จับตาเกมเฉือนคม! ทรัมป์เบรกแผนเยือนจีน อ้างติดพันสงครามอิหร่าน
ทรัมป์ เบรกแผนเยือนจีน อ้างติดภารกิจสงครามอิหร่าน นักวิเคราะห์ชี้ใช้กำหนดการทางการทูตเป็นเครื่องมือต่อรองอำนาจ ชิงความได้เปรียบบนเวทีโลก
KEY
POINTS
- ทรัมป์ขอเลื่อนการหารือกับ สี จิ้นผิง (จากเดิม 31 มี.ค. - 2 เม.ย.) ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมในอดีตที่มักใช้แผนการเดินทางเป็นเครื่องมือต่อรองผลประโยชน์
- สหรัฐฯ อ้างความจำเป็นจากสถานการณ์สู้รบกับอิหร่าน ขณะที่แหล่งข่าวฝั่งจีนระบุว่าปักกิ่งเปิดกว้างสำหรับการเลื่อนกำหนดการ เพื่อให้มีเวลาเตรียมรายละเอียดการหารือมากขึ้น
- ตลอดการทำงาน 2 สมัย ทรัมป์มักเปลี่ยนหรือยกเลิกกำหนดการพบปะผู้นำโลกกะทันหัน ทั้งเพื่อแสดงอำนาจ สร้างความกดดัน หรือเลี่ยงสถานการณ์เสียเปรียบ
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ มักใช้ยุทธวิธีปรับเปลี่ยนกำหนดการเยือนต่างประเทศและการพบปะผู้นำระดับโลกในนาทีสุดท้าย เพื่อเป็นเครื่องมือต่อรองและชิงความได้เปรียบทางการทูต
ล่าสุด ทรัมป์ได้ขอเลื่อนการเดินทางเยือนจีนที่กำหนดไว้ระหว่างวันที่ 31 มี.ค. ถึง 2 เม.ย. ออกไป ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมเดิมในการเลื่อนหรือยกเลิกการหารือระดับสูง หากประเมินแล้วว่าสถานการณ์นั้นไม่เอื้อประโยชน์ต่อตนเอง
ตลอดการดำรงตำแหน่งทั้งสองสมัย ทรัมป์มักทำให้ชาติพันธมิตรและประเทศคู่แข่งต้องคอยคาดเดากำหนดการของเขาอยู่เสมอ หลายครั้งเขาเปลี่ยนแผนกะทันหันเพื่อแสดงอำนาจ ส่งสัญญาณทางการเมือง หรือแม้แต่เพื่อเลี่ยงสถานการณ์ที่อาจทำให้ตนเองเสียหน้า
ย้อนกลับไปในสมัยแรก ทรัมป์เคยยกเลิกการเยือนเดนมาร์ก หลังรัฐบาลโคเปนเฮเกนปฏิเสธที่จะขายเกาะกรีนแลนด์ให้สหรัฐฯ รวมถึงยกเลิกการพบปะกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ขณะที่ปูตินกำลังเดินทางมาถึงแล้ว นอกจากนี้ยังเคยสร้างความไม่แน่นอนก่อนการประชุมสุดยอดกับ คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนืออีกด้วย
สำหรับเหตุการณ์ล่าสุด ทรัมป์ส่งสัญญาณขอเลื่อนการประชุมสุดยอดกับจีนระหว่างให้สัมภาษณ์เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมเรียกร้องให้จีนและนานาชาติช่วยตอบโต้กรณีอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ นับตั้งแต่การปะทะกับอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ.
อย่างไรก็ตาม ทีมงานของทรัมป์รีบชี้แจงว่า เขาไม่ได้จงใจระงับการประชุมเพื่อบีบให้ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ช่วยสหรัฐฯ เปิดช่องแคบดังกล่าว เนื่องจากแทบไม่มีประเทศใดตอบรับข้อเรียกร้องนี้
ต่อมาในวันจันทร์ ทรัมป์ระบุชัดเจนว่าเขาต้องอยู่ในสหรัฐฯ เนื่องจากสถานการณ์สงคราม “ผมอยากอยู่ที่นี่ และรู้สึกว่าจำเป็นต้องอยู่ เราจึงขอเลื่อนกำหนดการออกไปสักหนึ่งเดือน เหตุผลนั้นง่ายมาก เพราะเรามีสงครามที่กำลังดำเนินอยู่” ทรัมป์กล่าว
ขณะที่ แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านั้นว่า การประชุมไม่ได้ถูกยกเลิก แต่อาจเลื่อนออกไป โดยระบุว่าเป็นเพียงปัญหาเรื่องกรอบเวลาเท่านั้น
ย้อนรอยยุทธวิธีต่อรอง
เหตุการณ์ในลักษณะนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรัมป์แสดงท่าทีลังเลเกี่ยวกับการหารือกับประธานาธิบดีสี ก่อนการประชุมสุดยอดระดับนานาชาติเมื่อช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว ทรัมป์เคยให้สัมภาษณ์ว่าการพบปะ “อาจจะไม่เกิดขึ้น” แต่สุดท้ายการหารือก็ดำเนินไปตามปกติ
ในบางครั้ง ทรัมป์ขู่ยกเลิกการหารือแต่ไม่ได้ลงมือทำจริง เช่นในปี 2018 เขาประกาศยกเลิกการประชุมสุดยอดกับ คิม จอง อึน ที่สิงคโปร์ เพื่อตอบโต้ท่าทีแข็งกร้าวของเกาหลีเหนือ แต่สุดท้ายเขาก็ยอมอ่อนข้อลงหลังเกาหลีเหนือออกแถลงการณ์ประนีประนอม และการประชุมก็กลับมาเดินหน้าต่อ แม้จะไม่มีความคืบหน้าทางการทูตที่เป็นรูปธรรม แต่ทรัมป์ก็นำเสนอว่าการหารือครั้งนั้นประสบความสำเร็จอย่างงดงาม
ในทางกลับกัน ทรัมป์ก็เคยยกเลิกกำหนดการจริงเพื่อเลี่ยงสถานการณ์เสียเปรียบ เช่น การยกเลิกเยือนเดนมาร์กในปี 2019 และการยกเลิกหารือกับปูตินนอกรอบเวที G20 ปี 2018 นอกจากนี้ เขาได้ยกเลิกการเดินทางไปเปิดสถานทูตสหรัฐฯ แห่งใหม่ในกรุงลอนดอนในปี 2018 โดยอ้างว่าไม่ชอบทำเลที่ตั้ง ซึ่งแท้จริงแล้วช่วยให้เขาเลี่ยงการเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้ประท้วงได้
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังมักเดินทางออกจากเวทีประชุมนานาชาติก่อนกำหนด เพื่อกดดันหรือแสดงความไม่พอใจ เมื่อปีที่แล้วเขาเดินทางออกจากที่ประชุม G7 ที่แคนาดาก่อนกำหนด และย้อนกลับไปในปี 2018 เขาก็เคยถอนตัวจากแถลงการณ์ร่วม G7 หลังมีปัญหากับ จัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดา รวมถึงการยกเลิกงานแถลงข่าวปิดการประชุมสุดยอด NATO อย่างกะทันหันในปี 2019 หลังปรากฏคลิปวิดีโอผู้นำโลกจับกลุ่มล้อเลียนเขา
ในบางกรณี ทรัมป์เลือกส่งตัวแทนไปร่วมงานแทนในนาทีสุดท้าย เช่น การยกเลิกเยือนอเมริกาใต้ในปี 2018 และส่งรองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ ไปแทน ต่อมาในปี 2019 เขาให้เพนซ์เดินทางไปโปแลนด์แทน ส่วนตนเองอยู่ในสหรัฐฯ เพื่อติดตามพายุเฮอริเคน
หรือเมื่อปีที่แล้ว ทรัมป์ปฏิเสธเข้าร่วมการประชุม G20 ที่แอฟริกาใต้ โดยตอนแรกประกาศว่าจะส่งรองประธานาธิบดีเจ.ดี. แวนซ์ ไปแทน แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่ส่งตัวแทนสหรัฐฯ เข้าร่วมเลย
นักวิจารณ์มองว่ากลยุทธ์เหล่านี้สะท้อนถึงการสร้างความโกลาหลบนเวทีโลกของทรัมป์ แต่เขาเองกลับมองว่าความไม่แน่นอนคือข้อได้เปรียบ
การใช้สิทธิในการเข้าพบประธานาธิบดีเป็นเครื่องมือต่อรอง สะท้อนว่าทรัมป์ให้ความสำคัญกับการหารือแบบตัวต่อตัว ในฐานะนักเจรจา เขามองว่าการได้พบปะกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถือเป็นรางวัลในตัวมันเอง
ตลอดสองสมัยที่ผ่านมา เขาใช้กำหนดการเดินทางปั่นป่วนประเทศคู่เจรจามาโดยตลอด และน้อยครั้งมากที่การประชุมของทรัมป์จะมีการเตรียมความพร้อมอย่างรัดกุมตามแบบแผนการทูตปกติ


