posttoday

AI คือไฟฟ้าใหม่ของโลก ดันดีมานด์ ดาต้า เซ็นเตอร์ พุ่ง 3 เท่า

26 พฤศจิกายน 2568

AI ดันความต้องการ ดาต้า เซ็นเตอร์ โต 3 เท่าในปี 2030 เร่งนโยบาย Quick Big Win ปล็ดล็อคพลังงานสะอาด วางรากฐานพลังงานเสรี กระตุ้นมูลค่าการลงทุน 7 แสนล้าน

KEY

POINTS

  • AI กลายเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญเทียบเท่าไฟฟ้า ส่งผลให้ความต้องการดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกพุ่งสูง คาดการณ์ว่าจะเติบโตขึ้น 3 เท่าภายในปี 2030 สร้างความต้องการใช้พลังงานมหาศาล
  • ความท้าทายหลักในการเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์คือการจัดหา "พลังงานสะอาด" ให้เพียงพอ ซึ่งกลายเป็นโอกาสสำคัญของไทยในการดึงดูดการลงทุน ขณะที่คู่แข่งในภูมิภาคประสบปัญหาขาดแคลนพลังงาน
  • รัฐบาลเร่งนโยบาย "Quick Big Win" ปลดล็อคอุปสรรค โดยเปิดทางให้ซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง (Direct PPA) และทุ่มงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อวางรากฐานสู่พลังงานเสรีและกระตุ้นการลงทุนกว่า 7 แสนล้านบาท

อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวในงาน POSTTODAY THAILAND SMART CITY 2026 หัวข้อ “Data Center - พลิกประเทศ” ว่า ในอดีตเคยมีคำกล่าวว่าข้อมูล (Data) คือน้ำมัน (Oil) ที่มีคุณค่าสูง แต่ในยุคปัจจุบันที่กระบวนการของปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทอย่างทรงพลัง ทำให้เกิดคำนิยามใหม่ว่า "AI is the new electricity" หรือ AI คือไฟฟ้าใหม่ของโลกที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนโลกไปข้างหน้า

การเติบโตของ AI นี้ส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าของ ดาต้าเซ็นเตอร์ ทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างมหาศาล ในปัจจุบัน ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้พลังงานไฟฟ้าคิดเป็นประมาณ 1.5% ของความต้องการใช้ไฟฟ้าโลก ซึ่งเทียบเท่ากับการใช้ไฟฟ้าของประเทศไทยทั้งประเทศถึงประมาณ 1.7 เท่า และที่น่าจับตาคือ คาดการณ์ว่าภายในปี 2030 ความต้องการใช้พลังงานของดาต้าเซ็นเตอร์จะเพิ่มขึ้นไปถึง 2-3 เท่า ซึ่งจะสูงเท่ากับความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศญี่ปุ่นทั้งประเทศ

จุดคอขวด: การแสวงหา "พลังงานสะอาด" เพื่อรองรับการเติบโต

การที่ AI กำลังบูมอย่างหนัก ทำให้เกิดการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมากเพื่อรองรับ แต่ความท้าทายที่สำคัญที่สุดที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญคือ การขาดแคลนพลังงาน ที่จะมาขับเคลื่อนดาต้าเซ็นเตอร์และ AI เหล่านี้ ไม่เพียงแค่พลังงานเท่านั้น แต่การบริหารจัดการทรัพยากรอื่น ๆ เช่น น้ำ ซึ่งดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ในปริมาณมาก ก็เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องไปพร้อมกัน

ผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์รายใหญ่ ส่วนใหญ่ได้มีการกำหนดเป้าหมายด้านความยั่งยืนอย่างชัดเจน ในระยะยาว พวกเขาตั้งเป้าให้การใช้พลังงานเป็น พลังงานสีเขียว (พลังงานสะอาด) 100%

แม้ว่าปัจจุบันเปอร์เซ็นต์การใช้พลังงานสะอาดอาจยังไม่สูงนัก (ประมาณ 10 กว่า %) แต่เป้าหมายระยะยาวในปี 2035 ก็ต้องการให้ขยับขึ้นไปเกือบ 40% หากผู้ประกอบการยังไม่สามารถผลิตหรือจัดหาพลังงานสะอาดได้เพียงพอในทันที หลายรายก็ใช้วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการซื้อ RECs (Renewable Energy Certificates) หรือการซื้อคาร์บอนเครดิต เพื่อชดเชย

AI คือไฟฟ้าใหม่ของโลก ดันดีมานด์ ดาต้า เซ็นเตอร์ พุ่ง 3 เท่า

อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์

ในเชิงยุทธศาสตร์ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังกลายเป็นพื้นที่เป้าหมายใหม่สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ โดยประเทศที่มีบทบาทสำคัญอย่างสิงคโปร์ แม้จะมี ดาต้าเซ็นเตอร์ กระจุกตัวอยู่มาก แต่กลับประสบปัญหาเรื่องพลังงานไม่พอ จนต้องวิ่งขอซื้อ "ไฟเขียว" จากประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งลาวและไทย ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยสามารถดึงดูดการลงทุน ดาต้าเซ็นเตอร์ ให้เข้ามาในประเทศได้มากขึ้น

การบริหารจัดการพลังงาน: ความมั่นคง ความสะอาด และเศรษฐศาสตร์

ความท้าทายหลักในการจัดการพลังงานคือการบริหาร ความสมดุลของสามปัจจัย ได้แก่ ความมั่นคง (Security) ความสะอาด (Cleanliness) และ เศรษฐศาสตร์ (Economic) ซึ่งสองปัจจัยแรกล้วนแต่เป็น "ต้นทุน" สำหรับประเทศไทย เราต้องเร่งหาแหล่งพลังงานใหม่ ๆ ภายในประเทศ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคง และต้องลงทุนในพลังงานสะอาดให้มากขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้

นโยบาย " Quick Big Win " : โอกาสเปิดให้ประเทศไทย

เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านและมีระยะเวลาทำงานที่จำกัด (ประมาณ 4 เดือน) โครงการต่าง ๆ จึงถูกออกแบบภายใต้ชื่อ "Quick Big Win" เพื่อให้เกิดความกระชับ รวดเร็ว (Quick) แต่มีผลกระทบสูง (Big Impact) และสร้างประโยชน์ร่วมกัน (Win) โดยมุ่งเน้นมาตรการที่ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องแก้ไขกฎหมายหรือ พ.ร.บ. ซึ่งต้องใช้เวลานาน

ในภาคพลังงาน นโยบาย "Quick Big Win" ได้แบ่งเป็น 3 มาตรการหลัก ซึ่งมาตรการสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุน Data Center โดยตรงคือ

1. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Development)

◦ เร่งดำเนินการ “โครงการสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสะอาดตรง” หรือ Direct PPA 2,000 เมกะวัตต์ เป็นการเริ่มปรับระบบธุรกิจไฟฟ้าในประเทศให้เข้าใกล้การค้าเสรีมากขึ้น โดยกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์สามารถเจรจาซื้อไฟฟ้าสีเขียวจากผู้ผลิตโดยตรง และจ่ายเฉพาะค่าผ่านสายส่งของการไฟฟ้า เกณฑ์สำหรับมาตรการนี้คาดว่าจะออกในเดือนธันวาคม

◦ เร่งแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานใน EEC: ปัจจุบัน ดาต้าเซ็นเตอร์ ที่มาขอการส่งเสริมจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ กว่า 90% กระจุกตัวขอลงในพื้นที่ EEC ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ไฟฟ้าไม่พอ ไม่ได้เกิดจากโรงไฟฟ้าไม่พอ แต่เกิดจาก สายส่งและสถานีไฟฟ้าย่อย (Substation) ไม่เพียงพอ

รัฐบาลได้เร่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการอัดฉีดเงิน 3,000 ล้านบาทเป็นการเร่งด่วน พร้อมทั้งจัดทำโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอีกประมาณ 30,000 ล้านบาท เพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าที่คาดว่าจะสูงถึง 3,800 เมกะวัตต์

2. การสร้างความมั่นคงทางพลังงานระยะยาว และ Net Zero 2050

◦ ประเทศไทยได้ประกาศขยับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) จากเดิมปี 2065 มาเป็นปี 2050 ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็น เนื่องจากคู่แข่งสำคัญในอาเซียน เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ได้ประกาศเป้าหมายไปแล้ว

◦ การบรรลุเป้าหมายนี้ต้องอาศัยเทคโนโลยีใหม่ ๆ นอกเหนือจากโรงไฟฟ้าและเทคโนโลยีแบบเดิม เช่น ไฮโดรเจน (ซึ่งเพิ่งได้รับการอนุมัติให้เป็นเชื้อเพลิงเชื้อที่ 1 ที่ใช้ได้) และ SMR (Small Modular Reactors) ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาอย่างเข้มข้น

◦ เทคโนโลยีสำคัญที่จำเป็นสำหรับประเทศคือ CCS (Carbon Capture and Storage) หรือการดักจับและกักเก็บคาร์บอนใต้ดิน แม้จะเป็นการลงทุนมหาศาลและใช้เวลานาน (คิดวันนี้กว่าจะได้ใช้จริงอีก 10 กว่าปี) แต่ประเทศไทยมีศักยภาพในการกักเก็บเบื้องต้นกว่า 7,000 ล้านตันในพื้นที่ห่างฝั่ง ซึ่งมีโอกาสที่จะพัฒนาเป็นธุรกิจใหม่ และอาจร่วมลงทุนกับประเทศที่สนใจ เช่น สิงคโปร์

โดยรวมแล้ว โครงการ Quick Big Win นี้ หากดำเนินตามแผนที่วางไว้ (ซึ่งจะไม่ได้เสร็จสิ้นภายใน 4 เดือน แต่จะมีการวางรากฐานให้โครงการเดินหน้าต่อ) คาดว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจ เกิดมูลค่าการลงทุนสูงถึง 700,000 ล้านบาท เกิดการจ้างงานกว่า 16,000 ตำแหน่ง และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 10 ล้านตันต่อปี

ข่าวล่าสุด

ปรับทัพสู้ศึกพลังงาน! SMART HOME ตรึงราคาช่วยผู้บริโภค ปรับเป้าทั้งปี 2,000 ล้านบาท ดึงมอเตอร์ไซต์ EV ปั้มยอด