
ส่องมหาวิทยาลัยไทยแข่งกันเขียว ชูโมเดลยั่งยืนจากแคมปัสสู่สังคม
สำรวจมหาวิทยาลัยไทยไม่น้อยหน้า เดินหน้าสู่ความยั่งยืน สร้างอาคารเขียว นโยบายพลังงานสะอาด และนวัตกรรมสีเขียว หวังเป็นต้นแบบเมืองคาร์บอนต่ำในอนาคต
KEY
POINTS
- มหาวิทยาลัยไทยกำลังเปลี่ยน "โครงการสีเขียว" ให้เป็น "ยุทธศาสตร์หลัก" ของสถาบัน เพื่อรับมือกับปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การใช้พลังงาน และปัญหาน้ำท่วมเมือง
- แต่ละมหาวิทยาลัยมีโมเดลความยั่งยืนที่โดดเด่นและแตกต่างกันไป เช่น อุทยานฟองน้ำของจุฬาฯ, ฟาร์มเกษตรบนหลังคาของธรรมศาสตร์, แคมปัสพลังงานอัจฉริยะของ มช. และการใช้พื้นที่สีเขียวเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนของมหิดล
- แนวทางมหาวิทยาลัยสีเขียวครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่การสร้างอาคารประหยัดพลังงาน, การใช้พลังงานหมุนเวียน, การจัดการขยะ ไปจนถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คน เพื่อสร้างต้นแบบการพัฒนาที่ยั่งยืนจากรั้วมหาวิทยาลัยสู่สังคม
มหาวิทยาลัยไทยแข่งกันเขียว ก้าวสู่ต้นแบบความยั่งยืน
การพัฒนา “อาคารเขียว” และนโยบายสิ่งแวดล้อมในมหาวิทยาลัยไทย กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งพลังขับเคลื่อนสำคัญที่สะท้อนบทบาทสถาบันอุดมศึกษาในการแก้โจทย์โลก ทั้งปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ น้ำท่วมเมือง ความร้อน และการใช้พลังงานสูง วันนี้หลายมหาวิทยาลัยไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นเพียง “โครงการสีเขียว” เพื่อภาพลักษณ์ แต่คือ “ยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย” ที่ขับเคลื่อนทั้งเชิงโครงสร้างพื้นฐาน การเรียนรู้ และพฤติกรรมของผู้คน
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยถือเป็นผู้นำด้านนโยบายอาคารเขียว ด้วยการใช้มาตรฐาน TREES ของสถาบันอาคารเขียวไทยเป็นกรอบพัฒนาอาคารใหม่และปรับปรุงอาคารเก่า พร้อมติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในอาคารสำคัญ เช่น จามจุรี 9 และหอสมุดกลาง และสร้าง อุทยาน 100 ปีจุฬาฯ ให้เป็นทั้งพื้นที่สีเขียวและฟองน้ำกลางเมือง ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมและฮีตไอแลนด์ของกรุงเทพฯ
ขณะที่ธรรมศาสตร์สร้างชื่อเสียงระดับนานาชาติด้วย Thammasat University Urban Rooftop Farm (TURF) หลังคาเขียวรูปตัว H ขนาด 22,000 ตร.ม. ที่รวมหลายฟังก์ชันเข้าด้วยกัน ทั้งผลิตอาหารอินทรีย์ ชะลอน้ำฝน เพิ่มพื้นที่สีเขียว และเปิดเป็นพื้นที่กิจกรรมสาธารณะ
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่กำลังก้าวสู่ “Smart Energy Campus” ด้วยการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมากกว่า 150 อาคาร และใช้เทคโนโลยี AI + IoT จัดการพลังงานแบบอัจฉริยะ พร้อมทดลองระบบซื้อขายไฟฟ้าแบบ P2P ในพื้นที่มหาวิทยาลัย ถือเป็นแล็บมีชีวิตด้านพลังงานสะอาด
มหาวิทยาลัยมหิดลก็ไม่ยอมน้อยหน้า ประกาศเป้าหมาย Net Zero Emission เดินหน้าโครงการโซลาร์รูฟท็อปในหลายวิทยาเขต เช่น ศาลายา พญาไท และกาญจนบุรี โดยใช้พื้นที่สีเขียวมหาศาลในศาลายาเป็น “แหล่งกักเก็บคาร์บอน” เพื่อดูดซับ CO₂ ตามธรรมชาติ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) มุ่งสร้าง “Green & Clean Campus” โดยเน้นการเดินและการปั่นจักรยาน ลดการใช้รถยนต์ และปรับปรุงอาคารให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับนโยบายสถาบันที่ตั้งเป้า Net Zero ในอนาคต
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วางแนวทาง KU Green Campus กำหนดให้อาคารใหม่ที่มีพื้นที่เกิน 1,000 ตร.ม. ต้องติดตั้งหลังคาเขียวหรือโซลาร์เป็นมาตรฐาน พร้อมพัฒนาโครงการจัดการขยะอินทรีย์ไปสู่การผลิตก๊าซชีวภาพเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล
ส่วนมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (PSU) เดินเกมด้วยนโยบายเข้มข้นด้านสิ่งแวดล้อม ประกาศ Net Zero Emission 2566 และนโยบายจัดการขยะ-ของเสียอันตราย 2567 ที่ครอบคลุมทั้งการแยกขยะ การรีไซเคิล และการติดตามผลอย่างเป็นระบบ
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิสัยทัศน์ TREES และฟองน้ำเมืองกลางกรุง
จุฬาฯ เป็นมหาวิทยาลัยแรก ๆ ของไทยที่วาง นโยบายอาคารเขียวอย่างเป็นระบบ โดยใช้มาตรฐาน TREES ของสถาบันอาคารเขียวไทยเป็นกรอบบังคับ ทั้งอาคารใหม่และการปรับปรุงอาคารเดิม พร้อมจัดทำ “คู่มือการออกแบบอาคารและสถานที่” สำหรับสถาปนิกและวิศวกรทุกโครงการ อาคารหลายแห่ง เช่น จามจุรี 9 และหอสมุดกลาง ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพื่อผลิตพลังงานสะอาด ขณะเดียวกันยังพัฒนาระบบจัดการน้ำเสียเพื่อนำกลับมาใช้ซ้ำใน
จุฬาฯ เป็นกรณีศึกษาของมหาวิทยาลัยที่ใช้ นโยบายบนลงล่าง อย่างเข้มแข็งและมีระบบที่สุด “คู่มือการออกแบบอาคารและสถานที่” ถูกใช้เป็นกฎเหล็กกำกับทุกโครงการใหม่และการปรับปรุงอาคารเดิม โดยบังคับใช้มาตรฐานกฎหมายควบคู่ TREES อย่างเคร่งครัด จุดเด่นของจุฬาฯ คือการสร้าง “ฟองน้ำเมือง” ผ่านอุทยาน 100 ปี ที่รับน้ำฝนและลดฮีตไอแลนด์ พร้อมทั้งลงทุนระบบพลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์รูฟท็อปในอาคารใหญ่หลายแห่ง สะท้อนความสำเร็จของโมเดลที่เริ่มต้นจาก “นโยบายชัดเจน” และต่อยอดสู่ผลลัพธ์เป็นรูปธรรม
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลังคาเกษตรที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย
ธรรมศาสตร์สร้างชื่อเสียงระดับโลกด้วย Thammasat University Urban Rooftop Farm (TURF) หลังคาเขียวขนาด 22,000 ตารางเมตร ซึ่งเป็นหลังคาเกษตรที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ออกแบบเป็นชั้นขั้นบันไดเลียนแบบนาข้าวไทย สามารถกักเก็บและชะลอน้ำฝนได้กว่า 11 ล้านลิตรต่อปี ก่อนปล่อยเข้าสู่ระบบบำบัดและรดน้ำต้นไม้ในพื้นที่ ขณะเดียวกันยังเป็นแหล่งผลิตอาหารอินทรีย์สำหรับโรงอาหารและกิจกรรมชุมชน รวมทั้งเปิดเป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและเกษตรกรรมเมือง TURF จึงไม่ได้เป็นเพียงอาคารสีเขียว แต่ยังสะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในการสร้าง โมเดลเมืองที่พึ่งพาตนเองได้ด้านอาหาร–น้ำ–พลังงาน
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ Smart Energy Campus
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก้าวสู่การเป็น Smart Campus–Clean Energy โดยผสานโซลาร์รูฟท็อปเข้ากับระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะ ปัจจุบันมหาวิทยาลัยติดตั้งโซลาร์มากกว่า 150 อาคาร และยังทดลองระบบ ซื้อขายไฟฟ้าแบบ P2P (Peer-to-Peer Energy Trading) ภายในมหาวิทยาลัย ใช้ AI และ IoT จัดการโหลดไฟฟ้า ลดการใช้พลังงานสูงสุดในชั่วโมงพีค พร้อมทั้งพัฒนาศูนย์จัดการชีวมวลเพื่อนำเศษวัสดุเกษตรและของเสียกลับมาใช้ผลิตพลังงานสะอาด สิ่งเหล่านี้ทำให้เชียงใหม่กลายเป็น “ห้องทดลองมีชีวิต” ของนวัตกรรมพลังงานหมุนเวียนและเมืองอัจฉริยะในไทย
มหาวิทยาลัยมหิดล Net Zero และพื้นที่กักเก็บคาร์บอน
มหิดลวางเป้าหมาย Net Zero Emission โดยตรงกับ SDGs และมีแผนแม่บท Green Campus ชัดเจน วิทยาเขตศาลายามีพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่เป็น Carbon Stock ดูดซับคาร์บอนตามธรรมชาติ ควบคู่กับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในวิทยาเขตต่าง ๆ เช่น ศาลายา พญาไท และกาญจนบุรี มหิดลยังผลักดันมาตรการลดการใช้พลังงานในอาคาร ระบบขนส่งสาธารณะภายในมหาวิทยาลัย และการรณรงค์ลดขยะพลาสติกแบบครบวงจร จุดเด่นคือการเชื่อมโยง การวิจัย–นโยบาย–การจัดการจริง ให้เป็นระบบแบบองค์รวม
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) Green & Clean Campus
มจธ. บางมด ผลักดันนโยบาย Green & Clean Campus ที่เน้นการสร้างวิถีชีวิตสีเขียวควบคู่ไปกับการพัฒนาอาคารเขียว มหาวิทยาลัยสนับสนุนให้บุคลากรและนักศึกษาหันมาเดิน ปั่นจักรยาน และใช้ระบบขนส่งสาธารณะแทนรถยนต์ส่วนตัว นอกจากนี้ยังพัฒนาระบบจัดการพลังงานในอาคารและส่งเสริมการใช้วัสดุรีไซเคิล จุดแข็งของมจธ. คือการผสาน นโยบายระดับสถาบันกับพฤติกรรมคนในมหาวิทยาลัย ให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ KU Green Campus
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วางนโยบาย KU Green Campus ที่ก้าวหน้า โดยกำหนดให้อาคารใหม่ที่มีพื้นที่เกิน 1,000 ตารางเมตรต้องติดตั้งหลังคาเขียวหรือโซลาร์เป็นมาตรฐาน พร้อมออกแบบให้ใช้การระบายอากาศธรรมชาติและระบบบังแดด ลดการใช้พลังงานปรับอากาศ นอกจากนี้ยังมีการจัดการขยะอินทรีย์เพื่อนำไปผลิตก๊าซชีวภาพ ใช้แทนพลังงานฟอสซิลในกิจกรรมภายในมหาวิทยาลัย ถือเป็นตัวอย่างของการบังคับใช้ “มาตรการด้านอาคารเขียวเชิงนโยบาย” ที่ชัดเจนที่สุดแห่งหนึ่งในไทย
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (PSU) นโยบายเข้มข้น Net Zero + ขยะครบวงจร
PSU ยกระดับนโยบายสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง โดยประกาศ นโยบาย Net Zero Emission พ.ศ. 2566 และ นโยบายขยะและของเสียอันตราย พ.ศ. 2567 ที่กำหนดมาตรการตั้งแต่การลดการใช้ การคัดแยก การรีไซเคิล ไปจนถึงการติดตามปริมาณขยะฝังกลบในแต่ละวิทยาเขต การดำเนินงานเชิงโครงสร้างนี้ช่วยให้มหาวิทยาลัยก้าวสู่ระบบนิเวศการจัดการสิ่งแวดล้อมแบบครบวงจร และยังทำให้ PSU ขยับอันดับในเวทีประเมินมหาวิทยาลัยสีเขียวโลก (UI GreenMetric) อย่างต่อเนื่อง
จะเห็นได้ว่ามหาวิทยาลัยไทยไม่ได้หยุดอยู่แค่ “โครงการสัญลักษณ์” แต่กำลังวางระบบนิเวศเขียวทั้งมหาวิทยาลัย ตั้งแต่อาคารประหยัดพลังงาน พื้นที่สีเขียว ระบบพลังงานหมุนเวียน การจัดการน้ำ-ขยะ ไปจนถึงการปรับพฤติกรรมการเดินทางของผู้คน แต่ละแห่งมี “จุดขาย” ที่แตกต่างกัน จุฬาฯ เน้นนโยบายและฟองน้ำเมือง ธรรมศาสตร์ใช้หลังคาเกษตร เชียงใหม่ทดลองพลังงานอัจฉริยะ มหิดลใช้พื้นที่สีเขียวเป็นตัวดูดซับคาร์บอน มจธ. เน้นพฤติกรรม Green Lifestyle เกษตรศาสตร์กำหนดมาตรฐานอาคารเขียวเชิงบังคับ ส่วน PSU สร้างระบบจัดการขยะครบวงจร ทั้งหมดนี้สะท้อนทิศทางเดียวกันคือการผลักดัน “มหาวิทยาลัยสีเขียวไทย” สู่มาตรฐานสากล
อ้างอิง:
www.sustainability.chula.ac.th
www.greenroofs.com
perin.psu.ac.th
www.electricityandindustry.com







