posttoday
เกณฑ์ใหม่บัตรสวัสดิการฯ ก้าวแรกสู่ Negative Income Tax

เกณฑ์ใหม่บัตรสวัสดิการฯ ก้าวแรกสู่ Negative Income Tax

06 มิถุนายน 2569

เกณฑ์ใหม่บัตรสวัสดิการฯ ปี 69 ไม่ได้เป็นเพียงการคัดกรองผู้มีสิทธิรับสวัสดิการ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ข้อมูลรายบุคคล ปูทางสู่ระบบ NIT ที่เชื่อมภาษีกับสวัสดิการและช่วยเหลือตามความจำเป็นของแต่ละคนมากขึ้น

KEY

POINTS

  • การปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 จะเปลี่ยนการพิจารณาคุณสมบัติจาก "รายครัวเรือน" เป็น "รายบุคคล" เพื่อให้ความช่วยเหลือตรงเป้าหมายและแม่นยำยิ่งขึ้น
  • การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นก้าวแรกในการวางรากฐานสู่ระบบ "ภาษีเงินได้ติดลบ" (Negative Income Tax) ที่จะเชื่อมโยงระบบภาษีและสวัสดิการเข้าด้วยกัน
  • กระทรวงการคลังคาดว่าจะเริ่มใช้ระบบ Negative Income Tax ภายในปี 2571 โดยรัฐจะจ่ายเงินอุดหนุนให้ผู้มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด

การปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 กำลังถูกจับตาอย่างมาก หลังมีผู้ได้รับผลกระทบจากเงื่อนไขคัดกรองใหม่ ทั้งกรณีบุตรนำชื่อบิดามารดาไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษี รวมถึงการถือครองหุ้น หรือการมีสถานะเป็นกรรมการบริษัท จนนำไปสู่การตัดสิทธเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการฯ ของรัฐ

หลายคนอาจมองว่าการทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่เป็นเพียงการคัดกรองสิทธิผู้ถือบัตรกว่า 13 ล้านคนที่เข้มงวดขึ้นเพื่อประหยัดงบประมาณ แต่ในมุมของกระทรวงการคลัง นี่คือจุดเริ่มต้นของการปรับระบบสวัสดิการครั้งใหญ่ เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงผู้ที่เดือดร้อนจริงมากขึ้น ผ่านการใช้ข้อมูลรายบุคคลที่แม่นยำ พร้อมวางรากฐานสู่ระบบ Negative Income Tax (NIT) หรือระบบที่เชื่อมโยงภาษีกับสวัสดิการเข้าด้วยกัน โดยรัฐจะจ่ายเงินอุดหนุนให้ผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งกระทรวงการคลัง คาดว่าเริ่มใช้ในประเทศไทยภายใน 2 ปีข้างหน้า หรือราวปี 2571

จาก “รายครัวเรือน” สู่ “รายบุคคล”

หัวใจสำคัญของการปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ คือการเปลี่ยนแนวคิดการคัดกรองจากการดูข้อมูลระดับครัวเรือน มาเป็นการพิจารณาข้อมูลรายบุคคล

ที่ผ่านมา สมาชิกในครอบครัวเดียวกันอาจมีสถานะทางเศรษฐกิจแตกต่างกันอย่างมาก บางคนมีรายได้มั่นคง ขณะที่อีกคนอาจไม่มีรายได้หรือกำลังประสบปัญหาทางการเงิน การใช้ข้อมูลครัวเรือนเพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่สะท้อนความเดือดร้อนที่แท้จริงของแต่ละคน

กระทรวงการคลังจึงเร่งเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐเพิ่มเป็นกว่า 40 ฐานข้อมูล จากเดิมประมาณ 20 ฐานข้อมูล เพื่อให้เห็นข้อมูลรายได้ ทรัพย์สิน ภาษี เงินฝาก การถือครองหลักทรัพย์ และสถานะทางเศรษฐกิจของประชาชนได้ละเอียดมากขึ้น 

เป้าหมายคือทำให้การช่วยเหลือของรัฐมีความแม่นยำ ลดการตกหล่นของผู้มีรายได้น้อย และลดการได้รับสิทธิที่ไม่สอดคล้องกับฐานะทางเศรษฐกิจที่แท้จริง

ประชาชนจะได้อะไรจากระบบใหม่

การใช้ข้อมูลรายบุคคลจะช่วยให้รัฐมองเห็นปัญหาของประชาชนรายบุคคลได้ชัดเจนขึ้น

ในอดีต มีผู้มีรายได้น้อยจำนวนไม่น้อยที่ไม่ผ่านเกณฑ์สวัสดิการ เพราะถูกนำไปรวมกับรายได้ของสมาชิกคนอื่นในครอบครัว ขณะที่บางรายมีฐานะดีขึ้นแล้วแต่ยังคงได้รับสิทธิช่วยเหลือต่อเนื่อง

เมื่อข้อมูลมีความแม่นยำมากขึ้น งบประมาณด้านสวัสดิการก็มีโอกาสถูกจัดสรรได้ตรงเป้าหมายมากขึ้น ช่วยลดปัญหาการได้รับสิทธิซ้ำซ้อนจากหลายโครงการ และเปิดโอกาสให้ผู้ที่เดือดร้อนจริงเข้าถึงความช่วยเหลือได้มากกว่าเดิม

ทำไมต้องเร่งสร้างฐานข้อมูลตอนนี้

เบื้องหลังการปรับเกณฑ์ครั้งนี้ คือความพยายามสร้างฐานข้อมูลรายบุคคลของประชาชนทั้งประเทศ เพื่อรองรับการออกแบบนโยบายสวัสดิการในอนาคต

ข้อมูลจากสำนักงบประมาณของรัฐสภาระบุว่า ปีภาษี 2566 ประเทศไทยมีประชากรกว่า 66 ล้านคน แต่มีผู้ยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพียงประมาณ 11.8 ล้านคน และมีผู้เสียภาษีจริงเพียงราว 4.7 ล้านคน

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่ารัฐยังมองไม่เห็นข้อมูลรายได้ของประชาชนอีกจำนวนมาก ทำให้การกำหนดนโยบายช่วยเหลือยังมีข้อจำกัด การสร้างฐานข้อมูลรายบุคคลจึงเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสวัสดิการในระยะยาว

ปลายทางคือ Negative Income Tax

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า กระทรวงการคลังกำลังเตรียมความพร้อมเพื่อนำระบบ Negative Income Tax (NIT) มาใช้ในประเทศไทยภายในปี 2571

ระบบดังกล่าวจะเชื่อมโยงระบบภาษีและระบบสวัสดิการเข้าด้วยกัน โดยใช้ “รายได้” เป็นตัวกำหนดว่าใครควรเสียภาษี และใครควรได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ

หากมีรายได้ถึงเกณฑ์ก็เสียภาษีตามปกติ แต่หากรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด รัฐจะเข้าไปช่วยเหลือผ่านเงินอุดหนุนหรือสวัสดิการในรูปแบบต่าง ๆ ตามระดับความจำเป็น

แนวคิดนี้จะเปลี่ยนรูปแบบการช่วยเหลือจากเดิมที่มีหลายโครงการ หลายบัตร และหลายมาตรการ มาเป็นระบบที่ใช้ข้อมูลรายได้ของแต่ละคนเป็นตัวกำหนดระดับการช่วยเหลือโดยตรง

สวัสดิการจะไม่เท่ากันทุกคนอีกต่อไป

เมื่อระบบ NIT เกิดขึ้นเต็มรูปแบบ สวัสดิการของรัฐจะไม่ใช่การจ่ายเงินจำนวนเท่ากันให้ทุกคนอีกต่อไป แต่จะพิจารณาตามสภาพปัญหาและความจำเป็นของแต่ละบุคคล

ผู้พิการอาจได้รับการสนับสนุนรูปแบบหนึ่ง ผู้สูงอายุได้รับอีกแบบหนึ่ง ขณะที่ผู้มีรายได้น้อยหรือกลุ่มเปราะบางอาจได้รับความช่วยเหลือในระดับที่แตกต่างกันตามข้อมูลที่รัฐมีอยู่ 

การเชื่อมโยงฐานข้อมูลยังช่วยให้รัฐเห็นว่าประชาชนแต่ละคนได้รับสวัสดิการอะไรอยู่แล้ว ลดความซ้ำซ้อนของสิทธิ และทำให้งบประมาณลงไปถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

จุดเริ่มต้นของการปฏิรูประบบสวัสดิการไทย

แม้ระบบ Negative Income Tax จะยังต้องใช้เวลาเตรียมความพร้อมอีกประมาณ 2 ปี และอาจเผชิญแรงต้านหรือข้อกังวลจากหลายฝ่าย แต่กระทรวงการคลังมองว่าการปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 คือก้าวแรกของการปฏิรูประบบสวัสดิการไทยครั้งสำคัญ

จากเดิมที่รัฐมองประชาชนในระดับ “ครัวเรือน” กำลังเปลี่ยนไปสู่การมอง “รายบุคคล” มากขึ้น เพื่อให้การช่วยเหลือมีความแม่นยำ โปร่งใส และสอดคล้องกับสถานการณ์จริงของแต่ละคน

ท้ายที่สุด บัตรสวัสดิการแห่งรัฐอาจไม่ได้เป็นเพียงโครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเท่านั้น แต่กำลังกลายเป็นจุดเริ่มต้นของระบบสวัสดิการรูปแบบใหม่ ที่เชื่อมโยงข้อมูล รายได้ ภาษี และความช่วยเหลือจากภาครัฐเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร เพื่อให้เม็ดเงินงบประมาณลงไปถึงผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือจริงมากที่สุด

ข่าวล่าสุด

เท็กซัสผวา AI-คริปโต กดดันโครงข่ายไฟฟ้าเสี่ยงไฟดับฤดูร้อน

เท็กซัสผวา AI-คริปโต กดดันโครงข่ายไฟฟ้าเสี่ยงไฟดับฤดูร้อน