posttoday

TalayLink เคเบิลใต้น้ำเส้นใหม่จาก Google เชื่อมเส้นทางดิจิทัล 'ไทย-ออสเตรเลีย'

02 ธันวาคม 2568

TalayLink สายเคเบิลใต้น้ำเส้นใหม่จาก Google เชื่อมไทย–ออสเตรเลีย เปิดโครงข่ายสำรองปลอดภัยขึ้น ดันไทยเป็นศูนย์กลางดิจิทัลและคลัสเตอร์ AI แห่งเอเชียแปซิฟิก

KEY

POINTS

  • โครงการ TalayLink คือสายเคเบิลใต้น้ำเส้นใหม่ของ Google Cloud ที่เชื่อมต่อไทยกับออสเตรเลียโดยตรง เพื่อสร้างเส้นทางเครือข่ายใหม่ที่มีความเสถียรและลดการพึ่งพิงเส้นทางเดิมที่หนาแน่น
  • การลงทุนนี้มีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น "ศูนย์กลางดิจิทัลแห่งใหม่" ของภูมิภาค โดยเป็นทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ที่ลดความเสี่ยงและดึงดูดการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น ศูนย์ข้อมูล (Data Center)
  • TalayLink จะช่วยยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยผ่านการเชื่อมต่อความเร็วสูงและมีค่าความหน่วงต่ำ (low latency) ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจคลาวด์, AI, และอุตสาหกรรมต่างๆ พร้อมสร้างโอกาสให้ไทยเป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อ (Interconnection Hub) ให้กับประเทศเพื่อนบ้าน

กูเกิล คลาวด์ (Google Cloud) เปิดศักราชใหม่ของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลด้วยการประกาศโครงการ TalayLink สายเคเบิลใต้น้ำเส้นล่าสุดที่เชื่อมต่อประเทศไทยกับออสเตรเลียโดยตรง มุ่งยกระดับการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตให้มีความเสถียรและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น ทั้งสำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและเครือข่ายทั่วโลก

 

นายบิกาช โคลีย์ รองประธานฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกของกูเกิล ระบุว่า ชื่อ “TalayLink” ได้แรงบันดาลใจจากคำว่า “ทะเล” ในภาษาไทย สะท้อนภารกิจของโครงการที่ต่อยอดจาก Interlink Cable ซึ่งเปิดตัวเมื่อปีที่ผ่านมา ภายใต้แผน Australia Connect สายเคเบิลเส้นใหม่นี้ถูกออกแบบให้ใช้เส้นทางใต้ทะเลสายใหม่ผ่านมหาสมุทรอินเดีย บริเวณด้านตะวันตกของช่องแคบซุนดา เพื่อแยกตัวออกจากแนวสายเคเบิลหลักที่มีอยู่เดิม และเพิ่มความปลอดภัยของเครือข่ายในระดับสากล

 

โครงการ TalayLink ไม่ได้เป็นเพียงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของ Google Cloud แต่สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ข้อมูลและการประมวลผลคือทรัพยากรหลักทางเศรษฐกิจ การที่เส้นทางสายเคเบิลใหม่วิ่งตรงจากออสเตรเลียสู่ประเทศไทยโดยไม่ผ่านสิงคโปร์ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของ Google ที่ต้องการสร้าง “ภูมิภาคเครือข่ายใหม่” ที่มีความมั่นคงสูงขึ้น แบ่งเบาภาระของเส้นทางเดิมที่ถูกใช้งานหนักมานาน และลดความเสี่ยงจากปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ในบางจุดของแปซิฟิกและช่องแคบยุทธศาสตร์ต่าง ๆ การเลือกประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของเส้นทางใหม่นี้จึงสะท้อนว่าประเทศมีศักยภาพมากขึ้นทั้งด้านภูมิศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐาน และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ใหญ่พอให้บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกวางใจลงทุน

 

ในเชิงนโยบาย สิ่งที่ไทยต้องเร่งดำเนินการคือการสร้างระบบนิเวศที่ครบวงจรเพื่อรองรับเมกะโปรเจ็กต์ประเภทนี้ให้เติบโตได้จริง การเป็น “Digital Gateway” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสายเคเบิลเพียงเส้นเดียว แต่ต้องอาศัยการสนับสนุนจากภาครัฐในหลายมิติ ตั้งแต่กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ชัดเจน ระบบการอนุญาตที่รวดเร็วสำหรับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ไปจนถึงการพัฒนาทักษะแรงงานด้านเทคโนโลยีและ AI ให้เพียงพอกับความต้องการของภาคธุรกิจระดับโลก หากไทยสามารถจัดการเรื่องเหล่านี้ได้อย่างต่อเนื่อง จะทำให้ศักยภาพของ TalayLink ถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้สูงสุด และยกระดับคุณค่าเชิงเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

 

ในมิติของเศรษฐกิจดิจิทัล TalayLink จะส่งผลต่อธุรกิจหลากหลายภาคส่วน ตั้งแต่ภาคการผลิตที่ต้องอาศัย IoT และระบบควบคุมแบบเรียลไทม์ ไปจนถึงภาคการเงิน การท่องเที่ยว สตาร์ตอัป และธุรกิจด้านสื่อสาร การมีเส้นทางเชื่อมต่อที่มีความหน่วงต่ำ (low latency) ทำให้การประมวลผลบนคลาวด์รวมถึงระบบ AI ทำได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนของผู้ประกอบการ เพิ่มประสิทธิภาพของระบบโลจิสติกส์ และสร้างความน่าเชื่อถือต่อบริการออนไลน์ เช่น แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ระบบจองการท่องเที่ยว และการชำระเงินดิจิทัล นอกจากนี้ หาก Cloud Region ของ Google ถูกตั้งอยู่ในไทยในอนาคต ความได้เปรียบนี้จะยิ่งทวีคูณ เพราะองค์กรทั้งในไทยและภูมิภาคสามารถประมวลผลข้อมูลในประเทศได้โดยตรง ลดความเสี่ยงด้านกฎหมายข้อมูลข้ามพรมแดนและเพิ่มมาตรฐานความปลอดภัยของระบบสำคัญระดับชาติได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

อีกด้านหนึ่ง โครงการนี้ยังเปิดโอกาสสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก ปัจจุบันประเทศที่เป็นผู้นำด้านศูนย์ข้อมูล เช่น สิงคโปร์หรือญี่ปุ่น เริ่มเผชิญข้อจำกัดด้านพลังงานและพื้นที่ ทำให้ผู้ประกอบการเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ในภูมิภาคที่มีต้นทุนการแข่งขันดีกว่า ไทยจึงเริ่มถูกจับตามองมากขึ้น ไม่เพียงเพราะอยู่บนเส้นทาง TalayLink แต่ยังมีศักยภาพในการพัฒนาแหล่งพลังงานหมุนเวียนในอนาคต เช่น พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) ซึ่งเป็นสิ่งที่บริษัทเทคโนโลยีให้ความสำคัญอย่างมากเพราะช่วยลดต้นทุนระยะยาวและตอบโจทย์มาตรฐาน ESG ที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ การที่ไทยสามารถผสานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเข้ากับแผนพลังงานสะอาดได้ จะทำให้กลายเป็นจุดหมายใหม่ของ Hyperscale Data Center ที่ต้องการพื้นที่รองรับการเติบโตอย่างยั่งยืน

 

ในระดับภูมิภาค TalayLink ยังสร้างโอกาสให้ไทยกลายเป็น “ศูนย์กลางการเชื่อมต่อ” สำหรับประเทศรอบข้าง เช่น ลาว เมียนมา กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งกำลังเติบโตด้านดิจิทัลอย่างรวดเร็วแต่ยังขาดโครงสร้างพื้นฐานสายเคเบิลที่แข็งแกร่ง หากไทยสามารถพัฒนาเส้นทางบนบก (terrestrial fiber) เชื่อมต่อประเทศเพื่อนบ้านให้สมบูรณ์ พร้อมขยายจุดเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (IXPs) ในกรุงเทพฯ พัทยา เชียงใหม่ หรือภาคใต้ โอกาสที่ไทยจะกลายเป็น "Regional Interconnection Hub" ก็ยิ่งมีความเป็นไปได้สูง การเป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อระดับภูมิภาคไม่เพียงสร้างรายได้จากค่าเชื่อมต่อ แต่ยังเพิ่มความน่าสนใจให้บริษัทระดับโลกมาตั้งสำนักงาน วิจัย AI หรือแม้แต่ศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีในไทยมากขึ้น

 

ท้ายที่สุด โครงการ TalayLink คือจุดเริ่มต้นของการยกระดับประเทศไทยให้เข้ามาอยู่ในวงจรสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลระดับโลก ความสำเร็จของโครงการนี้จะเห็นผลชัดเจนก็ต่อเมื่อไทยสามารถเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่อเนื่อง ปรับตัวด้านกฎหมายข้อมูล การลงทุนพลังงาน และทักษะแรงงานให้พร้อมสำหรับการเติบโตของ AI และคลาวด์ หากทำได้ครบถ้วน ไทยไม่เพียงแข่งขันกับสิงคโปร์หรือญี่ปุ่นได้อย่างสมศักดิ์ศรี แต่ยังมีศักยภาพที่จะเป็นหนึ่งใน “Digital Infrastructure Powerhouses” ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอีก 5–10 ปีข้างหน้า และมีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลระดับโลกที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด

 

 

ที่มา: https://www.bangkokbiznews.com/tech/ai/1208959

ข่าวล่าสุด

เอ็นไซโคลปิเดีย Britannica ฟ้อง OpenAI ปมใช้ข้อมูลฝึก AI