
ออริจิ้น ทุ่มแสนล้าน ชิงผู้นำตลาดอสังหา
ออริจิ้นทุ่มแสนล้าน เดินหน้าลงทุน อสังหาฯ ผุดมิกซ์ยูส 3 ทำเลกลางเมือง เตรียมเปิด 14 โครง การใหม่ มูลค่ารวม 1 แสนล้าน
โดย...โชคชัย สีนิลแท้
การแข่งขันในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ นับวันจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ให้ผู้ประกอบการต่างต้องเร่งปรับตัวเพื่อให้สอดรับกับตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปเห็นได้จาก ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ที่เริ่มต้นจากบริษัทขนาดเล็กในช่วงเวลาไม่ถึง 10 ปี สามารถก้าวขึ้นเป็นบริษัทใหญ่ระดับท็อปเท็น
พีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ กล่าวว่า สิ่งที่เป็นคีย์ซัคเซสของออริจิ้นฯ คือการทำงานแบบกล้าคิด กล้าทำ พัฒนาโครงการที่สอดรับกับความต้องการของกลุ่มลูกค้า ที่สำคัญไม่ได้เร่งสปีดในการพัฒนาโครงการมากจนเกินไป จะต้องพยายามรักษาอัตราหนี้สินต่อทุนของบริษัท (ดี/อี) ให้ไม่เกิน 2-2.5 เท่า จากปัจจุบันอยู่ที่ 1.5 เท่า
ทั้งนี้ ในช่วง 5 ปี (2561-2565) ตั้งเป้ารายได้อยู่ที่ 2.75 หมื่นล้านบาท ซึ่งปีนี้ตั้งเป้ารายได้ 1.5 หมื่นล้านบาท ขณะที่ยอดขายในปี 2561 อยู่ที่ 2 หมื่นล้านบาท โดยในปีนี้บริษัทจะมีการรับรู้รายได้จากมูลค่ายอดขายรอโอน หรือแบ็กล็อกเข้ามา 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งในปีนี้จะมีโครงการคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จและเริ่มโอนเข้ามา 9 โครงการ และมีโครงการแนวราบ บริทาเนีย ศรีนครินทร์ มูลค่า 800 ล้านบาท ที่จะเริ่มโอนในช่วงไตรมาส 1/2561 เป็นครั้งแรก หลังจากที่บริษัทได้เปิดการขายโครงการดังกล่าวไปเมื่อปลายปีก่อน และปี 2561 ยังเป็นปีแรกที่บริษัทมีการรับรู้รายได้จากโครงการแนวราบเข้ามา
ขณะที่แผนในปีนี้บริษัทตั้งเป้าเปิดโครงการใหม่ 14 โครงการ มูลค่าโครงการรวมกว่า 3 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นโครงการคอนโดมิเนียม 10 โครงการ มูลค่า 2.6 หมื่นล้านบาท และโครงการแนวราบ 4 โครงการ มูลค่า 4,000 ล้านบาท พร้อมวางงบซื้อที่ดินปีนี้จำนวน 1 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ ยังเตรียมพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ “ดิเอ็มไพร์ ออฟ ออริจิ้น” 3 ทำเลได้แก่ ทองหล่อ พร้อมพงษ์ และพญาไท มูลค่ารวม 7 หมื่นล้านบาท รูปแบบโครงการมิกซ์ยูส ผสานกับโครงการคอนโดมิเนียมระดับลักซ์ชัวรี่ เพื่อให้เป็นแฟล็กชิปเรียกว่า “พาร์ค ออริจิ้น คอมเพล็กซ์” ซึ่งโครงการทองหล่อ มูลค่า 3.7 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างเฟสแรกซึ่งเป็นคอนโดมิเนียมในช่วงปลายปีนี้ โดยใช้ระยะเวลาในการพัฒนาทั้งโครงการบนที่ดิน 13 ไร่ ไม่ต่ำกว่า 6 ปี ส่วนพร้อมพงษ์มูลค่า 2.3 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างภายในไตรมาส 3/2561 และคาดว่าใช้ระยะเวลาการพัฒนาพื้นที่ทั้งหมดทั้งสิ้นราว 2 ปี และพญาไท มูลค่า 1 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างภายในปลายปีนี้ และจะสามารถพัฒนาโครงการในทำเลดังกล่าวได้เสร็จสิ้นภายในเวลา 2 ปี
ทั้งนี้ การพัฒนาอสังหาฯ แนวราบถือเป็นอีกธุรกิจที่จะมีบทบาทสำคัญโดยภายใน 5 ปี บริษัทตั้งเป้าจะเปิดตัวโครงการใหม่ เน้นทำเลกรุงเทพฯ-ปริมณฑล และทำเลเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกมูลค่ารวม 4.5 หมื่นล้านบาท
พร้อมกันนี้ยังเดินหน้าโครงการการร่วมทุนเนื่องจากจะสร้างโอกาสในการเรียนรู้แนวคิด โนว์ฮาวของบริษัทพาร์ตเนอร์ มาใช้ต่อยอดกับการดำเนินธุรกิจให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคและยังช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงฐานลูกค้าใหม่ๆ ของพันธมิตรอีกด้วย ที่ผ่านมาบริษัทมีพันธมิตรหลักคือ บริษัท โนมูระ เรียลเอสเตท ดีเวลล็อปเมนท์ ร่วมทุนในโครงการคอนโดมิเนียมแล้ว 5 โครงการ และโครงการโรงแรมอีก 1 โครงการ ในอนาคตบริษัทยังเปิดกว้างโอกาสในการร่วมทุนในธุรกิจประเภทอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการแนวราบ คอมมูนิตี้มอลล์ สำนักงานให้เช่า ไปจนถึงธุรกิจแวร์เฮาส์ และอยู่ระหว่างการศึกษาการที่จะนำ ดิจิทัล บัตเลอร์ เข้าระดมทุนในรูปแบบสกุลเงินดิจิทัล เพื่อนำเงินมาต่อยอดการพัฒนางานด้านบริการที่จะเห็นได้ในอนาคตอันใกล้ รับกับยุคไทยแลนด์ 4.0







