แมริออท APEC ทุบสถิติปี 68 เปิด 200 โครงการ ปักหมุดแลนด์มาร์คทั่วเอเชีย
แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล โชว์ศักยภาพภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมจีน) เติบโตนิวไฮ 3 ปีซ้อน เผยยอดลงนามโรงแรมใหม่พุ่ง 32% พร้อมเปิดตัวแบรนด์ใหม่บุกตลาดอินเดีย
KEY
POINTS
- แมริออท APEC ทำสถิติใหม่ด้านการพัฒนาโครงการเป็นปีที่สามติดต่อกันในปี 2568 โดยมีการลงนามโครงการใหม่ 187 โครงการ เพิ่มขึ้น 32% จากปีก่อนหน้า
- การขยายธุรกิจมุ่งเน้นตลาดสำคัญ 5 แห่งในเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ อินเดีย ไทย เวียดนาม มาเลเซีย และญี่ปุ่น พร้อมทั้งรุกเข้าสู่จุดหมายปลายทางใหม่ๆ
- การเติบโตขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์ที่หลากหลาย ทั้งการรีแบรนด์โรงแรมเดิม (คิดเป็น 35% ของข้อตกลง) การขยายพอร์ตโฟลิโอกลุ่มลักซ์ชัวรี่ และการเปิดตัวแบรนด์ใหม่
บริษัท แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล (NASDAQ: MAR, “Marriott”) ได้ประกาศในวันนี้ว่า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) ของบริษัทได้สร้างผลงานโดดเด่นอีกหนึ่งปี ทั้งในด้านการเติบโตและการขยายธุรกิจเชิงกลยุทธ์ในปี 2568
ซึ่งนับเป็นปีที่สามติดต่อกันที่ภูมิภาคสามารถทำสถิติสูงสุดด้านการพัฒนาโครงการใหม่ ซึ่งผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงอุปสงค์ด้านการท่องเที่ยวภายในภูมิภาคที่แข็งแกร่ง และความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่องจากเจ้าของโรงแรมและนักพัฒนาโครงการในตลาดที่หลากหลาย
ราจีฟ เมนอน ประธานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมจีน) บริษัท แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า “ผลการดำเนินงานที่ทำสถิติใหม่ในปี 2568 เป็นเครื่องยืนยันถึงศักยภาพของกลไกการเติบโตของแมริออททั่วทั้งภูมิภาคและความเชื่อมั่นที่ยาวนานของเจ้าของโรงแรมที่มีต่อแบรนด์และแพลตฟอร์มการดำเนินงานของเรา"
"ความต้องการเดินทางทั้งภายในภูมิภาคและระหว่างประเทศที่ยังคงแข็งแกร่ง รวมถึงพอร์ตโฟลิโอที่กระจายตัวอย่างเหมาะสม ทำให้เราสามารถขยายการเติบโตอย่างมีเป้าหมายในหลายตลาด หลายกลุ่มนักเดินทาง และหลากหลายโมเดลการพัฒนาได้ ในระหว่างที่เราขยายโรงแรมสู่จุดหมายปลายทางใหม่ๆที่กำลังเติบโต และเร่งเดินหน้าด้านการรีแบรนด์และข้อตกลงหลายโครงการ เราจะยังคงมุ่งมั่นในการสร้างคุณค่าในระยะยาวให้กับเจ้าของโรงแรม พร้อมกับมอบประสบการณ์ที่โดดเด่นและตอบโจทย์นักเดินทางในยุคปัจจุบัน”
การพัฒนาโครงการและการขยายแผนงาน (Development Activity and Pipeline Expansion)
ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APEC) บรรลุการลงนามพัฒนาโครงการในระดับสถิติสูงสุดเป็นปีที่สามติดต่อกัน โดยมีการลงนามโครงการใหม่จำนวน 187 โครงการ คิดเป็นมากกว่า 28,000 ห้องในปี 2568 เพิ่มขึ้น 32% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นจากเจ้าของโรงแรมต่อพอร์ตโฟลิโอแบรนด์ที่หลากหลาย และแพลตฟอร์มการดำเนินงานของแมริออท ปิดท้ายปีด้วยจำนวนโรงแรมมากกว่า 400 แห่ง และห้องพักกว่า 86,000 ห้องในแผนการพัฒนาโครงการ
การรีแบรนด์และการปรับโครงการเข้าสู่ระบบแมริออทยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโต คิดเป็น 35% ของจำนวนข้อตกลงทั้งหมด ตอกย้ำถึงคุณค่าที่แมริออทมอบให้แก่เจ้าของโรงแรมที่มองหาความรวดเร็วในการเปิดดำเนินการและการเข้าถึงระบบเครือข่ายสินค้าระดับโลกที่มีประสิทธิภาพสูง
ข้อตกลงแบบหลายโครงการ (multi-unit agreements) ยังมีบทบาทสำคัญ คิดเป็นเกือบ 30% ของข้อตกลงทั้งหมด สะท้อนความต้องการของเจ้าของโรงแรมในการขยายพอร์ตโฟลิโอในหลากหลายตลาด และหลายกลุ่มนักเดินทาง ภายใต้แพลตฟอร์มการบริการแบบครบจบในที่เดียว
ห้าตลาดที่มีการเติบโตสูงสุดในเอเชียแปซิฟิก (APEC) โดยพิจารณาจากจำนวนข้อตกลงที่ลงนามในปี 2025 ได้แก่
1 อินเดีย 2 ไทย 3 เวียดนาม 4 มาเลเซีย 5 ญี่ปุ่น
ส่วนอินเดียทำสถิติใหม่ด้วยจำนวนข้อตกลงสูงที่สุดที่ 99 โครงการ คิดเป็นมากกว่า 12,000 ห้อง
ในปี 2568 แมริออทได้เปิดตัวแบรนด์ Series by Marriott™ ผ่านข้อตกลงแบบหลายโครงการครั้งแรกในอินเดีย ส่งผลให้มีการรีแบรนด์โรงแรม 26 แห่งเข้าสู่แบรนด์ภายในวันเดียว เพิ่มจำนวนห้องพักประมาณ 1,900 ห้องให้กับพอร์ตโฟลิโอทันที เมื่อสิ้นสุดปี 2568 มีโรงแรมเปิดให้บริการแล้ว 37 แห่ง (ประมาณ 2,600 ห้อง) ใน 23 เมืองทั่วอินเดีย โดยดำเนินงานภายใต้ชื่อ Fern Hotels & Resorts, Series by Marriott
พอร์ตโฟลิโอนี้ถือเป็นการเปิดตัวแบรนด์อย่างเป็นทางการในระดับสากลครั้งแรก สะท้อนคอลเลกชันของโรงแรมที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ท้องถิ่น และตอกย้ำความสามารถของแมริออทในการขยายแบรนด์ที่สอดคล้องกับตลาดท้องถิ่นได้อย่างรวดเร็ว
ทิศทางการเติบโตของแบรนด์ในหลากหลายกลุ่มตลาด (Brand Momentum Across Segments)
กลุ่มลักซ์ชัวรี่ (Luxury) ยังคงเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญในปี 2568 โดยคิดเป็นประมาณ 19% ของจำนวนห้องพักของโครงการที่ลงนามในปี 2568
โดยแบรนด์ที่มีจำนวนดีลลงนามสูงสุด ได้แก่ เจดับบลิว แมริออท (JW Marriott) เดอะ ริซท์ คาร์ลตัน (The Ritz-Carlton) และ ลักซ์ชัวรี่ คอลเล็คชั่น (Luxury Collection)
ข้อมูลเชิงลึกจากงานวิจัย “Intentional Traveler” ของแมริออทยังชี้ให้เห็นถึงความต้องการระยะยาวที่แข็งแกร่งจากกลุ่มนักเดินทางระดับไฮเอนด์ ซึ่งให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นกับสุขภาพ การปรับประสบการณ์ให้เหมาะกับรายบุคคล และการเดินทางที่มีเป้าหมายชัดเจน
บริษัทได้เสริมความแข็งแกร่งให้กับการพัฒนาด้านลักชัวรี ทั้งในเมืองและจุดหมายปลายทางเพื่อการพักผ่อน โดยมีการลงนามโครงการสำคัญในปี 2568 ได้แก่
• JW Marriott Hotel Johor Bahru (คาดว่าเปิดปี 2570) – การลงนามครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของแบรนด์ในรัฐยะโฮร์ตอนใต้ของมาเลเซีย โรงแรมถูกวางบทบาทให้เป็นส่วนสำคัญในการยกระดับยะโฮร์บาห์รู (Johor Bahru) ให้เป็นจุดหมายปลายทางที่มีชีวิตชีวาสำหรับนักเดินทางระดับไฮเอนด์จากทั่วโลก
• Pottuvil, a Ritz-Carlton Reserve (คาดว่าเปิดปี 2575) – คาดว่าจะเปิดตัวในศรีลังกาบริเวณชายฝั่งตะวันออกที่งดงามและยังไม่ถูกพัฒนาอย่างเต็มที่ โครงการนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการรุกสู่จุดหมายที่ยังไม่ถูกค้นพบ พร้อมนำเสนอประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติ วัฒนธรรม และเอกลักษณ์ของท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง
• The Ritz-Carlton, Fiji, Namuka Bay (คาดว่าเปิดปี 2575) – การเปิดตัวแบรนด์ครั้งแรกในฟิจิ คาดว่าจะช่วยขยายการปักหมุดของแมริออทในประเทศ และการวางหมุดหมายสำคัญของการขยายธุรกิจสู่พื้นที่ชายฝั่งคอรัลโคสต์ (Coral Coast)
• Fraser’s House, a Luxury Collection Hotel, Singapore (เปิดให้บริการมกราคม 2568) – โรงแรมแห่งนี้นับเป็นโรงแรม ลักซ์ชัวรี่ คอลเล็คชั่น แห่งที่สองในสิงคโปร์ ขยายความโดดเด่นของแบรนด์ในเมือง ด้วยส่วนผสมของมรดกดั้งเดิม การออกแบบที่มีเอกลักษณ์ และความหรูหราทันสมัย
พอร์ตโฟลิโอแบรนด์ที่หลากหลายของแมริออทยังช่วยขับเคลื่อนการเติบโตในกลุ่มตลาดระดับกลางและกลุ่มไลฟ์สไตล์ โดยความสำเร็จของ Series by Marriott ในอินเดีย และการเติบโตที่แข็งแกร่งของ Four Points Flex by Sheraton ตอกย้ำกลยุทธ์ของแมริออทในการขยายแบรนด์ที่มีความยืดหยุ่นและมุ่งเน้นดีไซน์ เพื่อรองรับความต้องการของนักเดินทางที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องทั่วทั้งภูมิภาค
การขยายพอร์ตโฟลิโอเชิงหมุดหมายและปลายทางท่องเที่ยวที่กำลังเป็นที่จับตามอง (Milestone Portfolio Expansion and Emerging Destinations)
ในปี 2568 แมริออทได้เปิดโรงแรม 109 แห่งทั่วภูมิภาค และได้สร้างหมุดหมายครั้งสำคัญด้วยการเปิดโรงแรมแห่งที่ 700 ในภูมิภาคทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APEC) คือ
Legacy Mekong, Can Tho, Autograph Collection โรงแรมแห่งนี้ตั้งอยู่บนเกาะส่วนตัวในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงของเวียดนาม การเปิดตัวดังกล่าวสะท้อนกลยุทธ์ของแมริออทในการขยายธุรกิจออกไปไกลกว่ามหานครเปิดประตูสู่ภูมิภาคไปยังจุดหมายใหม่ที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมและศักยภาพการเติบโต
สิ้นปี 2568 แมริออทมีโรงแรมเปิดให้บริการมากกว่า 730 แห่ง ใน 22 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APEC) ครอบคลุม 27 แบรนด์ โรงแรมหลายแห่งที่เปิดตัวตลอดปีถือเป็นก้าวสำคัญของการเปิดตัวแบรนด์ในทั้งตลาดเดิมและตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของแมริออทในการขยายพอร์ตโฟลิโอ รองรับหลากหลายความต้องการ และมอบประสบการณ์ที่มีเอกลักษณ์จากท้องถิ่นทั่วภูมิภาค
โรงแรมสำคัญที่เปิดตัวในปี 2568 ได้แก่
• The Laurus, a Luxury Collection Resort (ตุลาคม 2568) – เป็นการเปิดตัวแบรนด์ในสิงคโปร์ เสริมความแข็งแกร่งให้กับหมุดหมายของแมริออทในศูนย์กลางธุรกิจและการท่องเที่ยวชั้นนำของเอเชีย
• The Halcyon Private Isles Maldives, Autograph Collection (ตุลาคม 2568) – เปิดตัวในมัลดีฟส์ ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางรีสอร์ตระดับโลก โดยมีเกาะส่วนตัวสองแห่งเพื่อตอบสนองความต้องการด้านความเป็นส่วนตัวและประสบการณ์ที่มีความหมาย
• The Farm at San Benito, Autograph Collection (ธันวาคม 2568) – รีสอร์ตที่เน้นเรื่องสุขภาพซึ่งถือเป็นการเปิดตัวแบรนด์ในฟิลิปปินส์ ตอบรับแนวโน้มการเติบโตของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและประสบการณ์อย่างมีนัยสำคัญ
• Moxy Kathmandu (ธันวาคม 2568) – การเปิดตัวแบรนด์ไลฟ์สไตล์ในเนปาล เจาะกลุ่มนักเดินทางรุ่นใหม่ที่หลงใหลในวัฒนธรรมและการผจญภัยในจุดหมายใหม่
ด้วยการพัฒนาที่แข็งแกร่ง แนวโน้มความต้องการเดินทางภายในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง และพอร์ตโฟลิโอที่หลากหลายครอบคลุมทั้งกลุ่มลักซ์ชัวรี่ (Luxury) , พรีเมียม (Premium) ซีเล็กซอร์วิส (Select service) และมิดสเกล (Midscale) ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ของแมริออทพร้อมก้าวเข้าสู่ปี 2569 เดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างมีศักยภาพและมอบประสบการณ์ที่มีคุณค่าอย่างยั่งยืนให้กับทั้งเจ้าของโรงแรมและแขกผู้เข้าพัก


