posttoday
‘Bulldog’ เรือนเวลาลำดับที่ 10

‘Bulldog’ เรือนเวลาลำดับที่ 10

30 มีนาคม 2563

ความสัมพันธ์ของผู้ชายกับนาฬิกานั้นแทบไม่ได้มีอะไรที่แตกต่างจากความสัมพันธ์ของพวกเขากับสุนัขเลย ตัวอย่างที่ดีของการเชื่อมต่อในระหว่างทั้ง 2 ฝั่งนั้นดำเนินมานานร่วมนับปี หรือแม้แต่หลายทศวรรษ

ซึ่งก่อให้เกิดชีวิตและเรื่องราวต่างๆ ขึ้นมา ในบางเหตุการณ์ นาฬิกาอยู่ในฝั่งเลือกผู้ที่จะครอบครองพวกมันเช่นเดียวกับอีกฝั่งที่สามารถกลายเป็นผู้เลือกเพื่อครอบครองนาฬิกา แต่เหนืออื่นใดไม่ว่าจะเป็นครั้งแรกหรือครั้งที่ร้อยก็ตาม เหตุการณ์หรือช่วงจังหวะพิเศษที่เกิดขึ้นในช่วงพริบตาที่คุณจับจ้อง ‘สิ่งนั้น’ ก็ยังเกิดขึ้นอยู่เสมอ และอย่างที่พวกเขาพูดกันเสมอว่า นี่คือ เพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์ (ผู้ชาย) ซึ่งเราขอเสนอเรือนเวลาลำดับที่ 10 ของ MB&F นั่นคือ ‘Bulldog’

สำหรับตัวเรือนทรงกลมที่มีขนาดกะทัดรัดไม่ว่าจะเป็นรุ่นที่ผลิตจากไทเทเนียมหรือทองคำเรดโกลด์ 18k จะมากับกระจกแซฟไฟร์ที่มีคุณภาพสูง การแสดงเวลาบนหน้าปัดที่ดูราวกับ “ดวงตา” และจะหมุนไปมาตามสายตาของคนที่คิดว่ากล้าพอที่จะมองมัน ส่วนปลอกคอมีแกนยื่นยึดติดกับเม็ดมะยมที่ให้ไขขึ้นลานสปริงหลักหรือปรับตั้งเวลา ขาที่ล่ำแต่มีความยืดหยุ่น ให้พันรอบข้อมือได้กระชับมั่นคง ขากรรไกขนาดใหญ่ที่แสดงถึงพลังงานสำรองที่เหลืออยู่ และเหนือสิ่งอื่นใดคือชุดกลไกที่เดินด้วยความถี่คงที่และแม่นยำที่ 2.5 เฮิร์ตซ์ (18,000 ครั้งต่อชั่วโมง)

เหมือนกับชื่อของเจ้าสัตว์สี่ขาที่ถูกนำมาตั้งเป็นชื่อรุ่น สิ่งที่อยู่ข้างใน HM10 Bulldog นั้นมีอะไรมากกว่าที่มองเห็นด้วยตา ขากรรไกรอันแข็งแรงของมันสามารถเปิดออกและปิดลงซึ่งเป็นไปตามพลังลานที่หลงเหลืออยู่ในชุดตลับลาน และถ้าปากของมันปิดลงอย่างสมบูรณ์ นั่นหมายความว่าเจ้า ‘Bulldog’ หมดลานแล้วและพร้อมที่จะพักผ่อน แต่ถ้าคุณเกิดมองเห็นแถวของฟันที่ส่องประกายเป็นระยิบระยับเรียงรายอยู่ในปากของมัน เตรียมพร้อมได้เลยเพราะนั่นหมายความว่าเจ้า ‘Bulldog’ พร้อมที่จะฟัดกับใครกับพลังงานสำรองที่อยู่ในตัวของมันที่มีมากถึง 45 ชั่วโมง หน้าปัดแสดงระดับกำลังสำรองของตัวนาฬิกามีขนาดใหญ่และได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน พร้อมปรับเทียบอย่างละเอียดเพื่อให้มีการใช้พลังงานน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ที่ทำให้ HM10 Bulldog สามารถแยกส่งแรงบิดจากชุดลานสปริงไปยังชุดจักรกลอกที่แขวนลอย (Suspended Balance) ได้โดยตรง และยังทำหน้าที่ขับเคลื่อนเวลาชั่วโมงและนาทีภายใต้ทรงโดม

กลไกไขลานของ HM10 Bulldog ได้รับการออกแบบและพัฒนาโดยทีม In-House ซึ่งได้นำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญทางด้านเทคนิคดีเยี่ยมที่สุดของ MB&F ซึ่งสั่งสมประสบการณ์นานนับปีมาใช้ในการออกแบบ สมาชิกที่อยู่กับเผ่าของ MB&F จดจำองค์ประกอบที่ใกล้ชิดกับการสร้างสรรค์อันยอดเยี่ยมที่สุดจากห้องแล็ปประดิษฐ์นาฬิกา ชุดจักรกลอกแขวนลอยขนาดใหญ่ (Suspended Balance) หมุนเป็นจังหวะใต้โดมคริสตัลแซฟไฟร์ตรงกลางที่ทำให้เกิดขึ้นได้อีกครั้งจากการต่อยอดระบบกลไกในคอลเลคชั่น Legacy Machine ขากรรไกขนาดใหญ่จะทำหน้าที่บ่งบอกระดับของกำลังสำรองที่เหลืออยู่ในลานสปริง โดยจะอ้ากว้างที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แนวคิดในการแสดงระดับพลังงานสำรองแบบนี้ถูกนำมาใช้ครั้งแรกในรุ่น LM1 Xia Hang ที่เปิดตัวในปี 2014 ส่วนแผ่นทรงโดมที่ผลิตจากอะลูมิเนียมและมีความบางเทียบเท่ากับแผ่นกระดาษมีที่มาจากรุ่น HM3 Frog และได้รับการปรับแต่งอีกครั้งในรุ่น HM6 ที่เปิดตัวในปี 2014 แม้กระทั่งงานดีไซน์ของลวดลายของแกนที่อยู่ในพื้นที่ของ ‘ซี่โครง’ ที่วางอยู่ด้านใต้ของจักรกรอก และส่วนด้านท้ายของลำตัวสะท้อนให้เห็นงานออกแบบที่มีแรงบันดาลใจมาจากยานยนต์ของรุ่น HM8, HMX และ HM5 โดยจากการรวบรวมรายละเอียดทั้งหมดเข้าด้วยกันนั้น สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงตัวตนของนาฬิกา HM10 Bulldog ได้อย่างชัดเจนสุดคือความยอดเยี่ยมในระดับสูงของนาฬิกาจักรกล

แม้ว่าตัวเลขของขนาดตัวเรือนอาจจะดูแล้วน่าตกใจ เพราะมีขนาด 45 มิลลิเมตรเมื่อวัดตามแนวขวาง และ 54 มิลลิเมตรเมื่อวัดจากตัวเรือนที่เป็นจมูกไปจนถึงปลายหาง พร้อมความหนาที่มีระดับสูงสุดถึง 24 มิลลิเมตรแล้ว แต่เมื่อคาดอยู่บนข้อมือแล้วต้องบอกว่า HM10 Bulldog เป็นนาฬิกาที่ใส่แล้วเข้ากับข้อมืออย่างมาก สายนาฬิกาที่เชื่อมต่อกับส่วน ‘ขา’ นั้นจะช่วยทำให้ตัวเรือนแนบชิดกับข้อมืออย่างลงตัว โดยสายหนังผลิตจากหนังวัวแบบ Calf-leather มีความทนทานเช่นเดียวกับความประณีตในการตัดเย็บ และมาพร้อมกับบานพับสายหรือจะเลือกเป็นที่ยึดแบบตีนตุ๊กแก Velco System ก็ได้ วัสดุตัวเรือนมีให้เลือกทั้งแบบไทเทเนียม และการผสานของไทเทเนียมและทองคำเรดโกลด์ HM10 Bulldog ได้รับการประกอบด้วยความพิถีพิถันโดยช่างที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในเรื่องของวิศวกรรมเครื่องกลจุลภาค การติดตั้งส่วนประกอบที่มีหน้าที่ในการรักษาเวลาและบอกเวลาจะถูกแสดงค่าผ่านทางหน้าปัดที่มีพื้นที่จำกัดและแสดงผลในแบบสามมิติ ขณะเดียวกันก็ยังคงความประณีตตามแบบฉบับของช่างฝีมือในระดับสูงเอาไว้ โดยทั้งหมดเป็นการสร้างสรรค์ที่มีความสมดุลระหว่างปัจจัยในด้านกลไกและงานศิลป์ระดับสูง

การสร้างสรรค์ของ MB&F มักจะสามารถดึงดูดความสนใจจากสายตาทุกคู่อยู่เสมอ และ HM10 Bulldog คือการกลับมาสู่ความเป็นผู้นำในส่วนนี้ของแบรนด์ เปรียบเช่นกับความจงรักภักดีของเพื่อนสี่ขาที่มีต่อผู้เป็นเจ้าของตลอดไป ดังนั้น การแสดงค่าในส่วนของเวลาและระดับกำลังสำรองจะถูกจัดวางในตำแหน่งที่เฉพาะผู้ที่สวมใส่เท่านั้นถึงจะสามารถมองเห็นได้

คำแนะนำสุดท้ายที่สำคัญสำหรับผู้ที่จะครอบครอง Horological Machine N°10 ‘Bulldog’ ถูกสลักไว้บนตัวเรือนด้านหลัง เช่นเดียวกับข้อความเตือนที่พบเห็นได้บนปลอกคอสุนัขที่ซ่าและดุดันเป็นพิเศษ หมาที่ดูดุร้าย แต่ท้ายสุดแล้วมันก็คือผู้รับใช้ที่ดีที่สุดของมนุษย์ ทุกคนจึงควรจะจดจำไว้ให้ดีว่า “Forget the dog beware of the owner” (ลืมสุนัข แล้วระวังเจ้าของจะดีกว่า)

เครื่องจักร Horological Machine N°10 ‘Bulldog’ วางจำหน่ายในรุ่น กับตัวเรือนไทเทเนียมกับดวงตาสีฟ้า และตัวเรือนทองคำเรดโกลด์ 18k และไทเทเนียม กับดวงตาสีดำ

แรงบันดาลใจที่ส่งมอบให้กับ HM10 Bulldog

งานออกแบบตัวนาฬิกาเดินทางมาถึงมือของ Maximilian Büsser ในขณะที่เขากำลังเดินทางท่องเที่ยวในญี่ปุ่น และดีไซน์นาฬิกาที่แวบขึ้นมาในมโนภาพอย่างชัดเจน ก็คือรูปลักษณ์ที่ทำให้นึกถึงเพื่อนสี่ขาของมนุษย์ที่พร้อมโถมตัวเข้าใส่ ด้วยความดีใจสุดขีด ทุกครั้งที่เจ้าของกลับมาถึงบ้าน นี่คือความภักดีของสัตว์ที่ได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนรักของมนุษย์ และเป็นที่มาของชื่อ Horological Machine N°10 ‘Bulldog’ เครื่องจักรบูลด็อกบอกเวลานั่นเอง

‘สิ่งที่คุณเห็นอยู่ข้างหน้านี้ไม่ได้มีอะไรแตกต่างไปมากกว่าสิ่งที่ผมเคยเห็นในตอนนั้น’ Büsser กล่าว ‘และเป็นครั้งแรกที่ผมต้องยอมรับว่านาฬิกาที่ตัวเองคาดหวังอยู่ในใจว่าจะได้เห็น เป็นอย่างที่เห็นอยู่ข้างหน้านี้’

HM10 Bulldog เกิดจากการรวมตัวกันโดยที่แรงบันดาลใจมาจากส่วนต่างๆ ที่มีความโดดเด่นของนาฬิการุ่นดังๆ ของ MB&F ที่เปิดตัวออกมาก่อนหน้านี้ ซึ่งแน่นอนว่าใครที่เป็นแฟนประจำของแบรนด์จะสามารถรับรู้ในเรื่องนี้ได้ทันที สิ่งที่ยืนยันเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดีคือ HM10 Bulldog คือภาพสะท้อนอย่างเด่นชัดของ MB&F และสะท้อนถึงความภักดีของแฟนๆ ที่มีต่อแบรนด์ด้วยเช่นกัน และคำกล่าวโบราณที่ มักจะเปรียบเทียบคนที่ออกจะหัวดื้อหัวรั้น ว่าเป็นพวก “หัวแข็งเหมือนหมาบูลด็อก” ซึ่งเป็นชื่อสายพันธุ์สุนัขอังกฤษที่เก่าแก่และมีประวัติเคียงข้างกับมนุษย์มายาวนาน ด้วยรูปร่างที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเอง โครงสร้างช่วงอกหนา หุ่นล่ำสัน แข็งแร็ง ขากรรไกรขนาดใหญ่ และใบหน้าที่ย่นยู่ บวกกับลักษณะนิสัยที่ออกจะน่าเกรงขามสำหรับคนทั่วไป จึงทำให้ บูลด็อก ไม่ใช่สุนัขที่ใครๆ ก็ชื่นชอบ ถูกใจ ได้ง่ายๆ แต่ทว่า บูลด็อก กลับมีเสน่ห์เฉพาะตัว และเป็นสายพันธุ์ที่ชาญฉลาด ซื่อสัตย์ และภักดีกับเจ้าของ ไม่ต่างอะไรกับนาฬิกาของ MB&F ที่มีบุคลิกลักษณะเฉพาะไม่เหมือนใคร หาใครถูกใจยาก แต่เมื่อถูกใจแล้วก็ยากจะเปลี่ยนใจเช่นกัน

รากศัพท์ของคำว่า Animal มาจากภาษาละตินที่ว่า Anima ซึ่งมีความหมายถึง ‘วิญญาณ’ หรือ ‘จิตวิญญาณ’ ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของการมีชีวิต และทุกครั้งที่ MB&F ถึงดึงเอาแรงบันดาลใจมาจากสัตว์ที่อยู่ในธรรมชาติมักจะได้รับการตอบสนองกลับจากรอบด้านได้เป็นอย่างดี และตัวอย่างที่มีให้เห็นก่อนหน้านั้น เช่น เรือนเวลาจักรกล N°3 ‘Frog’ และเรือนเวลาจักรกล N°7 ‘Aquapod’ โดยรุ่นล่าสุดอย่าง HM10 Bulldog กำลังจะเดินตามรอยเดียวกันกับการทำให้ผู้ที่ได้พบเห็นถึงกับตาโต อ้าปากค้าง หัวใจเต้นแรงและเร็วได้อย่างไม่ยาก

‘Bulldog’ เรือนเวลาลำดับที่ 10

สิ่งที่อยู่ข้างใน HM10 เป็นมากกว่ากลไก

กลไกที่ขับเคลื่อนเรือนเวลาหมายเลข 10 Bulldog เป็นผลงานพัฒนาใหม่ แต่ก็เป็นสิ่งหลายคนคุ้นเคยอย่างแน่นอน โดยกลไกของ HM10 ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมดและถูกพัฒนาโดยทีมงานของบริษัท ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของความเชี่ยวชาญทางเทคนิคด้านกลไกในส่วนต่างๆ ของ MB&F ที่ได้รับการขัดเกลามาเป็นเวลานานหลายปี

สิ่งที่สะดุดตาคือจักรกรอกขนาดใหญ่ที่แขวนลอยอยู่ใต้กระจกแซฟไฟร์ทรงโดมตรงกลาง และจังหวะในการเดินของกลไกที่ยึดตามแบบฉบับดั้งเดิมด้วยความถี่ 2.5 เฮิร์ตซ์ (18,000 ครั้งต่อชั่วโมง) ความถี่นี้เคยปรากฏตัวครั้งแรกจากการสร้างสรรค์ของ MB&F ในปี 2011 กับการเปิดตัวกลไกในตระกูล Legacy Machine N°1 นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ความท้าทายในด้านเทคนิคของระบบกลไกก็กลายมาเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นของ MB&F ดังจะเห็นได้จากกลไกหลายรุ่นซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในตระกูล Legacy Machine อย่างเรือนเวลาหมายเลข 9 และมาถึงตอนนี้คือ HM10 Bulldog

สิ่งที่ทรงพลังและสร้างความน่าตื่นตาตื่นใจ คือ การปรับเปลี่ยนรูปแบบของการแสดงเวลาบนโดมที่มีอยู่ใน HM10 Bulldog จุดเริ่มต้นในออกแบบมาจากโมดุลในการบอกเวลาชั่วโมงและนาทีที่แยกกัน และปรากฏครั้งแรกอยู่ในเรือนเวลา N°3 โดยถือเป็นการสร้างสรรค์ที่มีส่วนในการสร้างชื่อของ MB&F ให้เป็นที่รู้จัก เช่นเดียวกับการพลิกแนวคิดในการแสดงเวลาที่เคยมีอยู่ในโลกแห่งเรือนเวลา การใช้กรวยรูปทรงโดมในรุ่น HM3 ‘Frog’ แต่ปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงคือทำอย่างไรให้มันมีน้ำหนักเบาที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้กลไกส่วนที่เหลือรับภาระน้อยที่สุด กระบวนการกัดชิ้นส่วนด้วยใบมีด (milling) นำมาใช้อีกครั้ง และค่าความคลาดเคลื่อนถูกทำให้อยู่ในระดับจุลภาค เพื่อผลิตแผ่นอะลูมิเนียม 3 มิติที่มีความบางเทียบเท่ากับกระดาษ ชิ้นส่วนนี้เคยปรากฏมาแล้วในนาฬิการุ่น HM N°6 แต่ครั้งนี้เป็นการจับคู่กับชุดเกียร์แบบกรวยเพื่อให้การแสดงค่าแม่นยำเที่ยงตรงสูง

กลไกที่อยู่ใน HM10 ประกอบด้วยชิ้นส่วนจำนวน 301 ชิ้น และทำงานในแบบไขลานด้วยมือ โดยมีตลับลานเดี่ยวที่สามารถสำรองพลังงานได้ถึง 45 ชั่วโมง และแสดงระดับพลังงานสำรองโดยอาศัยรูปแบบของการอ้าหรือหุบของขากรรไกรขนาดใหญ่ ในขณะที่การแสดงพลังงานสำรองทั่วไปด้วยเข็มใช้พลังงานน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่สำหรับ HM10 Bulldog กลับเลือกใช้วิธีที่โดดเด่นและมีความซับซ้อนกว่า แต่ใช้พลังงานในการแสดงผลใกล้เคียงกัน และแยกเม็ดมะยมออกเป็น 2 ตัว เพื่อใช้ในการไขลานและตั้งเวลา โดยวางไว้ด้านหลังของตัวเรือน HM10 Bulldog

ผู้สนใจสามารถแวะชมและร่วมสัมผัสเรือนเวลา MB&F ได้อย่างใกล้ชิด ได้แล้วที่ พีเอ็มที เดอะ อาวร์กลาส สาขาสยามพารากอน โทร 0-2129-4777 และ พีเอ็มที เดอะ อาวร์กลาส สาขาศูนย์การค้าเกษรวิลเลจ โทร. 0-2656-1212

รายละเอียดทางเทคนิค

HM10 Bulldog

เรือนเวลาลำดับที่ 10 ‘Bulldog’ จะมากับ 2 เวอร์ชันที่ทำตลาด

รุ่น Ti : ใช้ไทเทเนียมเกรด 5 ในการผลิตตัวเรือน และมาพร้อมกับเข็มชั่วโมงและนาทีทรงโค้งสีน้ำเงิน

รุ่น RT : ใช้ทอง 18k Red Gold และไทเทเนียมในการผลิตตัวเรือน และมาพร้อมกับเข็มชั่วโมงและนาทีทรงโค้งสีดำ

กลไก

กลไกไขลานผลิตโดยทีมงานของ MB&F

ความถี่ในการเดิน : 2.5 เฮิร์ตซ์ (18,000 ครั้งต่อชั่วโมง)

จักรกรอกดีไซน์เอกลักษณ์เฉพาะ ขนาด 14 มิลลิเมตร มาพร้อมกับน็อตแบบดั้งเดิมสำหรับปรับแต่งค่าจำนวน 4 ตัวโดยจะลอยอยู่เหนือหน้าปัดทรงโค้ง

เข็มชั่วโมงและนาทีทรงโค้ง รวมถึงหลักชั่วโมงเคลือบสารเรืองแสง Super-Luminova

ตลับลานแบบเดี่ยวสามารถสำรองพลังงานได้ 45 ชั่วโมง

ชิ้นส่วนกลไกทั้งสิ้น 301 ชิ้นและทับทิม 34 เม็ด

เม็ดมะยมอยู่ในตำแหน่ง 11 นาฬิกาสำหรับไขลาน และเม็ดมะยมในตำแหน่ง 1 นาฬิกาสำหรับตั้งเวลา

ฟังก์ชั่นและการแสดงผล

การแสดงชั่วโมงตรงโดมฝั่งซ้าย (แผ่นอะลูมิเนียมทรงโค้งจะหมุนในแบบ 12 ชั่วโมง)

การแสดงนาทีตรงโดมฝั่งขวา (แผ่นอะลูมิเนียมทรงโค้งจะหมุนในแบบ 60 นาที)

แสดงระดับพลังงานสำรองที่เหลืออยู่ในแบบ 3 มิติ ด้วยการอ้าหรือหุบของขากรรไกร (เมื่อหมดกำลังสำรองในลาน คือ ขากรรไกรหุบลง)

ตัวเรือน

รุ่น Ti : ผลิตจากไทเทเนียมเกรด 5

รุ่น RT : ผลิตจากทองคำเรดโกลด์ 18k และไทเทเนียมเกรด 5

ขนาดตัวเรือน : 54 มิลลิเมตร X 45 มิลลิเมตร X 24 มิลลิเมตร

ระดับการกันน้ำ : 5ATM / 50 เมตร / 160 ฟุต

กระจกแซฟไฟร์

กระจกแซฟไฟร์ 2 ชุดมาพร้อมกับการเคลือบสารกันการสะท้อนแสดงทั้ง 2 ด้าน

สายและตัวรัดสาย

รุ่น RT : หนังวัวแบบ Calf-leather สีน้ำตาลตัดเย็บด้วยมือ และมาพร้อมกับบานพับสี Red Gold ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ

รุ่น Ti : หนังวัวแบบ Calf-leather สีน้ำเงินตัดเย็บด้วยมือ ใช้ระบบตีนตุ๊กแก Velco รวมกับตัวรัดสายที่ผลิตจากไทเทเนียม

ทีมงานที่มีส่วนร่วมในการพัฒนา HM10 Bulldog

แนวคิด : Maximilian Büsser / MB&F

การออกแบบ : Eric Giroud / Through the Looking Glass

การบริการจัดการด้านเทคนิคและการผลิต : Serge Kriknoff / MB&F

งานวิจัย และพัฒนา : Simon Brette, Ruben Martinez and Thomas Lorenzato / MB&F

การพัฒนาระบบกลไก : Simon Brette / MB&F

ตัวเรือน : Riccardo Pescante / Les Artisans Boîtiers

การผลิตกระจกแซฟไฟร์ : Sylvain Stoller / Novo Crystal

การเคลือบสารกันการสะท้อนแสงบนกระจกแซฟไฟร์ : Anthony Schwab / Econorm

ความเที่ยงตรงในการหมุนของล้อ เฟืองและแกนต่างๆ : Paul André Tendon / Bandi, Jean-François Mojon / Chronode, Daniel Gumy / Decobar Swiss, Atokalpa and Le Temps Retrouvé

ระบบสปริงและระบบเชื่อมโยง : Alain Pellet / Elefil Swiss

จักรกรอก : Andreas Kurt / Precision Engineering

สปริงสายใยนาฬิกา : Stefan Schwab / Schwab-Feller

ตลับลาน : Daniel Gumy / Decobar Swiss

แท่นเครื่อง สะพานจักรและหลักชั่วโมง : Benjamin Signoud / Amecap, Alain Lemarchand and Jean-Baptiste Prétot / MB&F, Marc Bolis / 2B8

การขัดแต่งด้วยมือให้กับชิ้นส่วนในระบบกลไก : Jacques-Adrien Rochat and Denis Garcia / C.-L. Rochat

การเคลือบ PVD : Pierre-Albert Steinmann / Positive Coating

บานพับล็อกสาย : G&F Châtelain

เม็ดมะยม : Cheval Frères

พื้นหน้าปัด (เข็มชั่วโมง-นาทีทรงโค้ง) : Hassan Chaïba and Virginie Duval / Les Ateliers d’Hermès Horlogers

การประกอบกลไก : Didier Dumas, Georges Veisy, Anne Guiter, Emmanuel Maitre and Henri Porteboeuf / MB&F

ระบบจักรกลที่ผลิตภายในโรงงาน: Alain Lemarchand and Jean-Baptiste Prétot / MB&F

การควบคุมคุณภาพ : Cyril Fallet / MB&F

บริการหลังการขาย : Thomas Imberti / MB&F

สาย : Multicuirs

บรรจุภัณฑ์ : Olivier Berthon / Soixanteetonze

การขนส่งและการผลิต : David Lamy and Isabel Ortega / MB&F

การตลาดและการสื่อสาร : Charris Yadigaroglou, Virginie Toral and Arnaud Légeret / MB&F

M.A.D.Gallery. : Hervé Estienne and Juliette Duru / MB&F

ฝ่ายขาย : Thibault Verdonckt, Virginie Marchon and Jean-Marc Bories / MB&F

ออกแบบกราฟฟิก : Samuel Pasquier / MB&F, Adrien Schulz and Gilles Bondallaz / Z+Z

ถ่ายภาพนาฬิกา : Maarten van der Ende and Alex Teuscher

ถ่ายภาพบุคคล : Régis Golay / Federal

เว็บมาสเตอร์ : Stéphane Balet / Nord Magnétique, Victor Rodriguez and Mathias Muntz / Nimeo

ภาพยนตร์ : Marc-André Deschoux / MAD LUX and RJ41

เนื้อหา : Suzanne Wong / WorldTempus

MB&F – การก่อกำเนิดจากห้องปฏิบัติการ

ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2005 โดย MB&F ถือเป็นแบรนด์นาฬิกาแห่งแรกของโลกที่มีคอนเซ็ปต์ในการก่อกำเนิดที่มาจากห้องปฏิบัติการ และกับกลไกที่มีความโดดเด่นมากกว่า 20 รุ่นนั้นถือว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญของ Horological and Legacy Machines และนั่นทำให้ MB&F มีการทำงานอย่างต่อเนื่องตามวิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการด้านการสร้างสรรค์อย่าง Maximilian Büsser ในการสร้างสรรค์ภาพเชิงศิลป์แบบเคลื่อนไหวได้ในแบบ 3 มิติด้วยการพลิกแนวคิดในการผลิตนาฬิกาแบบเดิมๆ อย่างสิ้นเชิง

หลังจากที่บริหารแบรนด์นาฬิการะดับหรูนานถึง 15 ปี ในที่สุด Maximilian Büsser ก็ลาออกจากการเป็นกรรมการบริหารที่ Harry Winston เมื่อปี 2005 เพื่อมาสร้างสรรค์แบรนด์ MB&F ที่ย่อมาจาก Maximilian Büsser & Friends โดย MB&F คืองานศิลป์และงานวิศวกรรมระดับจุลภาคที่มีความโดดเด่นในด้านการออกแบบและการสร้างสรรค์ชิ้นส่วนขนาดเล็กด้วยงานฝีมือ เพื่อก่อให้เกิดแนวทางการพัฒนานาฬิกาที่มีความเป็นเลิศผ่านการดึงผู้เชี่ยวชาญในโลกของการปะดิษฐ์นาฬิกาที่มีพรสวรรค์เข้ามาทำงานร่วมกัน นั่นทำให้ Büsser ได้พบทั้งการเคารพต่อวิถีในการทำงานและความสนุกสนานในการทำงานร่วมกับคนเหล่านี้

ในปี 2007 MB&F เปิดตัวนาฬิการุ่นแรกคือ HM1 รูปทรงโดยรวมของ HM1 มากับตัวเรือนแบบ 3 มิติและการขัดแต่งกลไกที่พวกเขาชอบเรียกว่าเครื่องจักร (Engine) อย่างประณีตพร้อมกับตั้งมาตรฐานใหม่สำหรับเรือนเวลาแบบ Hological Machine ที่ฉีกแนวคิดในการพัฒนาเรือนเวลาอย่างสิ้นเชิงที่มีออกมาอย่างต่อเนื่อง กับการเป็นเครื่องจักรที่สามารถบอกเวลา มากกว่าการเป็นเครื่องจักรเพื่อบอกเวลา และนั่นทำให้ผลงาน Hological Machine ของแบรนด์เปิดตัวออกมาหลายรุ่น โดยอ้างอิงจากหลายแนวคิด เช่น เกี่ยวกับการสำรวจอวกาศ (HM2, HM3, HM6), เกี่ยวกับท้องฟ้า (HM4, HM9), เกี่ยวกับถนนหรือการเดินทางภาคพื้นดิน (HM5, HMX, HM8) และเกี่ยวกับน้ำ (HM7)

ในปี 2011 ทาง MB&F ได้เปิดตัวเรือนเวลาจากคอลเล็กชั่น Legacy Machine ที่มากับตัวเรือนทรงกลม ถือเป็นเรือนเวลาที่เป็นมากกว่าความคลาสสิคสำหรับ MB&F เพราะนี่คือ การทำงานเพื่อสดุดีความยอดเยี่ยมในการผลิตนาฬิกาที่เกิดขึ้นในยุคศตวรรษที่ 19 โดยมีการนำระบบกลไกที่มีความซับซ้อนจากนักประดิษฐ์ชั้นเยี่ยมในโลกของนาฬิกาในอดีตมารวมอยู่ด้วยกัน เพื่อสร้างเป็นงานศิลป์สำหรับใช้ตกแต่งที่เรียกว่า Contemporary objects d'art สำหรับโครงการนี้เปิดตัวออกมาด้วยกัน 2 รุ่นคือ LM1 และ LM2 ก่อนที่จะมีรุ่น LM101 ตามออกมา โดยนาฬิกาของ MB&F รุ่นแรกใช้กลไกที่ถูกคิดค้นและพัฒนาโดยทีมงานภายใน (In-House) ของ MB&F เอง การขยายขอบเขตคอลเล็กชั่นของ MB&F มีเพิ่มขึ้นตามมากับรุ่น LM Perpetual, LM Split Escapement และ LM Thunderdome โดยในปี 2019 พวกเขามาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญกับการสร้างสรรค์เรือนเวลารุ่นแรกของ MB&F สำหรับสุภาพสตรี นั่นคือ รุ่น LM FlyingT โดยตามปกติแล้วทาง MB&F จะเลือกระหว่างการเปิดตัวเรือนเวลาในคอลเล็กชั่น Horological Machines ที่มีความโดดเด่นและแตกต่างจากเรือนเวลาแบบเดิมๆ หรือไม่ก็เป็นเรือนเวลาที่ได้รับแรงบันดาลใจมากจากคอลเล็กชั่น Legacy Machines เท่านั้น

และด้วยตัวอักษร F ที่ต่อท้ายชื่อแบรนด์ซึ่งเป็นตัวย่อของคำว่า Friends จึงถือเป็นเรื่องปกติที่เรือนเวลาทุกรุ่นของ MB&F จะถูกพัฒนาร่วมกับบรรดาศิลปิน ช่างผลิตนาฬิกา นักออกแบบ หรือผู้ผลิตที่พวกเขาชื่นชอบอยู่เสมอ และสิ่งนี้ได้นำมาสู่การเปิดตัวคอลเล็กชั่นใหม่อีก 2 รุ่นคือ Performance Art และ Co-Creations ซึ่งเรือนเวลาของคอลเล็กชั่น Performance Art คือ เรือนเวลาของ MB&F ที่ได้รับการปรับแต่งโดยผู้ที่เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ด้านใดด้านหนึ่งจากภายนอกบริษัท

ส่วน Co-Creation จะไม่ใช่นาฬิกาข้อมือ แต่เป็นเรือนเวลาในรูปแบบอื่นๆ แทน และถือเป็นงานวิศวกรรมและการสร้างสรรค์ด้วยงานฝีมือโดยผู้ผลิตที่มีความโดดเด่นไม่เหมือนใครในสวิตเซอร์แลนด์ โดยที่ต้นทางของแนวความคิดและงานออกแบบมาจาก MB&F ซึ่งเครื่องบอกเวลาที่อยู่ในส่วนของ Co-Creation ก็เช่น นาฬิกาที่สร้างสรรค์ร่วมกับ L'Épée 1839 ส่วนการสร้างสรรค์ผลงานจักรกลเชิงศิลป์ในรูปแบบอื่นๆ จะเป็นการทำงานร่วมกับ Reuge และ Caran d’Ache

เพื่อให้ผลงานทั้งหมดของแบรนด์จัดวางอยู่บนแพล็ตฟอร์มที่เหมาะสม Büsser มีแนวความคิดในการนำผลงานเหล่านี้มาจัดแสดงในหอศิลป์ร่วมกับผลงานจักรกลเชิงศิลป์ของศิลปินคนอื่นๆ มากกว่าที่จะวางโชว์บนตามตู้โชว์ของตัวแทนจำหน่ายเหมือนกับระบบการจัดแสดงในแบบเดิมๆ และสิ่งนี้ได้นำไปสู่การสร้างสรรค์แกลอรี่แห่งแรกของ MB&F ที่มีชื่อว่า M.A.D.Gallery (M.A.D. ย่อมาจาก Mechanical Art Devices) ที่เมืองเจนีวา ซึ่งในเวลาต่อมา M.A.D.Gallery ได้เปิดตัวตามเมื่อต่างๆ ทั่วโลก เช่น ไทเป ดูไบ และฮ่องกง

แน่นอนว่าผลงานของ MB&F ที่ถูกสร้างสรรค์ออกมานั้นได้รับการยอมรับจากทั้งผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกา และเวทีในการแจกรางวัลต่างๆ ซึ่งรางวัลที่ได้รับตลอดการทำงานนั้นถือเป็นเครื่องยืนยันถึงพลังแห่งความคิดในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีอยู่ใน MB&F นั้นได้พาแบรนด์เดินทางมาไกลขนาดไหน ตัวอย่างของรางวัลที่ได้รับก็มีเช่น การคว้ารางวัล Grand Prix Award จากการจัดงานที่มีชื่อเสียงอย่าง Grand Prix d'Horlogerie de Genève ไม่ต่ำกว่า 5 รางวัล

โดยในปี 2019 สามารถคว้ารางวัล Best Ladies Complication สำหรับนาฬิการุ่น LM Flying T ในปี 2016 นาฬิการุ่น LM Perpetual คว้ารางวัล Best Calendar Watch award ตามด้วยในปี 2012 นาฬิการุ่น  Legacy Machine No.1 คว้าทั้งรางวัล Public Prize (ผ่านการโหวตของแฟนนาฬิกาทั่วโลก) และ Best Men’s Watch Prize (ซึ่งเป็นการลงคะแนนของคณะกรรมการที่ถูกคัดเลือกในงานนั้นๆ) ในปี 2010 MB&F รับรางวัล Best Concept and Design Watch สำหรับนาฬิการุ่น HM4 Thunderbolt และในปี 2015  MB&F รับรางวัล Red Dot ในสาขา Best of the Best award ซึ่งถือเป็นรางวัลสูงสุดสำหรับเวทีแจกรางวัลระดับนานาชาติอย่าง Red Dot Awards ซึ่งรางวัลนี้ตกเป็นของ HM6 Space Pirate

‘Bulldog’ เรือนเวลาลำดับที่ 10

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI