
คอนโดม.ค.ยอดร่วง 30%
ภาคเอกชนชี้การเมืองฉุดตลาดหดตัว คอนโดหนักสุด ยอดขาย ม.ค.ร่วง 20-30% ธนาคารสั่งคุมเข้มโครงการดาวน์ต่ำ
ภาคเอกชนชี้การเมืองฉุดตลาดหดตัว คอนโดหนักสุด ยอดขาย ม.ค.ร่วง 20-30% ธนาคารสั่งคุมเข้มโครงการดาวน์ต่ำ
นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย เปิดเผยว่า จากปัจจัยทางการเมืองที่ยังไม่ชัดเจน ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้จึงมีแนวโน้มหดตัวลงจากปีที่ผ่านมา แต่จะหดตัวมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อทางการเมือง ขณะที่การซื้อขายที่อยู่อาศัยตั้งแต่ต้นปีชะลอตัวลงมาก โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมย่านใจกลางเมืองยอดขายหดตัวมาก แต่ราคาขายยังไม่ได้ลดลง หากปัญหาการเมืองกินเวลานานกว่า 6 เดือน กลุ่มคอนโดมิเนียมจะได้รับผลกระทบมากที่สุด
สำหรับแนวโน้มการพัฒนาโครงการในปีนี้ ผู้ประกอบการรายใหญ่หันไปพัฒนาโครงการบ้านแนวราบมากขึ้น ก็ถือเป็นการปรับตัวที่ดี และมีความเป็นไปได้ที่จะขยับไปเติบโตยังตลาดต่างจังหวัดใหม่ๆ เพราะในหลายจังหวัดเศรษฐกิจท้องถิ่นยังขยายตัวได้
นายธำรง ปัญญาสกุลวงศ์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า ในช่วงเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ทั้งยอดขายและจำนวนการเปิดตัวคอนโดมิเนียมใหม่ลดลง 20-30% ซึ่งเป็นผลกระทบจากปัจจัยทางการเมือง รวมถึงการโอนกรรมสิทธิ์ก็ได้ชะลอตัวลงด้วย เพราะกระบวนการของภาครัฐที่ดำเนินการออกโฉนดกำหนดราคาประเมินได้ล่าช้า นอกจากนี้ ผู้ซื้อบางส่วนมีปัญหาทางการเงินกู้ไม่ได้ หรือไม่พร้อมรับโอน ทำให้มีห้องชุดหลุดดาวน์ที่ต้องนำกลับมาขายใหม่ในช่วงเดือน ม.ค. ประมาณ 20-30%
ด้านนายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย กล่าวว่า ไม่เพียงแต่ตลาดคอนโดมิเนียมที่ได้รับผลกระทบเท่านั้น แต่ตลาดบ้านแนวราบก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยในส่วนของศุภาลัยเอง ยอดขายบ้านแนวราบช่วงเดือน ม.ค.ที่ผ่านมาลดลง 15% ส่วนยอดผู้เยี่ยมชมโครงการลดลงเกือบ 50% แต่แม้ว่าผู้เยี่ยมชมจะน้อย แต่เชื่อว่าช่วงนี้ผู้เยี่ยมชมโครงการเป็นผู้ซื้ออยู่จริง ซึ่งจากสถานการณ์ต่างๆ แล้ว ประเมินได้ว่าผู้บริโภคไม่ได้มีปัญหาเรื่องกำลังซื้อ แต่บรรยากาศทางการเมืองก็มีผลให้อารมณ์ในการซื้อของคนอยากมีบ้านหายไป
ขณะที่นายชาติชาย พยุหนาวีชัย รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ปีนี้น่าเป็นห่วงโครงการคอนโดมิเนียมที่เคยขายแบบวางเงินดาวน์ต่ำไม่ถึง 10% หรือมีโปรโมชั่นดุเดือด เช่น จอง 3 หมื่นบาท แต่แจกของแถมราคา 2 หมื่นบาท เพื่อจูงใจผู้ซื้อ เป็นต้น จะมีความเสี่ยงที่ลูกค้ากลุ่มนี้จะทิ้งดาวน์และไม่รับโอนกรรมสิทธิ์ได้ ซึ่งธนาคารไม่ได้เข้มงวดในการปล่อยกู้เฉพาะผู้ซื้อเท่านั้น แต่ปีนี้จะเข้มงวดกับผู้ทำโครงการดาวน์ต่ำด้วย
ทั้งนี้ นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เปิดเผยว่า ปัญหาการเมืองที่เริ่มมาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาเป็นปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวมากขึ้น หลังจากที่เริ่มชะลอตัวมาตั้งแต่กลางปีที่แล้วจากจำนวนสินค้าที่มากเกินความต้องการและปัญหาหนี้ในครัวเรือน โดยจะเห็นว่าการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา มีจำนวนเพียง 17 โครงการ รวม 7,500 หน่วย แบ่งเป็น โครงการบ้านจัดสรร 10 โครงการ จำนวน 1,800 หน่วย และคอนโดมิเนียม 7 โครงการ จำนวน 5,700 หน่วย โดยตัวเลขจำนวนโครงการที่เปิดขายใหม่ลดลงจากไตรมาสแรกของปีที่แล้วที่มีจำนวนโครงการเปิดใหม่ 28 โครงการ แต่จำนวนหน่วยเปิดขายใหม่เดือน ม.ค.ปีนี้ มากกว่า ม.ค.ปีที่แล้ว ที่มีจำนวน 5,700 ล้านบาท
"หากวิเคราะห์จากจำนวนโครงการใหม่ที่ลดลงเกือบครึ่ง อาจสะท้อนได้ว่าตลาดมีแนวโน้มชะลอตัวลง ส่วนหนึ่งมาจากภาวะตลาดคอนโดมิเนียมที่ลดความร้อนแรงลงเอง บวกกับการเมืองเป็นตัวเร่งให้ตลาดชะลอเร็วขึ้น" นายสัมมา กล่าว
นอกจากนี้ ปัญหาภาวะเศรษฐกิจในประเทศ หนี้ครัวเรือน ราคาผลผลิตทางการเกษตรที่เริ่มไม่ดี ล้วนมีผลต่อกำลังซื้อของคนซื้อบ้านในปีนี้ ยิ่งภาวะการเมืองไม่แน่นอนยิ่งทำให้แบงก์เข้มกับการปล่อยกู้มากขึ้น โดยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อตลาดคอนโดมิเนียมในปีนี้มากที่สุด จะเห็นได้ว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ชะลอเปิดตัว ส่วนรายเล็กและรายกลางอาจถูกเทกโอเวอร์หรือขายโครงการ ตัดขายที่ดิน เพราะขาดสภาพคล่อง จากการที่แบงก์เข้มกับการปล่อยสินเชื่อโครงการด้วย
"หากมองในแง่บวกถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะถือเป็นปีแห่งการปรับฐานของตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ผ่านจุดเติบโตสูงสุดเข้าสู่ภาวะขยายตัวแบบปกติ และที่สำคัญ ภาวะเช่นนี้ทำให้กลุ่มคนซื้อเก็งกำไรหายออกจากตลาดด้วย" นายสัมมา กล่าว
สำหรับตลาดต่างจังหวัดที่เคยร้อนแรงมากๆ ในปีที่แล้ว เช่น จ.ขอนแก่น เชียงใหม่ จะชะลอตัวลงในปีนี้ เพราะอุปทานที่เข้าสู่ตลาดไปก่อนหน้านี้มีจำนวนมากแล้ว และมีความเสี่ยงอุปทานล้น หรือโอเวอร์ซัพพลาย ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่ขยายไปยังต่างจังหวัดปีนี้จะขยับไปปักธงในตลาดหัวเมืองรองแทน เช่น จ.สุราษฎร์ธานี พิษณุโลก อุบลราชธานี เชียงราย เป็นต้น ทางด้านภาวะการซื้อขายในช่วงเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการคอนโดมิเนียมส่วนใหญ่ให้ข้อมูลว่าการซื้อขายชะลอตัวมาก เหลือแค่ 20-30%
ส่วนผู้ประกอบการที่เน้นทำตลาดบ้านแนวราบในช่วงนี้ประเมินว่าตลาดยังไปได้ดี โดยนายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์การตลาด บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) กล่าวว่า ยอดขายในเดือนที่ผ่านมาสูงถึง 600 ล้านบาท สูงกว่าเดือน ม.ค.ปีที่แล้วที่มียอดขาย 450 ล้านบาท ซึ่งยอดขายส่วนใหญ่มาจากบ้านแนวราบเป็นหลัก ซึ่งคาดว่าเป็นเพราะเอพีเปิดตัวบ้านแนวราบ 6 โครงการใหม่ในช่วงไตรมาส 4 ปีที่แล้ว ทำให้ยอดขายทยอยเข้ามาในเดือน ม.ค.ปีนี้







