
พฤกษาฯปรับแผนหดเป้าเปิดโครงการใหม่
พฤกษาฯ ปรับแผนรับความเสี่ยงการเมือง หดเป้าเปิดโครงการใหม่เหลือ 40-50 โครงการ ขณะที่ยอดรับรู้รายได้ปีนี้ โตเพียง 5-10%
พฤกษาฯ ปรับแผนรับความเสี่ยงการเมือง หดเป้าเปิดโครงการใหม่เหลือ 40-50 โครงการ ขณะที่ยอดรับรู้รายได้ปีนี้ โตเพียง 5-10%
นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานในปีนี้ว่า บริษัทฯได้ปรับตัวเพื่อรับกับความเสี่ยงทางการเมืองที่ผันผวน ซึ่งได้หดเป้าการเปิดโครงการใหม่ลดลงเหลือ 40-50 โครงการ หรือมีมูลค่าโครงการรวม 4-5 หมื่นล้านบาท จากปีก่อนมีจำนวน 60 โครงการมูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านบาท โดยโครงการที่เปิดใหม่จะเป็นแนวราบ ประเภทบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ 80% อีก 20% เป็นคอนโดมิเนียม ซึ่งประกอบด้วยโครงการทาวน์เฮาส์ 25-29 โครงการ บ้านเดี่ยว 9-12 โครงการ คอนโดฯ 5-8 โครงการในจำนวนดังกล่าวแบ่งเป็นต่างจังหวัด 6-7% โครงการต่างประเทศ 1 โครงการที่อยู่ระหว่างศึกษาที่เมืองบังกะลอร์ ประเทศอินเดีย และอินโดนีเซีย
ทั้งนี้ โครงการที่จะเปิดใหม่ในปีนี้ บริษัทฯได้ซื้อที่ดินทั้งหมดไว้แล้ว โดยใช้งบประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาท ขณะที่แผนในการซื้อที่ดินเพิ่มเพื่อลงทุนในปีหน้านั้นจะใช้งบจำนวน 1 หมื่นล้านบาท เนื่องจากปรับลดลงให้รับกับแผนพัฒนาโครงการที่เร็วขึ้นหลังจากซื้อที่ดินเป็นการลดความเสี่ยงต้นทุนทางการเงิน
“ปัจจัยทางการเมืองทำให้ยอดขายในเดือนธ.ค.ลดลง 15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ยอดโอนโครงการในเดือนพ.ย.-ธ.ค.นั้นยังเป็นปกติ ขณะที่ ยอดขายอาจจะลดลง ส่งผลให้ไตรมาสแรกอาจจะไม่เติบโต โดยประเมินว่ายอดรับรู้รายได้ปีนี้อาจจะเติบโตเพียง 5-10% จากในภาวะปกติจะเติบโต 25% ซึ่งถือเป็นการเติบโตน้อยที่สุดหลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ที่ยอดรับรู้รายได้ยังเติบโตเกิน 10%” นายทองมากล่าว
สำหรับในปีนี้บริษัทฯตั้งเป้ายอดขายไว้ 4.1-4.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับยอดขายในปี 56 ที่สามารถทำได้ กว่า 4.1 หมื่นล้านบาท และตั้งเป้ารับรู้รายได้ไว้ที่ 4-4.2 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกันได้ขยายโรงงานพรีคาสท์เพิ่มอีก 2 โรงงาน ที่นวนคร จ.ปทุมธานี ใช้เงินลงทุน 2,100 ล้านบาท เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตบ้านเป็น 1,120 หลังต่อเดือน จากก่อนหน้านี้ โรงงาน 1-5 ที่ อ.ลำลูกกา มีกำลังการผลิตรวม 480 หลังต่อเดือน คาดว่าจะเริ่มผลิตได้ในเดือนก.ย.ปีนี้
ปัจจุบันบริษัทฯมียอดแบ็คล็อกหรือสินค้าที่รอรู้รายได้กว่า 3.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะรับรู้ในปีนี้ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ยังมีรายได้จากโครงการเดิมที่ อยู่ระหว่างการพัฒนา รวม 164 โครงการ มูลค่าประมาณ 5.9 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตามภาพรวมของตลาดอสังหาฯในปีนี้ คาดว่าจะเติบโตในกรอบแคบๆ ประมาณไม่เกิน 5% หรือมีมูลค่าตลาดรวมทั้งประเทศประมาณ 6.4 แสนล้านบาท แบ่งเป็นตลาดในกรุงเทพฯและปริมณฑลประมาณ 3.3-3.4 แสนล้านบาท ที่เหลือเป็นตลาดต่างจังหวัด
นอกจากนี้บริษัทฯจะเน้นบริหารจัดการความเสี่ยง เพื่อรักษาการเติบโตแบบยั่งยืน เน้นกลุ่มลูกค้าที่เป็นเรียลดีมานต์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตลาดระดับกลาง-ล่าง และจะมีเพียงส่วนน้อยที่เน้นขยายฐานลูกค้าไปเซ็กเมนต์ระดับกลาง-บน ปัจจุบันบริษัทฯมีอัตราหนี้สินต่อทุนอยู่ที่ 0.84 เท่า ณ สิ้นปี 2556 ซึ่งบริษัทฯจะรักษาไว้ไม่ให้เกิน 1-1.5 เท่า







