
Sandoz จับมือ อภ. ขยายเข้าถึงยาชีววัตถุคล้ายคลึง เล็งต่อยอดผลิตในไทย
Sandoz ประเทศไทย ผนึกองค์การเภสัชกรรม ศึกษาขยายการเข้าถึงยาชีววัตถุคล้ายคลึง รักษาโรคกระดูกพรุนและมะเร็ง เสริมความมั่นคงด้านยาและลดภาระระบบสาธารณสุข
KEY
POINTS
- ซันโดซ ประเทศไทย ลงนามความร่วมมือกับองค์การเภสัชกรรม (อภ.) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายการเข้าถึงยาชีววัตถุคล้ายคลึงคุณภาพสูง
- ความร่วมมือนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มทางเลือกในการรักษา บริหารต้นทุนด้านสาธารณสุข และเสริมสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานยาในประเทศ
- มีการวางแผนศึกษาความเป็นไปได้ในการต่อยอดสู่การดำเนินงานภายในประเทศ เช่น การบรรจุยา และอาจรวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อการผลิตในอนาคต
Sandoz ประเทศไทย บริษัทผู้พัฒนาและจัดจำหน่ายยาที่เข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับองค์การเภสัชกรรม (อภ.) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายการเข้าถึงยาชีววัตถุคล้ายคลึง (Biosimilars) คุณภาพสูง
พร้อมวางแผนจัดหายาและเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานยาในประเทศไทย ท่ามกลางแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร
ความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มทางเลือกในการรักษาและส่งเสริมการบริหารต้นทุนด้านสาธารณสุขอย่างมีประสิทธิภาพ
โดยทั้งสององค์กรจะร่วมประเมินความต้องการของผู้ป่วย คาดการณ์การใช้ยา และวางแผนด้านอุปสงค์และอุปทาน เพื่อให้การจัดหายามีความต่อเนื่องและตอบสนองต่อความต้องการในระยะยาว
ข้อมูลจากธนาคารโลกระบุว่า ในปี 2564 ประชากรไทยประมาณ 98% อยู่ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพภาครัฐ 3 ระบบหลัก
ขณะที่ข้อมูลของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) ระบุว่า ในปี 2569 ประชากรไทยประมาณ 1 ใน 5 มีอายุ 60 ปีขึ้นไป สะท้อนความท้าทายในการรักษาความครอบคลุมของบริการสุขภาพ ควบคู่กับการควบคุมค่าใช้จ่ายในสังคมสูงวัย
อีกหนึ่งโจทย์สำคัญคือความมั่นคงด้านยา เนื่องจากประเทศไทยยังพึ่งพาการนำเข้ายาและวัตถุดิบทางเภสัชกรรมบางส่วน
ทำให้การจัดหาอาจได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาดโลกและความเสี่ยงในการขนส่ง การพัฒนาระบบวางแผนจัดหายาที่แม่นยำขึ้น
ตลอดจนการศึกษาความเป็นไปได้ในการเพิ่มกิจกรรมด้านเภสัชกรรมภายในประเทศ จึงเป็นแนวทางที่อาจช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบสาธารณสุขในระยะยาว
อิซาเบล มายา มาร์ติเนซ ผู้บริหาร Sandoz ประเทศไทย กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการผสานความเชี่ยวชาญขององค์การเภสัชกรรมและพันธกิจด้านสาธารณสุขเข้ากับประสบการณ์กว่า 140 ปี ของ Sandoz
รวมถึงประสบการณ์ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย 30 ปี และศักยภาพด้านการผลิตและจัดหาผลิตภัณฑ์ในระดับโลก
ทั้งสองฝ่ายจะศึกษาความเป็นไปได้ในการเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนและขยายการเข้าถึงยา ควบคู่กับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และพัฒนาการวางแผนจัดหาให้คาดการณ์ได้มากขึ้น รวมถึงพิจารณาโอกาสสร้างความร่วมมือด้านการดำเนินงานหรือการผลิตในประเทศในอนาคต
สำหรับยาชีววัตถุคล้ายคลึง เป็นยาที่มีความคล้ายคลึงกับยาชีววัตถุต้นแบบที่ได้รับอนุมัติแล้วในระดับสูง
โดยไม่มีความแตกต่างที่มีนัยสำคัญทางคลินิกในด้านความปลอดภัย คุณภาพ และประสิทธิผล ยากลุ่มนี้จึงเป็นอีกทางเลือกที่อาจช่วยเพิ่มการแข่งขันด้านราคาและขยายโอกาสให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้มากขึ้น
ในระยะแรก ความร่วมมือจะมุ่งเน้นยาชีววัตถุคล้ายคลึงสำหรับรักษาโรคกระดูกพรุนและโรคที่เกี่ยวข้องกับมะเร็ง รวมถึงผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่เป็นโรคกระดูกพรุนและมีความเสี่ยงต่อกระดูกหักในระดับสูงหรือสูงมาก
กรอบความร่วมมือแบ่งออกเป็น 2 ระยะ โดยระยะแรกจะศึกษาข้อกำหนดด้านกฎระเบียบและแนวทางนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด รวมถึงความเป็นไปได้ในการโอนทะเบียนตำรับยาให้แก่องค์การเภสัชกรรมให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
ส่วนระยะต่อไป ทั้งสองฝ่ายอาจพิจารณาความเป็นไปได้ในการดำเนินกิจกรรมภายในประเทศ
เช่น การบรรจุยาลงในภาชนะและการบรรจุหีบห่อ โดยขึ้นอยู่กับความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและความพร้อมในการดำเนินงาน
ตลอดจนโอกาสต่อยอดไปสู่การพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมยาและการถ่ายทอดเทคโนโลยีภายใต้ข้อตกลงแยกต่างหากในอนาคต
พญ.มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า การเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับความต้องการยาที่มีความซับซ้อนมากขึ้นในสังคมสูงวัยเป็นภารกิจสำคัญขององค์การเภสัชกรรม
ความร่วมมือกับ Sandoz จะช่วยผสานความเชี่ยวชาญระดับสากลเข้ากับความเข้าใจระบบสาธารณสุขไทย เพื่อเพิ่มทางเลือกในการรักษาและใช้ทรัพยากรด้านสุขภาพอย่างคุ้มค่า
นอกจากนี้ การยกระดับขีดความสามารถด้านเภสัชกรรมผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้และแนวทางปฏิบัติตามมาตรฐานสากล
ทั้งด้านการจัดการห่วงโซ่อุปทานและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ยังเป็นแนวทางสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพได้อย่างยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม กิจกรรมที่อาจเกิดขึ้นภายใต้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ยังต้องผ่านการประเมินเพิ่มเติม การพิจารณาตามข้อกำหนดด้านกฎระเบียบ
การอนุมัติจากหน่วยงานภายในของแต่ละองค์กร และการจัดทำข้อตกลงฉบับสมบูรณ์แยกต่างหาก จึงยังไม่ถือเป็นข้อสรุปว่าจะมีการผลิตหรือบรรจุยาในประเทศไทยอย่างแน่นอน







