
GIS ชี้ชะตาทางรอดและการรับมือภัยพิบัติไทยหัวใจอยู่ที่ “ข้อมูล”
จีไอเอส ชี้ทางรอดภัยพิบัติไทยอยู่ที่ ‘ข้อมูล’ พร้อมเน้นย้ำการบูรณาการทุกภาคส่วน ด้วยเทคโนโลยี GIS เพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำและทันเวลา
KEY
POINTS
- หัวใจสำคัญของการใช้ GIS เพื่อรับมือภัยพิบัติคือการบูรณาการ “ข้อมูล” จากทุกภาคส่วน ซึ่งมีความสำคัญมากกว่าเทคโนโลยีหรือโครงสร้างขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว
- ความท้าทายหลักของไทยไม่ใช่การขาดแคลนเทคโนโลยี แต่เป็นการเชื่อมโยงข้อมูลที่ยังกระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้การตัดสินใจและการทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
- GIS ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสร้างแผนที่ แต่เป็นเทคโนโลยีวิเคราะห์และคาดการณ์สถานการณ์ล่วงหน้า เพื่อสร้างโซลูชันที่ใช้งานได้จริงและให้แนวทางปฏิบัติแก่ประชาชน ไม่ใช่แค่การส่งสัญญาณเตือนภัย
สิ่งที่จะทำให้ประเทศไทย “รู้ สู้ อยู่ หรือหนี” ได้อย่างแม่นยำคือ “ข้อมูล” ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีหรือโครงสร้างขนาดใหญ่ แต่คือการบูรณาการข้อมูลจากทุกภาคส่วนเพื่อสร้างระบบที่น่าเชื่อถือ
ความไม่แน่นอนและภัยพิบัติที่เกิดขึ้นถี่และรุนแรงขึ้นในโลก ส่งผลให้ประเทศไทยต้องเผชิญโจทย์ใหญ่ในการรับมืออย่างทันท่วงทีและแม่นยำ ล่าสุด บริษัท จีไอเอส จำกัด ในกลุ่มบริษัทซีดีจี ได้ส่งเสียงเตือนบนเวที KBTG Techtopia: At World’s Beginning ว่า
“ประเทศไทยไม่อาจรับมือภัยพิบัติด้วยการคาดเดาได้อีกต่อไป”
ดร.ธนพร ฐิติสวัสดิ์ ประธานบริษัทจีไอเอส จำกัด กล่าวบนเวทีเสวนา “Facing Tomorrow Disasters: How We Prepare for Quakes, Floods, and More” เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ว่า สิ่งที่จะทำให้ประเทศไทย “รู้ สู้ อยู่ หรือหนี” ได้อย่างแม่นยำคือ “ข้อมูล” ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีหรือโครงสร้างขนาดใหญ่ แต่คือการบูรณาการข้อมูลจากทุกภาคส่วนเพื่อสร้างระบบที่น่าเชื่อถือ
GIS (Geographic Information System) หรือ ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือสร้างแผนที่ แต่เป็นเทคโนโลยีวิเคราะห์ ประมวล และคาดการณ์สถานการณ์ล่วงหน้าที่เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นข้อมูลเพื่อการตัดสินใจที่มีน้ำหนัก
ดร.ธนพร เน้นว่า ความท้าทายของไทยไม่ใช่เรื่องการขาดเทคโนโลยี แต่คือ การเชื่อมโยงข้อมูล หากยังปล่อยให้ข้อมูลกระจัดกระจาย การสื่อสาร การทำงาน และการตัดสินใจก็จะไม่ชัดเจนและไม่เดินไปในทิศทางเดียวกัน การบูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และท้องถิ่น จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ระบบ GIS ใช้ศักยภาพได้เต็มที่
“เป้าหมายคือการใช้เทคโนโลยี GIS เสริมศักยภาพการจัดการภัยพิบัติ ให้ไม่เพียงคาดการณ์และประเมินสถานการณ์ได้แม่นยำ แต่ยังรับมือได้อย่างทันท่วงที ลดความสูญเสีย และเพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชน” เธอกล่าว
โซลูชันที่พิสูจน์แล้ว Urban Hazard Studio และแอป “เตะฝุ่น”
ที่ผ่านมา จีไอเอสได้นำ GIS มาต่อยอดเป็นโซลูชันจริง ตัวอย่างเช่น Urban Hazard Studio ที่พัฒนาร่วมกับ รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ประธานกรรมการบริหาร Futuretales LAB, MQDC และผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อจำลองและคาดการณ์สถานการณ์น้ำท่วมในอนาคต อีกหนึ่งผลงานคือ แอปพลิเคชัน “เตะฝุ่น” ที่พัฒนาร่วมกับสภาลมหายใจกรุงเทพฯ ดร.เจน ชาญณรงค์ รองประธานสภาสมหายใจ โดยใช้ข้อมูลคุณภาพอากาศและจุดความร้อนแบบเรียลไทม์ พร้อมพยากรณ์ล่วงหน้าได้ถึง 7 วัน ทั้งหมดสะท้อนว่า GIS ไม่ได้หยุดอยู่ที่ทฤษฎี แต่สามารถนำมาใช้จริงเพื่อปกป้องชีวิตผู้คนจากภัยพิบัติและมลพิษสิ่งแวดล้อม
ระบบเตือนภัยต้อง “มากกว่าสัญญาณ”
ดร.ธนพร ยังย้ำว่า ระบบเตือนภัยที่ดีไม่ควรเป็นเพียงการส่งสัญญาณ แต่ต้องบอก “ทางเลือก” หรือ “แนวทางปฏิบัติ” ที่ประชาชนสามารถทำได้จริงในเวลาจำกัด เพื่อให้การเตือนภัยมีความหมายและสร้างความเชื่อมั่น “ท้ายที่สุดแล้ว ระบบจะน่าเชื่อถือได้ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายเปิดข้อมูลและประสานงานอย่างเป็นระบบ” เธอกล่าว
Techtopia 2025 เวทีแห่งความร่วมมือระดับโลก
KBTG Techtopia 2025 ถือเป็นงานประชุมเทคโนโลยีระดับนานาชาติที่จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ภายใต้ธีม “At World’s Beginning” ดึงผู้เชี่ยวชาญกว่า 80 คนจากทั่วโลกมาร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางแก้ปัญหาโลกยุคใหม่ และหนึ่งในเวทีที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือการพูดถึงการใช้เทคโนโลยี GIS ในการจัดการภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม







