เบื้องลึก “Wellness Complex” ไทย สู่อนาคต “เมืองแห่งคุณภาพชีวิต”
ไทยกำลังยกระดับในเวทีโลก จากประเทศที่มีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวเชิงพักผ่อน มุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านสุขภาวะองค์รวม ซึ่งเป็นตลาดที่มีมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์
KEY
POINTS
- แนวคิด “Wellness Complex” คือยุทธศาสตร์การสร้างระบบนิเวศสุขภาพแบบองค์รวม เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น “เมืองแห่งคุณภาพชีวิต” ไม่ใช่แค่การสร้างรีสอร์ตสุขภาพเพียงอย่างเดียว
- การขับเคลื่อนใช้ 6 เสาหลักและนวัตกรรมสู่เมืองอัจฉริยะด้านสุขภาพ โดยมีจุดเด่นที่แตกต่างจากสากลคือการเน้น “ความสัมพันธ์ทางสังคม” และความอบอุ่นแบบไทย ผสานกับการบำบัดร่างกายและจิตใจ
- โครงการนี้เป็นการวางตำแหน่งประเทศไทยในตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมูลค่ามหาศาล (อันดับ 24 ของโลก) โดยใช้จุดแข็งด้านภูมิปัญญา นวัตกรรม และบริการ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
แนวคิด “Wellness Complex” ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสร้างรีสอร์ตหรือสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง แต่คือการสร้างระบบนิเวศแห่งสุขภาพที่เชื่อมโยงตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงวิถีชีวิตของผู้คน
เป้าหมายคือการวางประเทศไทยในฐานะ “เมืองแห่งคุณภาพชีวิต” ที่พร้อมมอบประสบการณ์การเดินทางที่เปลี่ยนแปลงชีวิตให้กับผู้มาเยือน
ข้อมูลล่าสุดของสถาบันสุขภาพโลก (GWI) ระบุว่า ตลาดการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพจะมียอดเงินหมุนเวียน 817,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี พ.ศ. 2566 และขยายตัวเป็น 1.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐภายในปี พ.ศ. 2568 เป็นผลมาจากที่ผู้คนทั่วโลกให้ความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพก่อนป่วย รวมทั้งการรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Care) ตลอดจนการเสริมภูมิต้านทาน ซึ่งในภาพรวมธุรกิจกลุ่มนี้มีอัตราเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 8.1% ต่อปี
ไทยอันดับ 24 ของโลก
ข้อมูลล่าสุดจากสถาบันโกลบอลเวลเนส (Global Wellness Institute หรือ GWI) ฉบับรายงานเฉพาะประเทศไทย พบว่าธุรกิจบริการด้านสุขภาพทั้งสินค้าและบริการส่งเสริมสุขภาพมีมูลค่า 40,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 1.42 ล้านล้านบาท ไทยอยู่ในอันดับ 24 ของโลก จาก 218 ประเทศ เป็นอันดับที่ 9 ของเอเชียแปซิฟิก
นักท่องเที่ยวต่างชาติมีการใช้จ่ายในกิจกรรมและบริการด้านสุขภาพ เฉลี่ยในไทยประมาณ 1,735 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 60,650.60 บาทต่อทริป ส่วนของธุรกิจสปามีการเติบโตอยู่ที่ 9.4% มูลค่ารวม 1.598 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 55.93 พันล้านบาท โดยสปาทางการแพทย์ (Medical Spa) เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 22%
นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และบีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัทกรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS เคยระบุว่า ในปี 2566 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจำนวน 13.5 ล้านคน มากเป็นอันดับ 15 ของโลก คาดว่าในปี 2568 จะแซงปี 2562 ก่อนโควิดระบาด ซึ่งมีจำนวน 15 ล้านคน มากเป็นอันดับ 7 ของโลก
6 เสาหลัก พิมพ์เขียวของเมืองสุขภาพ
เบื้องหลังแนวคิด Wellness Complex คือการออกแบบอย่างเป็นระบบ โดยมี 6 เสาหลักสำคัญ เป็นเหมือนรากฐานของ “เมืองคุณภาพชีวิต” ได้แก่ เอกลักษณ์เฉพาะตัว สิ่งอำนวยความสะดวก กิจกรรม แหล่งท่องเที่ยวข้างเคียง สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และศาสตร์บำบัด
เสาหลักเหล่านี้ไม่ได้ตั้งอยู่โดดเดี่ยว หากแต่ทำงานร่วมกันเพื่อสร้างประสบการณ์แบบองค์รวม ยกตัวอย่างเช่น ชีวาศรม (Chiva-Som) ที่หัวหิน ซึ่งไม่เพียงนำเสนอโปรแกรมสุขภาพ แต่ยังเป็นศูนย์กลางระดับโลกที่ยกระดับภูมิปัญญาไทยสู่มาตรฐานสากล หรือกมลายา (Kamalaya) ที่เกาะสมุย ซึ่งเปลี่ยนภูมิทัศน์ริมทะเลให้กลายเป็นพื้นที่ฟื้นฟูทั้งกายและใจ รวมถึง RAKxa Wellness ที่บางกระเจ้า ซึ่งเน้นการแพทย์บูรณาการและการปรับโปรแกรมให้เข้ากับความต้องการเฉพาะบุคคล
ดัชนีคุณภาพชีวิต ผลลัพธ์ที่จับต้องได้
สิ่งที่ทำให้ Wellness Complex ไม่ใช่แค่รีสอร์ตสุขภาพ คือการมุ่งสร้างผลลัพธ์ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตใน 4 มิติหลัก ได้แก่ สมรรถภาพทางกาย ช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูแข็งแรง ความแข็งแกร่งทางใจ ลดความเครียดและฟื้นฟูสมดุลอารมณ์ คุณภาพชีวิตโดยรวม เชื่อมโยงกับความสุขทางสังคม และ สุขภาพสิ่งแวดล้อม คือการตระหนักว่ามนุษย์กับธรรมชาติไม่อาจแยกออกจากกัน ผลลัพธ์ทั้งสี่นี้จึงไม่เพียงตอบโจทย์การพักผ่อนระยะสั้น แต่ยังส่งผลระยะยาวต่อความสุขของผู้มาเยือน และสอดคล้องกับกระแสโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน
"นวัตกรรม" หัวใจการพัฒนาเมืองอัจฉริยะสุขภาพ
จุดแข็งของไทยไม่ได้หยุดอยู่ที่วัฒนธรรมหรือธรรมชาติ หากแต่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ทำให้ไทยก้าวสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะด้านสุขภาพ (Smart Wellness City) เช่น การใช้ เทคโนโลยีดิจิทัล ผ่านแอปพลิเคชันสุขภาพและ Telemedicine การออกแบบ โปรแกรมสุขภาพเฉพาะบุคคล จากการตรวจพันธุกรรม ไปจนถึงการ ผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ อย่างการบำบัดสมุนไพรไทยที่ผนวกเข้ากับหลักการแพทย์ตะวันตก สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงยกระดับคุณภาพบริการ แต่ยังสร้างความแตกต่างที่ไม่อาจลอกเลียนแบบได้
หากมองไปที่ Wellness Complex ในยุโรปหรืออเมริกา เช่น Lanserhof ในเยอรมนี หรือ SHA Wellness Clinic ในสเปน เราจะเห็นการมุ่งเน้นไปที่การดูแลสุขภาพเชิงวิทยาศาสตร์และการฟื้นฟูแบบปัจเจก ขณะที่ไทยนำเสนอมิติที่แตกต่างออกไป คือการเน้น “ความสัมพันธ์ทางสังคม” ซึ่งหยั่งรากลึกในวัฒนธรรมไทย นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจึงไม่ได้รับเพียงการฟื้นฟูร่างกาย แต่ยังมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมครอบครัว ทำงานศิลปะร่วมกัน หรือเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชน
สิ่งเหล่านี้คือ “หัวใจ” ที่ทำให้ประสบการณ์ Wellness แบบไทยไม่เหมือนใคร เพราะไม่ได้ดูแลเฉพาะตัวบุคคล แต่ยังสร้างสายสัมพันธ์ใหม่ ๆ และเติมเต็มชีวิตในเชิงอารมณ์และสังคม
ตัวอย่างระดับโลกที่ไทยเทียบเคียงได้
หากมองในระดับสากล ตัวอย่างเช่น Lanserhof (เยอรมนี) ที่เชี่ยวชาญด้านการแพทย์เชิงป้องกัน SHA Wellness Clinic (สเปน) ที่ผสานการแพทย์สมัยใหม่กับโภชนาการ หรือ Six Senses (มัลดีฟส์–ภูเก็ต–ฟิจิ) ที่ใช้ธรรมชาติเป็นหัวใจของการบำบัด ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า Wellness Complex ในแต่ละประเทศมีเอกลักษณ์เฉพาะ แต่สิ่งที่ไทยกำลังสร้างคือ “เอกลักษณ์แบบไทย” ที่ผสานทั้งภูมิปัญญา นวัตกรรม และความอบอุ่นทางสังคม ซึ่งอาจกลายเป็นต้นแบบที่ประเทศอื่นนำไปศึกษาและต่อยอด
5 อันดับ Wellness Complex/Retreat ชื่อดังในไทย
1. RAKxa Wellness & Medical Retreat – บางกระเจ้า, สมุทรปราการ
จุดเด่น: เป็น Wellness & Medical Retreat ระดับโลก ตั้งอยู่ใน “คุ้งบางกระเจ้า” หรือที่รู้จักกันว่า “ปอดกรุงเทพฯ”
บริการหลัก: โปรแกรมสุขภาพเฉพาะบุคคล (Personalized Wellness) โดยใช้ การแพทย์ผสมผสาน ระหว่างแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนไทย เช่น การตรวจ DNA, โภชนาการเฉพาะบุคคล, การนวดแผนไทย, สมาธิบำบัด และ IV Therapy
จุดแข็ง: ใช้แนวคิด Integrative Medicine เป็นแกนหลัก ผสานวิทยาศาสตร์การแพทย์กับภูมิปัญญาไทย
2. Kamalaya Wellness Sanctuary – เกาะสมุย, สุราษฎร์ธานี
"กมลายา" มาจากภาษาสันสกฤต หมายถึง "อาณาจักรแห่งดอกบัว"
จุดเริ่มต้นแรงบันดาลใจมาจากประสบการณ์ชีวิตของสองสามีภรรยาผู้ก่อตั้งคือ John Stewart ที่ใช้เวลา 16 ปีในเทือกเขาหิมาลัย (Himalayas) ศึกษาเรื่องจิตวิญญาณและการเยียวยาในชุมชนพระธุดงค์ ส่วน Karina มีพื้นฐานการรักษาด้านการแพทย์แผนจีน (Traditional Chinese Medicine) และสนใจศาสตร์การแพทย์เชิงบูรณาการ (integrative medicine)
จุดเด่น: ทำเลตั้งอยู่บนเนินเขามีถ้ำเก่าแก่ซึ่งเคยใช้ปฏิบัติธรรม เชื่อมโยงทั้งจิตวิญญาณและธรรมชาติ
บริการหลัก: โปรแกรมดีท็อกซ์, การจัดการความเครียด, Art Therapy, Meditation, Yoga, ฟื้นฟูสุขภาพแบบองค์รวม
จุดแข็ง: เน้นการเยียวยาจิตใจและพลังงานชีวิต ได้รับรางวัล Wellness Destination ระดับโลกหลายสมัย
3. Chiva-Som International Health Resort – หัวหิน, ประจวบคีรีขันธ์
บริการหลัก: โปรแกรมโภชนาการ การฟื้นฟูสุขภาพกาย-ใจ ฟิตเนส โยคะ และ Medical Wellness เช่น Hydrotherapy และ Physiotherapy
จุดแข็ง: เป็นผู้บุกเบิกอุตสาหกรรม Wellness Tourism ของไทย และยังเป็นศูนย์พัฒนาบุคลากรด้าน Wellness ระดับนานาชาติ
4. Anantara Spa & Wellness – กรุงเทพฯ, เชียงใหม่, ภูเก็ต และหลายสาขา
บริการหลัก: สปาทรีตเมนต์ที่ใช้สมุนไพรไทย, การนวดแผนไทยประยุกต์, โปรแกรม Detox & Wellness แบบครบวงจร
จุดแข็ง: การยกระดับภูมิปัญญาสปาไทยสู่มาตรฐานโรงแรมหรูระดับโลก
5. Absolute Sanctuary – เกาะสมุย, สุราษฎร์ธานี
จุดเด่น: โด่งดังในฐานะ “Wellness Fitness Resort” สำหรับผู้ที่อยากรีบูตร่างกายด้วย โยคะ, Pilates และฟิตเนส
บริการหลัก: โปรแกรม Weight Management, Detox, Yoga Retreats, โภชนาการสุขภาพ และ Life Coaching
จุดแข็ง: ได้รับการยกย่องจาก CNN Travel ว่าเป็นหนึ่งใน “Top Yoga Retreats in Asia” และเหมาะกับคนรุ่นใหม่/นักท่องเที่ยวสาย Active
ที่มา:
https://link.springer.com/
https://bmcpsychology.biomedcentral.com/
www.thailandprivilege.co.th
https://globalwellnessinstitute.org/
กรุงเทพธุรกิจ


