
กางแผนลงทุนครึ่งปีหลังบิ๊กอสังหาฯลุยทั้งแนวราบ-คอนโด
ความหวังในการใช้เวลาที่เหลืออีก 6 เดือนของปีนี้ เพื่อสร้างยอดขาย รายได้ ผลกำไรให้เป็นไปตามเป้าหมาย อาจจะไม่ง่ายนัก
ความหวังในการใช้เวลาที่เหลืออีก 6 เดือนของปีนี้ เพื่อสร้างยอดขาย รายได้ ผลกำไรให้เป็นไปตามเป้าหมาย อาจจะไม่ง่ายนัก
โดย...โชคชัย สีนิลแท้
ตลาดบ้านในหลังของปี 2553 มีหลายปัจจัยที่เร่งเร้าให้อุณหภูมิการแข่งขันเดือดปุดๆ เมื่อบรรดาผู้ประกอบการขาใหญ่ต่างเริ่มทยอยประกาศแผนฉบับปรับปรุงใหม่กันออกมา ล้วนแล้วแต่เป็นการส่งสัญญาณเดินหน้าเต็มสูบด้วยกันทั้งสิ้น
ประกอบกับสถานการณ์การเมืองเริ่มคลี่คลายลงไปบ้างแม้จะยังไม่มั่นใจเต็มร้อยว่าจะสงบเรียบร้อยไปได้นานแค่ไหน แต่ก็ถือว่ายังพอมีช่องว่างให้ทั้งรัฐและเอกชนผลักดันเศรษฐกิจให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้บ้างซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่จะค่อยๆ คืนกลับมา ทำให้ 6 เดือนที่เหลือของปีนี้จึงเป็นช่วงเวลาแห่งการแข่งขันอย่างแท้จริง
เปิดแผนลงทุนบิ๊กอสังหาฯ
นายอธิป พีชานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย เปิดเผยว่า ในครึ่งปีหลังบรรยากาศถือว่าปรับตัวดีขึ้น แต่ก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามในด้านเศรษฐกิจ ที่อัตราเงินเฟ้ออาจจะปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะมีแรงกดดันให้อัตราดอกเบี้ยขยับขึ้น และหากดอกเบี้ยนโยบายปรับขึ้นก็น่าจะกระทบต่อกำลังซื้อบ้านของผู้บริโภคด้วยเช่นกัน รวมถึงกระทบต่อต้นทุนการสร้างบ้าน การบริหารงานของผู้ประกอบการ ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงด้านการเมืองยังคงเป็นตัวบั่นทอนความเชื่อมั่นผู้บริโภค เพราะทุกครั้งที่มีเหตุการณ์รุนแรงกิจกรรมการตลาดจะต้องชะงักทันที
อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งปีหลังนี้บริษัทเตรียมเปิดโครงการใหม่ 11 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่จะเน้นการเปิดโครงการแนวราบมากกว่า โดยมีการพัฒนาคอนโดมิเนียมเพียง 2 โครงการจาก 11 โครงการ คือ เพชรเกษม-ราชพฤกษ์ มูลค่า 1,580 ล้านบาท และศรีนครินทร์ มูลค่า 1,500 ล้านบาท ตามแผนงานทั้ง 2 โครงการจะเปิดในช่วงไตรมาส 3
สำหรับในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาบริษัทมียอดขายสะสมเกิน 7,500 ล้านบาท จากเป้าหมายทั้งปี 1.5 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าในช่วงไตรมาส 2 ยอดขายชะลอลงไปบ้างแต่ไม่มากนัก โดยในช่วงเดือน พ.ค. ที่เกิดจลาจลบริษัทยังมียอดขายกว่า 900ล้านบาท
ด้านนายวิทการ จันทวิมล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์การตลาด บริษัท เอเชี่ยนพร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทวางแผนเปิดตัวโครงการใหม่อย่างน้อย 15 โครงการ มูลค่าเกือบ 2.4 หมื่นล้านบาท ถือว่าจำนวนโครงการที่เปิดมากกว่าครึ่งปีแรกที่เปิดเพียง 5 โครงการ โดย 15 โครงการดังกล่าวแบ่งเป็น บ้านเดี่ยว 5 โครงการ ประมาณ 1,000 ยูนิต มูลค่า 7,000 ล้านบาท ทาวน์เฮาส์ 7 โครงการ จำนวน 1,300 ยูนิต มูลค่า 7,000 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 3 โครงการ ประมาณ 2,300-2,400 ยูนิต มูลค่า 9,600 ล้านบาท
นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ กล่าวว่า ในช่วงครึ่งหลังปี 2553 บริษัทจะมีการเปิดโครงการใหม่อีก 21 โครงการ ทั้งคอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว และทาวน์เฮาส์ เพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าทุกเซ็กเมนต์ โดยมีมูลค่าโครงการขายรวมประมาณ 3.2 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นคอนโดมิเนียมประมาณ 10 โครงการ มูลค่ารวม 1.76 หมื่นล้านบาท บ้านเดี่ยว 8 โครงการ มูลค่ารวม 1.17 หมื่นล้านบาท และยังมีแผนพัฒนาทาวน์เฮาส์อีก 3 โครงการ มูลค่ารวม 2,700 ล้านบาท
ขณะเดียวกันบริษัทยังได้เตรียมเปิดตัวโครงการทาวน์เฮาส์และคอนโดมิเนียมแบรนด์ใหม่ราคาเริ่มต้นประมาณ 1 ล้านบาท ซึ่งจะมีการเปิดตัวการขายอย่างเป็นทางการในช่วงต้นไตรมาส 3 ของปีนี้ สำหรับช่วงครึ่งแรกของปีนี้บริษัทมียอดขายประมาณ 1 หมื่นล้านบาท จากที่วางเป้าหมายทั้งปีไว้ที่ประมาณ 2.2 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 43% ของเป้าหมายยอดขายรวม
ขณะที่รายงานข่าวจากบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เปิดเผยว่า ในครึ่งปีหลังจะเปิดตัวโครงการใหม่มูลค่ารวม 12 โครงการ 1.93 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น โครงการบ้าน บ้านเดี่ยว มูลค่ารวม 1.44 หมื่นล้านบาท ทาวน์โฮม มูลค่ารวม 1,420 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม มูลค่ารวม 3,460 ล้านบาท
รับสร้างบ้านครึ่งปีหลังโตต่อ
ขณะที่ตลาดรับสร้างบ้านในช่วง 6 เดือนแรก โดยรวมก็ตกอยู่ในสภาพชะลอตัวเช่นกัน โดยฝ่ายวิจัยและพัฒนาธุรกิจ บริษัท ปทุมดีไซน์ ดีเวลลอป หรือศูนย์รับสร้างบ้านพีดีเฮ้าส์ ระบุว่า ปริมาณการสร้างบ้านใหม่ชะลอตัวลง ยกเว้นในเขตปริมณฑลและจังหวัดใกล้เคียงยังเติบโตได้ สาเหตุหลักเกิดจากผลกระทบจากปัญหาการชุมนุมทางการเมืองในช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. ที่ผ่านมา
สำหรับตลาดรับสร้างบ้านในต่างจังหวัด พบว่าสามารถเติบโตได้ดีกว่าปีที่แล้วชัดเจน โดยปัจจัยสำคัญคือผู้ประกอบการหรือบริษัทรับสร้างบ้านชั้นนำ มีการขยายสาขาและสร้างเครือข่ายออกไปสู่ภูมิภาค สามารถตอบสนองความต้องการและให้บริการครอบคลุมพื้นที่ได้มากขึ้น ทั้งนี้ยังจะส่งผลให้มูลค่ารวมตลาดรับสร้างบ้านในครึ่งปีหลังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากครึ่งปีแรกอีกด้วย
คาดว่ามูลค่าตลาดรับสร้างบ้านทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัดตลอดปี 2553 อาจจะเติบโตลดลงต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ จากเดิมคาดว่าเติบโตประมาณ 5-8% เหลือเพียง 3-5% ผู้ประกอบการควรขยายการให้บริการรับสร้างบ้านไปสู่ตลาดใหม่ๆ และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคและประชาชนในวงกว้างอย่างเป็นรูปธรรมให้มากขึ้น เพื่อจะช่วยชดเชยกำลังซื้อในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่หายไปในช่วง 6 เดือนกลับคืนมา
ความหวังในการใช้เวลาที่เหลืออีก 6 เดือนของปีนี้ เพื่อสร้างยอดขาย รายได้ ผลกำไรให้เป็นไปตามเป้าหมาย อาจจะไม่ง่ายนักเมื่อแต่ละบริษัท โดยเฉพาะบริษัทรายใหญ่ ต่างมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน งานนี้แต่ละค่ายคงต้องออกแรงกันเหนื่อยกว่าจะเดินหน้าได้เป้าที่ตั้งไว้







