
อสังหาฯติดบ่วงหนี้คาดปีนี้ยังไม่ฟื้น
นักวิชาการชี้ภาคอสังหาฯยังซึมตามเศรษฐกิจ แนะปรับตัวใช้ดิจิทัลบิ๊กดาต้าเจาะลึกความต้องการลูกค้า
นักวิชาการชี้ภาคอสังหาฯยังซึมตามเศรษฐกิจ แนะปรับตัวใช้ดิจิทัลบิ๊กดาต้าเจาะลึกความต้องการลูกค้า
นายปิยะ ซอโสตถิกุล ที่ปรึกษา ฝ่ายผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยในงานสัมมนา "12 ปีธุรกิจรับสร้างบ้านกับความท้าทายในยุคดิจิตอล" จัด โดยสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านว่า ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยนั้นยังไม่สดใสนัก เนื่องจากปัญหาของหนี้ครัวเรือนนั้นยังเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ปัจจุบันตัวเลขปฏิเสธสินเชื่อของธนาคารกรุงเทพอยู่ที่ 35% จากเมื่อ 7 ปีก่อนตัวเลขการปฏิเสธสินเชื่ออยู่ที่ 20% ปัญหาใหญ่มาจากโครงการรถยนต์คันแรกทำให้คนมีภาระหนี้จากการซื้อรถยนต์ เมื่อต้องการจะกู้ซื้อบ้านสถาบันการเงิน จึงไม่ปล่อยกู้
"เศรษฐกิจไม่ดีทำให้สินค้าประเภทลักซ์ชัวรี่ ทั้งสินค้านำเข้า เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ยอดขายลดลงมาโดยตลอด แม้ยอดขายบ้านปรับตัวดีขึ้นมาเล็กน้อยจากมาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ประกาศใช้ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา โดยการลดภาษีการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% แต่คาดว่าตลาดบ้านปีนี้โตได้เท่ากับปีที่ผ่านมาได้ก็ดีแล้ว โดยขณะนี้ยังมีสต๊อกเหลือขายในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 1.5-1.6 แสนยูนิต ซึ่งไม่จำเป็นต้องสร้างใหม่ก็สามารถขายไปได้อีก 2 ปี แต่บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ เหมือนกับขี่หลังเสือ ต้องขยายการลงทุนตลอดเวลา" นายปิยะ กล่าว
ขณะที่ดอกเบี้ยจะไม่ปรับขึ้นอีก 4 ปี ข้างหน้า เนื่องจากเศรษฐกิจไทยจะยังไม่ดีไปอีกอย่างน้อย 3 ปี แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นปัจจัยเศรษฐกิจโลก ขณะที่ค่าเงินบาทแข็งจะเป็นแค่ระยะสั้น และเงินบาทจะอ่อนค่าเงินลงซึ่งจะเป็นสัญญาณที่ดีกับภาคการส่งออก อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจที่เป็นพระเอกในการกระตุ้นเศรษฐกิจคือธุรกิจท่องเที่ยวและการลงทุนของภาครัฐ
นายวิทวัส รุ่งเรืองผล จากคณะ พาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมในประเทศไทยต้องก้าวสู่ยุค 4.0 ที่ต้อง ปรับตัวหันมาพึ่งพานวัตกรรมหลายด้านไม่ว่าจะเป็นฟู้ดเทค ดิจิเทค ออโตเทค เฮลท์เทค เป็นต้น ขณะเดียวกันการพัฒนาในอุตสาหกรรมนั้นต้องมองถึงตลาดใหม่ๆ รวมถึงการใช้นวัตกรรม อย่างเช่น สังคมผู้สูงอายุ การพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีที่นำระบบอัจฉริยะ และระบบสำเร็จรูปมาใช้มากขึ้นด้วย
นายไผท ผดุงถิ่น ที่ปรึกษาสมาคมไทยแลนด์เทค สตาร์ทอัพ กล่าวว่า ปัจจุบันสังคมไทยก้าวเข้าสู่สังคมยุคบิ๊กดาต้าที่ข้อมูลทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกเก็บมาเพื่อใช้ประโยชน์ทางธุรกิจ เช่น การที่เราถ่ายรูปและแชร์ในเฟซบุ๊ก เฟซบุ๊กก็จะนำข้อมูลเหล่านั้นมาประมวลผลเป็นข้อมูลวิเคราะห์ความต้องการของผู้บริโภค หรือการใช้อุปกรณ์อย่างเช่นนาฬิกาฟิตบิต ทำให้รู้ถึงพฤติกรรมคนว่าให้ความสำคัญการสุขภาพแล้วจะนำข้อมูลเหล่านั้นมาต่อยอดทางธุรกิจต่อไปอย่างไร
"ที่ผ่านมาผมทำธุรกิจ Builk.com มานานกว่า 6 ปี มีผู้รับเหมามาใช้งานกว่า 1.5 หมื่นราย ก็จะเห็นความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างว่ามีความต้องการใช้มากน้อยอย่างไรมาเป็นฐานข้อมูล" นายไผท กล่าว
ภาพประกอบข่าว







