
ชำแหละ พ.ร.ก.กู้เงิน4แสนล้าน วิกฤตจริงหรือแค่ข้ออ้างทางการเมือง?
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สับ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ไร้ความเร่งด่วนจงใจสอดไส้ ชี้ตัวเลขเศรษฐกิจยังบวก จี้ลดดีเซล 7 บาท ดีกว่าสร้างหนี้สาธารณะทะลุเพดาน
KEY
POINTS
- นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชี้ว่าการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทไม่เข้าข่ายความจำเป็นเร่งด่วน เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกยังขยายตัวเป็นบวก ซึ่งต่างจากวิกฤตในอดีต
- การกู้เงินถูกมองว่าเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่จะสร้างหนี้สาธารณะมหาศาลและอาจทำให้เงินเฟ้อแย่ลง โดยมีข้อเสนอทางเลือกอื่น เช่น ลดภาษีน้ำมัน หรือโอนงบประมาณที่เหลือจ่าย
- เกิดข้อกังขาว่าเงินกู้ส่วนหนึ่งอาจถูกสอดไส้เพื่อใช้ในโครงการที่ไม่เร่งด่วนและไม่โปร่งใส เช่น โครงการพลังงานสะอาดซึ่งมีงบประมาณเดิมอยู่แล้ว
ท่ามกลางกระแสการขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เสียงสะท้อนจากอดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับกลายเป็นสปอตไลต์ที่ส่องให้เห็นรอยร้าวของมาตรการนี้ และมีการร่วมกับพรรคประชาชนยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีคำวินิจฉัยตีความจำเป็นเร่งด่วน โดยขั้นตอนของศาลรัฐธรรมนูญ หลังรับคำร้องมีคำสั่งเรียกให้รัฐบาลส่งคำชี้แจงภายใน7วัน
นายอภิสิทธิ์ ได้ชำแหละ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาลอนุทิน2 อย่างตรงไปตรงมาว่า "ไม่เข้าข่ายความจำเป็นเร่งด่วน" ที่จะกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพราะพลิกดูตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสแรก ภาพที่เห็นเด่นชัดคือดัชนีผู้บริโภค การลงทุน การส่งออก และภาคการท่องเที่ยว ต่างขยายตัวเป็นบวก ซึ่งแตกต่างจาก "ฝันร้ายในอดีต" อย่างวิกฤตต้มยำกุ้ง แฮมเบอร์เกอร์ หรือวิกฤตโควิด-19 ที่ตัวเลขดิ่งลงเหว เงินสำรองหมดหดหาย และต้องล็อกดาวน์ประเทศอย่างสิ้นเชิง
การดันทุรังอัดฉีดเม็ดเงินกู้จำนวนมหาศาลในยามที่เศรษฐกิจไม่ได้วิกฤตจริง จึงถูกมองว่าเป็นเพียง "ยาพาราเซตามอล" ที่แก้ปัญหาระยะสั้นแค่ 4 เดือน แต่ทิ้งผลข้างเคียงเป็นหนี้สาธารณะก้อนโตที่จะพุ่งแตะเพดาน 70% ตัดโอกาสในการกู้เงินเพื่อเผชิญวิกฤตจริงในอนาคต ซ้ำร้ายยังอาจกลายเป็นเชื้อเพลิงโหมกระหน่ำให้สถานการณ์ "เงินเฟ้อ" ย่ำแย่ลงไปอีก
3 ทางออก "ประหยัดงบ-เจ็บน้อยกว่า"
แทนที่จะกู้เงินมาแจกจนสร้างภาระผูกพันระยะยาว นายอภิสิทธิ์ยื่นข้อเสนอทางเลือกที่ถูกยกขึ้นมาเพื่อดับร้อนให้กระเป๋าเงินของประชาชนอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย
1.หั่นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน: ลดลงทันที 7 บาท เพื่อกดราคาน้ำมันดีเซลให้อยู่ที่ 30-32 บาท วิธีนี้จะช่วยลดต้นทุนภาคขนส่งและตัดตอนค่าครองชีพที่ต้นตอ ซึ่งประหยัดและตรงจุดกว่าการแจกเงิน
2.รีดภาษีลาภลอย (Windfall Tax): จัดเก็บภาษีจากกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันที่มีกำไรส่วนเกิน เพื่อนำรายได้กลับคืนมาเยียวยากลุ่มเปราะบาง
3.โอนงบประมาณแสนล้าน: ใช้ พ.ร.บ.โอนงบประมาณ ดึงเงินส่วนที่หน่วยงานราชการต่างๆ ใช้ไม่ทัน มาเติมใส่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อช่วยผู้มีรายได้น้อยโดยตรง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ทันทีหากรัฐบาลมีเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่
กังวลสอดไส้ โครงการ "ไม่เร่งด่วน"
นายอภิสิทธ์ ระบุว่า สิ่งที่น่าเคลือบแคลงใจที่สุดในแพ็กเกจนี้ คือเงินกู้ก้อนหลังอีก 2 แสนล้านบาท ที่อ้างว่าจะนำไปใช้ในเรื่องพลังงานสะอาด เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และโซลาร์เซลล์ ซึ่งเมื่อแกะรอยดูแล้วพบว่า โครงการเหล่านี้มีงบประมาณเดิมอยู่แล้วและยังใช้ไม่หมด แม้กระทั่งรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบก็ยังไม่ทราบรายละเอียด และมีแผนจะกู้จริงในปีหน้า
บทสรุปสะท้อนคิด: คำถามสำคัญจึงตกไปที่รัฐบาลว่า การเร่งรัดออก พ.ร.ก.กู้เงินในครั้งนี้ เป็นความตั้งใจเพื่อกู้วิกฤตชาติ หรือเป็นเพียงเวทีฉวยโอกาสสอดไส้โครงการที่ไม่โปร่งใส ภายใต้หน้ากากของคำว่า "ความเดือดร้อนของประชาชน" กันแน่
แหล่งที่มา: รายการคมชัดลึก (คลิก)







