าไม่ยอมลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ด้านวอร์ชกล่าวหลังรับตำแหน่งว่า เขาจะนำเฟดเข้าสู่ยุคแห่ง “การปฏิรูป” พร้อมเรียนรู้จากทั้งความสำเร็จและความผิดพลาดในอดีต และจะรักษามาตรฐานด้านความโปร่งใสและประสิทธิภาพขององค์กร
อย่างไรก็ตาม ภารกิจแรกที่รออยู่ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเฟดกำลังเผชิญโจทย์สำคัญว่าจะ “ขึ้นดอกเบี้ย” เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ หรือจะคงดอกเบี้ยไว้เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน
เฟดยังคงตั้งเป้าเงินเฟ้อไว้ที่ 2% แต่ปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อยังสูงกว่ากรอบเป้าหมายมากกว่า 1 จุดเปอร์เซ็นต์ และไม่สามารถควบคุมให้อยู่ในระดับเป้าหมายได้มานานกว่า 5 ปี
ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้นภายในเฟด เมื่อ “คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์” หนึ่งในผู้ว่าการเฟดและอดีตคู่แข่งชิงตำแหน่งประธานเฟด ออกมาสนับสนุนให้เฟดยกเลิกแนวโน้ม “ผ่อนคลายนโยบายการเงิน” และเปิดทางสู่การขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง หากเงินเฟ้อยังร้อนแรงต่อเนื่อง
ถ้อยแถลงดังกล่าวส่งผลให้ตลาดการเงินเริ่มคาดการณ์ว่า เฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้เร็วที่สุดในเดือนตุลาคมนี้
นักวิเคราะห์มองว่า วอร์ชกำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายด้านพร้อมกัน ทั้งจากตลาดพันธบัตรโลกที่เริ่มกังวลเงินเฟ้อสูงขึ้น จากเจ้าหน้าที่เฟดสายเข้มงวดที่สนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ย และจากทรัมป์ที่ไม่ต้องการเห็นต้นทุนการกู้ยืมเพิ่มขึ้นในช่วงรัฐบาลของตน
นอกจากนี้ จุดยืนของวอร์ชต่อประเด็น “ความเป็นอิสระของเฟด” ยังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกรณีที่รัฐบาลทรัมป์พยายามปลด “ลิซา คุก” ผู้ว่าการเฟด ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลสูงสหรัฐ
การประชุมนโยบายการเงินครั้งแรกภายใต้การนำของวอร์ชจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 16-17 มิถุนายนนี้ โดยตลาดทั่วโลกจับตาว่า เขาจะส่งสัญญาณทิศทางดอกเบี้ยอย่างไร ท่ามกลางเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนทั้งจากสงคราม เงินเฟ้อ และการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ







