
L&Hผุด17โครงการใหม่มูลค่ากว่า 3 หมื่นล้าน
แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เดินหน้าผุด 17 โครงการใหม่ มูลค่ารวมกว่า 3 หมื่นล้านบาท หวังโกยรายได้ 1.9 หมื่นล้าน ชี้ตลาดปี 53 ขยายตัว 7%
แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เดินหน้าผุด 17 โครงการใหม่ มูลค่ารวมกว่า 3 หมื่นล้านบาท หวังโกยรายได้ 1.9 หมื่นล้าน ชี้ตลาดปี 53 ขยายตัว 7%
นายนพร สุนทรจิตต์เจริญ กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัทแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึง แผนการดำเนินงานของบริษัทในปี 2553 ว่า ในปี 255 บริษัทเตรียมเปิดโครงการใหม่อีก 17 โครงการ อยู่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล 14 โครงการ และต่างจังหวัด 3 โครงการ มูลค่ารวม 30,495 ล้านบาท แบ่งได้เป็น บ้านเดี่ยว 10 โครงการ ทาวน์เฮ้าส์ 3 และคอนโดมิเนียม 4 โครงการ ทำให้มีจำนวนโครงการที่เปิดดำเนินการในปีนี้ทั้งหมด 56 โครงการ และจะมีโครงการที่ปิดในระหว่างปี 16 โครงการ
ส่วนเป้าหมายการขายในปีนี้ บริษัทตั้งเป้ายอดโอนไว้ 19,610 ล้านบาท ราคาเฉลี่ยต่อยูนิต 5.06 ล้านบาท มีการขยายตัวสูงขึ้น 13.5% จากปีที่ผ่านมา ส่วนของแผนการลงทุนในการซื้อที่ดินเพื่อรองรับการขยายตัวในอนาคต ในทำเลต่างๆ ในเขต กทม. และปริมณฑล ประมาณ 6,000 ล้านบาท แต่การพิจารณาซื้อที่ดิน บริษัทจะพิจารณาทำเลที่สามารถนำมาพัฒนาโครงการได้ทันทีและมีศักยภาพที่ดี
สำหรับแนวโน้มตลาดที่อยู่อาศัย ปี 2553 บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ประเมินว่า ความต้องการที่อยู่อาศัยจะยังเป็นความต้องการที่แท้จริง โดยที่ตลาดมีแนวโน้มที่ขยายตัวจากปี 2552 ประมาณ 7% ของบ้านจดทะเบียนเพิ่มโดยรวมทั้งหมด(สร้างเองและจัดสรร) ทั้งนี้ประมาณการบ้านจดทะเบียนเพิ่มประเภทจัดสรรในปี 2553 มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 74,000 หน่วย โดยมีปัจจัยบวกและปัจจัยลบที่มีต่อตลาดที่อยู่อาศัย ที่สำคัญๆ ดังนี้
-ภาวะเศรษฐกิจไทย มีแนวโน้มที่จะขยายตัวในระดับ 4% การขยายตัวทางเศรษฐกิจ มีผลต่อความเชื่อมั่นในรายได้ของผู้บริโภคสูงขึ้น ความเชื่อมั่นในการที่จะซื้อสินค้าคงทน โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์
-ปัญหาโครงการในมาบตาพุด ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการลงทุนของภาคเอกชนและต่างประเทศที่มีต่อประเทศไทย
-อัตราดอกเบี้ย มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นเล็กน้อย
-อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มที่ปรับตัวสูงขึ้น อยู่ระหว่าง 3.0%
-ระดับราคาน้ำมันที่ยังสูง จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น โดยเฉพาะโครงการที่เปิดดำเนินการใหม่ๆ ต้นทุนค่าพัฒนาที่สูงขึ้น
-มาตรการของรัฐในการกระตุ้นภาคอสังหารริมทรัพย์ที่สิ้นสุดลง จะกระทบต่อต้นทุนการดำเนินงาน ประกอบกับแนวโน้มของราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งมาผลต่อการปรับตัวของราคาที่อยู่อาศัย
-ความเข้มงวดของธนาคารพาณิชย์ในการพิจารณาสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการ (Pre Finance) และผู้บริโภค (Post-Finance)
ส่วนผลการดำเนินงานของบริษัทในปี 2552 บริษัทได้ส่งมอบบ้านให้แก่ลูกค้าจำนวน 3,713 หน่วย โดยแบ่งแยกเป็นบ้านเดี่ยว จำนวน 2,485 หน่วย คอนโดมิเนียม 835 หน่วย และทาวน์เฮ้าส์ 393 หน่วย โดยมีส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) ในตลาดบ้านเดี่ยว ในเขต กทม.และปริมณฑล ยอดรวม ม.ค.– พ.ย. 2552 บริษัทมีส่วนตลาดเท่ากับ 24.5% เพิ่มขึ้นจากเวลาเดียวกันของปี 2551 ที่มีส่วนตลาดเท่ากับ 17.72%







