
"แสนสิริ"ทุ่ม 8 พันล้าน ซื้อ EDITION โรงแรมหรูริมทะเลสาบโคโม อิตาลี
แสนสิริผ่าน Sansiri Capital ปิดดีลซื้อ The Lake Como EDITION โรงแรมอัลตราลักซ์ชัวรีริมทะเลสาบโคโม อิตาลี 100% มูลค่ากว่า 8,000 ล้านบาท
KEY
POINTS
- แสนสิริทุ่มงบประมาณ 8,000 ล้านบาท เข้าซื้อกิจการโรงแรมหรู The Lake Como EDITION ที่ทะเลสาบโคโม ประเทศอิตาลี
- การลงทุนครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อรุกตลาดโรงแรมหรูระดับโลก สร้างฐานธุรกิจในต่างประเทศ และต่อยอดแหล่งรายได้ใหม่ของกลุ่มแสนสิริ
- โรงแรมดังกล่าวเป็นสินทรัพย์ประเภท Trophy Asset ซึ่งมีเอกลักษณ์โดดเด่นในทำเลหายาก และมีศักยภาพในการสร้างรายได้สูง
บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เดินหน้าขยายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการลงทุนสู่ตลาดโลก ผ่าน Sansiri Capital
บรรลุข้อตกลงซื้อกิจการ The Lake Como EDITION โรงแรมระดับอัลตราลักซ์ชัวรีริมทะเลสาบโคโม ประเทศอิตาลี ในสัดส่วน 100% จาก Bain Capital และ Omnam Group ด้วยมูลค่าสินทรัพย์รวมกว่า 200 ล้านยูโร หรือประมาณ 8,000 ล้านบาท
นับเป็นการลงทุนครั้งสำคัญเพื่อสร้างฐานธุรกิจโรงแรมระดับไฮเอนด์ในต่างประเทศ และต่อยอดแหล่งรายได้ใหม่ของกลุ่มแสนสิริ
ธุรกรรมดังกล่าวเป็นสินทรัพย์แรกของ Sansiri Capital Trophy Fund ซึ่งจัดตั้งขึ้นจากความร่วมมือระหว่างแสนสิริและบริษัท เอ็กซ์สปริง แคปปิตอล จำกัด (มหาชน)
โดยได้รับการสนับสนุนสินเชื่อ 165 ล้านยูโร หรือประมาณ 6,340 ล้านบาท จากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สะท้อนการใช้โครงสร้างเงินทุนเพื่อเข้าถือครองสินทรัพย์โรงแรมระดับพรีเมียมในตลาดต่างประเทศ
เจาะ Trophy Asset ทำเลหายาก ต่อยอดมูลค่าอสังหาฯ ระดับโลก
หัวใจของการลงทุนครั้งนี้อยู่ที่การเลือกสินทรัพย์ประเภท Trophy Asset หรืออสังหาริมทรัพย์ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น มีมูลค่าสูง และยากต่อการสร้างขึ้นใหม่หรือหาสินทรัพย์อื่นมาทดแทน
The Lake Como EDITION ตั้งอยู่บริเวณคาเดนาบเบีย (Cadenabbia) ริมทะเลสาบโคโม ฝั่งตรงข้ามเมืองเบลลาจิโอ (Bellagio) และใช้เวลาเดินทางจากนครมิลานและสนามบินนานาชาติมัลเปนซาประมาณ 1 ชั่วโมง
ทะเลสาบโคโมเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับลักซ์ชัวรีของอิตาลี จุดแข็งของทำเลคือทัศนียภาพริมทะเลสาบและข้อจำกัดในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ใหม่
ซึ่งช่วยสร้างกำแพงการแข่งขันตามธรรมชาติ (High Barriers to Entry) โดยเฉพาะโรงแรมที่ต้องอาศัยทำเลริมน้ำและมีเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรม
ตัวโรงแรมตั้งอยู่ในอาคารพระราชวังเก่า (Palazzo) จากศตวรรษที่ 19 ซึ่งได้รับการปรับปรุงให้ผสานมรดกทางประวัติศาสตร์เข้ากับการออกแบบร่วมสมัย
พร้อมได้รับการรับรองมาตรฐานอาคารเขียว LEED Gold การเข้าซื้อจึงเป็นการรับช่วงสินทรัพย์ที่ผ่านการพัฒนาและเปิดดำเนินงานแล้ว
แทนการเริ่มโครงการใหม่ที่ต้องเผชิญความเสี่ยงด้านการก่อสร้าง ระยะเวลาพัฒนา และการขออนุญาตในทำเลที่มีข้อจำกัดสูง
นอกจากนี้ การเข้าถือครองกรรมสิทธิ์ 100% ยังเปิดทางให้กองทุนมีอำนาจในการกำหนดทิศทางการลงทุนและบริหารสินทรัพย์ได้โดยตรง ภายใต้กรอบสัญญาบริหารโรงแรมกับผู้ประกอบการระดับสากล
ผลประกอบการไฮซีซันเด่น ห้องพักเฉลี่ยกว่า 6 หมื่นบาทต่อคืน
ด้านศักยภาพการสร้างรายได้ The Lake Como EDITION มีห้องพักและห้องสวีทจำนวน 148 ห้อง
ผลการดำเนินงานในช่วงไฮซีซันล่าสุดระหว่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2569 มีอัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) สูงกว่า 70% และราคาห้องพักเฉลี่ยต่อคืน (Average Daily Rate: ADR) มากกว่า 1,500 ยูโร (ประมาณ 6 หมื่นบาท)
สะท้อนกำลังซื้อของกลุ่มนักท่องเที่ยวระดับบนและความสามารถในการสร้างรายได้จากทำเลที่มีความต้องการเข้าพักสูงในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว
สำหรับแสนสิริ การเข้าลงทุนในโรงแรมที่เปิดดำเนินงานแล้วช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินธุรกิจ โดยไม่ต้องรอรายได้จากการก่อสร้างโครงการใหม่ให้แล้วเสร็จ
อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนในระยะยาวยังขึ้นอยู่กับต้นทุนการดำเนินงาน ความสามารถในการรักษาระดับราคาห้องพัก ความต้องการเดินทางระหว่างประเทศ และความผันผวนตามฤดูกาล
อีกมิติหนึ่งคือการกระจายพอร์ตลงทุนไปยังธุรกิจโรงแรมในต่างประเทศ ซึ่งสร้างรายได้ในสกุลเงินยูโร
ช่วยเพิ่มความหลากหลายของแหล่งรายได้ให้กับกลุ่มธุรกิจ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนและภาระหนี้ให้สอดคล้องกับกระแสเงินสดของสินทรัพย์
Experiential Luxury เพิ่มรายได้มากกว่าธุรกิจห้องพัก
แผนสร้างมูลค่าของโรงแรมไม่ได้จำกัดอยู่ที่การขายห้องพักระดับหรู แต่ยังมุ่งจับกระแส Experiential Luxury
เป็นตลาดที่ผู้บริโภคระดับบนให้ความสำคัญกับประสบการณ์เฉพาะตัว ความเป็นส่วนตัว และบริการที่แตกต่างจากการท่องเที่ยวทั่วไป
The Lake Como EDITION มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่เป็นจุดขาย อาทิ สระว่ายน้ำลอยน้ำ ท่าเทียบเรือส่วนตัว และ Lido Beach Club พร้อมองค์ประกอบด้านอาหาร การออกแบบ และสุขภาพที่ช่วยสร้างความแตกต่างให้กับประสบการณ์เข้าพัก
โรงแรมอยู่ภายใต้การบริหารของ Marriott International โดยมีพันธมิตรเข้ามาเสริมประสบการณ์ในหลายด้าน ทั้ง Neri&Hu สตูดิโอออกแบบระดับนานาชาติ ห้องอาหารซิกเนเจอร์ที่เชื่อมโยงกับเชฟ Mauro Colagreco
ซึ่งมีชื่อเสียงในระดับมิชลินสตาร์ และโปรแกรมดูแลสุขภาพแบบองค์รวมจาก The Longevity Suite
แนวทางดังกล่าวเปิดโอกาสให้โรงแรมต่อยอดรายได้จากบริการอาหารและเครื่องดื่ม โปรแกรมสุขภาพ กิจกรรมส่วนตัว
ตลอดจนการจัดงานแต่งงานระดับลักซ์ชัวรีและกิจกรรมสร้างแบรนด์ โดยใช้ทำเลริมทะเลสาบและเอกลักษณ์ของอาคารเป็นจุดขาย นอกเหนือจากรายได้หลักจากห้องพัก
การเพิ่มช่องทางรายได้และยกระดับประสบการณ์จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของการบริหารสินทรัพย์เชิงรุก (Active Asset Management) ที่มุ่งเพิ่มมูลค่าธุรกิจจากการดำเนินงานจริง ไม่ใช่เพียงการถือครองอสังหาริมทรัพย์เพื่อรอให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น
Sansiri Capital เปิด New S-Curve ปูทางสู่แพลตฟอร์มลงทุนระดับโลก
การซื้อ The Lake Como EDITION เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์แสนสิริในการสร้าง New S-Curve ผ่านธุรกิจการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และโรงแรมระดับโลก
เพื่อเพิ่มความหลากหลายของพอร์ตธุรกิจ และนำประสบการณ์จากตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยไปต่อยอดในตลาดต่างประเทศ
เบื้องหลังกลยุทธ์นี้คือประสบการณ์ของกลุ่มแสนสิริในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการพัฒนาโรงแรม รวมถึงผลงานการลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ
เช่น The Manner โรงแรมในย่าน SoHo มหานครนิวยอร์ก ซึ่งได้รับการปรับปรุงและยกระดับตำแหน่งทางการตลาดจนสามารถเพิ่มราคาห้องพักได้มากกว่า 3 เท่า
ตลอดจนการขยายธุรกิจ Standard International ก่อนขายกิจการเชิงกลยุทธ์ให้ Hyatt Hotels Corporation ด้วยมูลค่ารวม 355 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ประสบการณ์ดังกล่าวเป็นต้นทุนความรู้ที่สามารถนำมาใช้ในการคัดเลือกสินทรัพย์ วางตำแหน่งแบรนด์ ปรับปรุงประสบการณ์ลูกค้า และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
Sansiri Capital วางแนวทางการลงทุนให้เชื่อมโยงการถือครองอสังหาริมทรัพย์เข้ากับการบริหารธุรกิจและการสร้างมูลค่าเพิ่มในระดับสินทรัพย์
ในระยะต่อไป บริษัทมีเป้าหมายมองหา Trophy Asset ในเมืองสำคัญและจุดหมายปลายทางระดับโลก เช่น ปารีส โรม มิลาน และนิวยอร์ก เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์และไลฟ์สไตล์ในระดับสากล







