
เผยแบงก์ไทยยังปล่อยสินเชื่อบ้านน้อย
ประธานสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัยระบุ แบงก์พาณิชย์ไทยปล่อยสินเชื่อน้อย 15%
ประธานสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัยระบุ แบงก์พาณิชย์ไทยปล่อยสินเชื่อน้อย 15%
นายกิตติ พัฒนพงศ์พิบูลย์ ประธานสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย เปิดเผยว่าปัจจุบันธนาคารพาณิชย์สนใจปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ซื้อบ้านค่อนข้างน้อยเพียง 15% ทั้งที่สินเชื่อที่ดีในระยะยาว จากจำนวนสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั้งระบบ มูลค่า 2 ล้านล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยในต่างประเทศธนาคารพาณิชย์นั้นปล่อยถึง 50% แต่คาดว่าหลังจากที่รัฐบาลมีนโยบายเพื่อเพิ่มความครองชีพในกับประชาชน เช่น การเพิ่มค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 300 บาท และการเพิ่มเงินเดือนระดับปริญญาตรีเป็น1.5 หมื่นบาท เชื่อว่าจะส่งผลดีให้ประชาชนมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในตลาดที่อยู่อาศัย
“เชื่อว่าจากการที่คนมีความเข้าใจในระบบสินเชื่อเพิ่มขึ้นและสถาบันการเงินมีความโปร่งใสในการคิดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเชื่อว่าในอนาคตจะทำให้สินเชื่อบ้านทั้งระบบของสถาบันการเงินพาณิชย์จะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 15% เป็น 20-25% ภายในระยะเวลา 5-10 ปีจากนี้ไปแน่นอน เพราะประชาชนที่กู้เงินจะคำนึงถึงความสามารถในการกู้เงินเพิ่มขึ้นตามหลักประกันของรายได้ของตัวเอง”นายกิตติกล่าว
ขณะที่นโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ที่มีแนวคิดให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เป็นคนกลางดำเนินนโยบาย ลดดอกเบี้ยคนซื้อบ้านหลังแรก 0% นาน 3 ปี ว่า มีเพียงธนาคารของรัฐเท่านั้นที่สามารถดำเนินนโยบายดังกล่าวได้ ซึ่งธนาคารพาณิชย์คงไม่สามารถมีแคมเปญหรือโปรโมชั่นออกมาได้อย่างแน่นอน เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายสูงมาก โดยที่ ธนาคารรัฐหากไม่มีกำไรจากการประกอบธุรกิจ ก็สามารถไม่จัดส่งรายได้ให้แก่ภาครัฐได้ ซึ่งระยะยาวหากรัฐบาล นำธนาคารรัฐ มาทำนโยบายประชานิยมอย่างต่อเนื่องก็จะกระทบให้ธนาคารรัฐมีผลการดำเนินงานที่อ่อนแอมากขึ้น
ส่วนการปรับแก้รายละเอียดของนโยบายซื้อบ้านใหม่นั้น มองว่าส่งผลดีต่อลูกค้าที่ต้องการซื้อบ้านใหม่พอสมควร เพราะทำให้ลูกค้ามีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ลดลง แต่คนที่ได้รับผลประโยชน์จะถูกจำกัดในบางกลุ่มเท่านั้น โดยมาตรการที่เห็นว่าดีที่สุดต่อประชาชนในการซื้อบ้านคือ ลดภาษีผู้บริโภคที่ต้องการซื้อบ้านลงเหลือ 0% หรือลดให้อยู่ในระดับต่ำตลอดไป ทั้งคนที่ซื้อบ้านหลักแรก และซื้อบ้านหลังที่สอง ทั้งลดทั้งภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีค่าธรรมเนียม ค่าจดจำนอง และภาษีการโอนทั้งหมด เพราะส่งผลดีต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ในระยะยาว และทำให้ตลาดคึกคักมากขึ้น โดยที่ภาครัฐไม่มีค่าใช้จ่ายด้านงบประมาณจากมาตรการนี้ และสามารถหารายได้จากการจัดเก็บภาษีทรัพย์สินแทน
ขณะเดียวกัน ต้องการเตือนประชาชนที่เลือกบ้านว่า ควรพิจารณาอัตราดอกเบี้ยผู้กู้ชั้นดี (เอ็มแอลอาร์) ของแต่ละธนาคารให้ดีที่สุด และควรเลือกอัตราดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ระยะยาว เนื่องจากในปัจจุบันประชาชนจำนวนมากเกิดความเข้าใจผิดกับอัตราดอกเบี้ยในตลาดพอสมควร และอยากให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จัดทำแผนอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงขึ้นมาโดยเฉพาะ เหมือนในประเทศเกาหลีใต้ ที่ธนาคารกลางของประเทศ กำหนดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของ 8 ธนาคาร ทำให้ประชาชนสามารถพิจารณาอัตราดอกเบี้ยได้ และไม่เกิดปัญหาอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ ยังส่งผลให้การแข่งขันแคมเปญดอกเบี้ยในประเทศเกาหลีมีความรุนแรงมาก และทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์มากที่สุดมากที่สุด
อย่างไรก็ตามในปัจจุบันประเทศไทย ยังมีการกำหนด เงินดาวน์ซื้อบ้านขั้นต่ำที่ประมาณ 10% สำหรับการซื้อคอนโดมิเนียม และ 5% สำหรับซื้อบ้านหลังแรก ถือว่า กำหนดอัตราเงินดาวน์ที่ต่ำที่สุดในโลก แตกต่างจากต่างประเทศอื่นๆ ทั่วโลก กำหนดเงินดาวน์ในระดับสูงมากกว่านี้ ถือว่ามีความเสี่ยงพอสมควร เพราะในอนาคตหากไทยเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจก็จะเกิดปัญหาต่อประเทศได้ แม้ว่าในขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณเกิดวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่ขึ้นมาก็ตาม ซึ่งการกำหนดเงินดาวน์ในระดับสูง ยังส่งผลดีที่ช่วยคัดเลือกประชาชนที่ต้องมีฐานะเงินออมก่อน จึงสามารถกู้เงินซื้อบ้านได้
ด้านนายบริสุทธิ์ กาสินพิลา กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮมบายเออร์ไกด์ กล่าวสรุปงาน อภิมหกรรมบ้านและคอนโด สินเชื่อแห่งปี 2011 จัดขึ้นระหว่าง 25-28 ส.ค.ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ว่า ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยมียอดขายรวม 19,665 ล้านบาท แบ่งเป็นโฮมโลน 10,705 ล้านบาท รับสร้างบ้าน 2,960 ล้านบาท โฮมบายเออร์ไกด์ 3,200 ล้านบาท และเอ็นพีเออีก 2,800 ล้านบาท และมีแผนจะงานรูปแบบดังกล่าวต่อเนื่องทุกปี







