
ครบรอบ 11 ปี สำนักงาน กศน. “มุ่งนำประชากรวัยเรียนที่อยู่นอกระบบการศึกษา ให้กลับเข้ามารับการศึกษา” 1 ใน 6 นโยบายเร่งด่วนของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ “ยูเนสโก” หนุนให้ขยายผลสู่อาเซียน
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การศึกษาแก่ผู้ใหญ่ที่ไม่รู้หนังสือให้สามารถอ่านออกเขียนได้ ซึ่งต่อมาได้มีการพัฒนาโดยลำดับเป็นกรมการศึกษานอกโรงเรียน เมื่อ พ.ศ.2522
สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย หรือ “สำนักงาน กศน.” มีพัฒนาการมาจากกองการศึกษาผู้ใหญ่ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ.2483 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การศึกษาแก่ผู้ใหญ่ที่ไม่รู้หนังสือให้สามารถอ่านออกเขียนได้ ซึ่งต่อมาได้มีการพัฒนาโดยลำดับเป็นกรมการศึกษานอกโรงเรียน เมื่อ พ.ศ.2522 และปรับเปลี่ยนเป็นสำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน ใน พ.ศ.2546
จนกระทั่ง พ.ศ.2551 พระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ซึ่งได้ประกาศและมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2551 จึงมีการปรับเปลี่ยนเป็น สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย หรือ “สำนักงาน กศน.” ในปัจจุบัน ภายใต้วิสัยทัศน์ “คนไทยได้รับโอกาสการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ สามารถดำรงชีวิตที่เหมาะสมกับช่วงวัย สอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และมีทักษะที่จำเป็นในโลกศตวรรษที่ 21”
นายศรีชัย พรประชาธรรม เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (เลขาธิการ กศน.) กล่าวว่า สำนักงาน กศน. มีหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุนการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ให้ประชาชนได้ศึกษาต่อเนื่องตลอดชีวิต เพื่อให้มีความรู้ และมีทักษะในการประกอบอาชีพ โดยการจัดการศึกษา 3 ด้านประกอบด้วย 1.การศึกษานอกระบบ 2.การศึกษาต่อเนื่อง 3.การศึกษาตามอัธยาศัย
การให้การศึกษา ทั้ง 3 ด้าน มุ่งให้ความรู้ ทักษะอาชีพ รวมถึงการสร้างกระบวนการเรียนรู้ด้วยตัวเอง
การศึกษานอกระบบ เป็นการจัดการศึกษาเพื่อให้เยาวชน และประชาชน ผู้ที่อยู่นอกระบบโรงเรียนได้เรียน และมีความรู้พื้นฐานเทียบเท่าในระบบโรงเรียน หลักสูตรที่ใช้อยู่ในขณะนี้เป็นหลักสูตรแกนกลาง คือ หลักสูตรการศึกษานอกระบบ ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 มี 3 ระดับ ได้แก่ ประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย โครงสร้างหลักสูตรประกอบด้วยวิชาบังคับ และวิชาเลือก ซึ่งแต่ละรายวิชาจะมีมาตรฐานและตัวบ่งชี้ระบุอยู่ชัดเจน ผู้จบการศึกษามีศักดิ์และสิทธิ์เทียบเท่ากับการศึกษาในระบบโรงเรียนทุกประการ
ส่วนการศึกษาต่อเนื่อง เป็นการจัดสอนใช้เชิงของทักษะอาชีพ หรือพัฒนาอาชีพ หรือวิชาชีพพื้นฐาน เพื่อให้ประชาชนมีอาชีพ การพัฒนาจะเป็นการสร้างหลักสูตรให้เป็นไปตามความต้องการของผู้เรียน ปัจจุบันมีหลักสูตร Digital Literacy ที่จะเป็นหลักสูตรอาชีพต่อเนื่องไปจนถึงออนไลน์ จะมีการเชื่อมโยงกัน เช่น อาชีพจักสาน อาจจะเรียน 5,10 หรือ 20 ชั่วโมง จะไปเชื่อมกับหลักสูตร E-Commerce หรือเชื่อมหลักสูตร Digital Literacy ที่จะทำให้รู้จักการใช้ออนไลน์ ใช้โทรศัพท์ จนถึงการตลาด การขึ้น web เพื่อขายออนไลน์ เป็นต้น
การศึกษาตามอัธยาศัย เป็นการจัดบรรยากาศการเรียนรู้ให้ประชาชน หรือผู้รับบริการได้เกิดกระบวนการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ผ่านสื่อ กระบวนการ เทคโนโลยี เช่น ระบบการเรียนการสอนทางไกล การเรียนผ่านระบบดิจิทัล นิทรรศการห้องสมุด ศูนย์วิทยาศาสตร์ ศูนย์ฝึกอาชีพ เพื่อให้ประชาชนหรือผู้รับบริการได้ศึกษาหาความรู้ได้ด้วยตนเองตามความต้องการ เช่น ประชาชนต้องการเรียนรู้อะไร หรือเนื้อหาใดที่ประชาชนควรรู้ ก็สามารถจัดเนื้อหาสาระในรูปแบบของนิทรรศการ หรือการเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้ เพื่อให้เกิดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เชื่อมโยงกับการพัฒนาทักษะอาชีพ นำไปใช้ประโยชน์ในการเทียบโอนของการศึกษาพื้นฐาน ที่สำคัญคือต้องตรงกับความต้องการของผู้เรียน หน่วยงาน และของรัฐบาล เช่น เรื่อง Smart Farmer โดยนำโครงการไทยนิยมยั่งยืน เป็นตัวตั้ง หรือเรื่อง Digital Literacy เป็นต้น
กศน. มุ่งขับเคลื่อน 6 นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เลขาธิการ สำนักงาน กศน. กล่าวถึงการดำเนินงานที่สำคัญๆ ของสำนักงาน กศน. ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาว่า สำนักงาน กศน. ได้ขับเคลื่อนนโยบาย 6 ประการของ พลเอก สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สู่การปฏิบัติ ได้แก่
1.การดำเนินงานโครงการชุมชนต้นแบบตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน โดยสามารถขยายผลชุมชนต้นแบบเพื่อให้เป็นชุมชนที่มีความเข้มแข็ง พึงพาตนเองได้ทั้งด้านอาชีพ และรายได้ จำนวน 7,396 ชุมชน หรือคิดเป็นร้อยละ 99
2.แนวทางการขยายผลการดำเนินงานแก้ไขปัญหาประชากรวัยเรียนที่อยู่นอกระบบการศึกษา โดยใช้กลวิธี “เคาะประตูบ้าน รุกถึงที่ ลุยถึงถิ่น” จัดเก็บข้อมูล และวิเคราะห์ผู้เรียน เพื่อหาสาเหตุและความต้องการในการเรียนรู้ และจัดหาที่เรียนให้แก่กลุ่มเป้าหมาย ทั้งในระบบ และนอกระบบจนจบการศึกษา โดยบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกหลายหน่วย ตลอดจน 5 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพัฒนาความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อนำประชากรวัยเรียนที่อยู่นอกระบบการศึกษากลับเข้าสู่ระบบการศึกษา
3.การขยายผลการอบรมหลักสูตรการค้าออนไลน์ โดยจัดการส่งเสริมร้านค้าออนไลน์ อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงศูนย์จำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ออนไลน์ กศน.หรือที่เรียกว่า ONIE Online Commerce Center : OOCC ซึ่งขณะนี้มีผลการดำเนินงานเป็นที่น่าพอใจ สามารถดำเนินการได้แล้วกว่า 1 แสนราย โดยจะทำให้ครบทุกตำบลโดยเร็ว สิ่งที่ต้องเติมเต็มคือการจัดทำระบบการติดตาม ช่องทางการติดต่อ พร้อมให้คำปรึกษาแก่ประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมการทำงานร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายให้มากขึ้น
4.การส่งเสริมให้ประชาชนอ่านออกเขียนได้ เพื่อให้ประชานได้รู้หนังสือ รวมถึงประชาชนบนพื้นที่สูง กลุ่มชาติพันธุ์ ประชาชนที่อยู่อาศัยตามแนวตะเข็บชายแดน ที่ใช้ภาษาและมีวัฒนธรรมของตนเอง ให้สามารถพูด อ่าน เขียนภาษาไทยได้ให้ครบทุกทักษะของกระบวนการสื่อสาร
5.การรณรงค์เรื่องการเพิ่มอัตราการอ่าน โดยสามารถใช้ห้องสมุดประชาชนซึ่งมีอยู่กว่า 900 แห่งทั่วประเทศ ปัจจุบันมียอดใช้บริการห้องสมุดประชาชนปีละกว่า 4 แสนคน นอกจากนี้ห้องสมุดประชาชน กศน. ยังมีความทันสมัย มีห้องสมุดเคลื่อนที่เข้าไปบริการถึงชุมชน
6.การส่งเสริมดูแลสุขภาวะและสุขอนามัยของประชาชนในชุมชน นอกจากการส่งเสริมการศึกษาตลอดชีวิตแล้ว กศน. ยังได้สานต่อนโยบาลของ พลเอก สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศธ. ที่มีความห่วงใยในสุขภาวะและอนามัย รวมถึงการมีสุขภาพ และคุณภาพชีวิตที่ดี ของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล โดยมอบหมายให้ สำนักงาน กศน.จังหวัด กศน.อำเภอ และ กศน.ตำบลทุกแห่งทีมีพื้นที่ จัดให้ประชาชนได้ใช้เพื่อการออกกำลังกาย ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาในแต่ละภูมิภาค ของ กศน.ก็จะดูแลในเรื่องของสุขภาพ โดยจัดเครื่องออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ และทักษะกีฬาเบื้องต้น
“ยูเนสโก” ชื่นชมการนำประชากรวัยเรียนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา พร้อมผลักดันเข้าสู่ที่ประชุมอาเซียนเพื่อเป็นตัวอย่างแก่ประเทศอื่นๆ
นายศรีชัย ยังได้กล่าวถึงการนำประชากรวัยเรียนอายุระหว่าง 3-18 ปี ที่อยู่นอกระบบการศึกษา กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ว่า เป็น 1 ใน 6 นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่ได้มอบหมายให้สำนักงาน กศน. เป็นผู้ขับเคลื่อน โดยได้เริ่มที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จนประสบความสำเร็จ สำนักงาน กศน. ได้มอบหมายให้สำนักงาน กศน.จังหวัดทั่วประเทศ นำผลสำเร็จที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไปบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขยายผลไปทั่วประเทศ
“ในปี 2561 การทำงานในเชิงบูรณาการได้เริ่มในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ได้แก่ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สำนักงาน กศน. ได้ผนึกกำลังกับผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ร่วมกันประกาศปฏิญญาที่จะนำประชากรวัยเรียนที่อยู่นอกระบบการศึกษากลับเข้าสู่ระบบการศึกษา โดยได้บูรณาการกับผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้อำนวยการสำนักงานพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ผู้อำนวยการสำนักงานพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โดย ศูนย์ประสานงานและบริหารการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กระทรวงศึกษาธิการส่วนหน้า) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (ดูแลการศึกษาด้านอิสลามศึกษา) เพราะฉะนั้นผู้นำศาสนาจะมีการพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อเข้าไปให้ถึงประชากรวัยเรียน ซึ่งแต่เดิมมีอยู่ประมาณกว่า 4 หมื่นคน เมื่อสิ้นปี 2561 มีการสรุปว่า สามารถนำประชากรกว่า 38,000 คนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา คิดเป็นร้อยละ 85 จากนั้นก็ได้ติดตามส่วนที่เหลืออย่างต่อเนื่อง”
นายศรีชัย กล่าวถึงการเตรียมการเมื่อได้รับการชื่นชมจากผู้แทนยูเนสโกว่าเป็นโครงการที่ดี ควรนำไปขยายผลทำในพื้นที่อื่น รวมทั้งอาเซียน ว่า ปัญหาประชากรวัยเรียนที่อยู่นอกระบบการศึกษาจะถูกหยิบยกขึ้นสู่เวทีอาเซียน ซึ่งจะเกิดขึ้นในคราวที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพอาเซียนในปี 2562 เรื่องประชากรวัยเรียน ของกระทรวงศึกษาธิการจึงถูกเลือกบรรจุไว้ในวาระการประชุมอาเซียนดังกล่าว ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาเตรียมการ เพื่อที่จะนำข้อมูล ประเด็นการทำงานร่วมกัน เป็นประเด็นที่จะปรึกษาหารือในที่ประชุมอาเซียน ซึ่งคาดว่าจะมีการประชุมในเวทีคู่ขนานในปลายปี 2562 (ประมาณ พ.ย. หรือ ธ.ค.2562) สำนักงาน กศน. ก็ได้มีการเตรียมการจัดเตรียมข้อมูล ความก้าวหน้า และพัฒนาการการนำประชากรวัยเรียนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาที่ได้มีการขยายผลไปยังภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทย เข้าสู่ที่ประชุมกระทรวงศึกษาธิการ ที่ประชุมร่วม 6 กระทรวง และเข้าสู่ที่ประชุมอาเซียนต่อไป
กศน. ยึดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป็นแนวทางในการทำงาน เพื่อปรับเปลี่ยนตัวขีดความสามารถสมรรถนะของประชาชนไทย
เลขาธิการ สำนักงาน กศน. กล่าวในตอนท้ายว่า ผู้ที่จบหลักสูตรการศึกษาของสำนักงาน กศน. จะมีมาตรฐานเทียบได้กับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เทียบได้กับการศึกษาสายอาชีพ ซึ่งมีมาตรฐานตามแต่ละอาชีพ เป็นคุณภาพที่สามารถสร้างงานสร้างรายได้ ตัวอย่างเช่น การฝึกอาชีพเกษตรธรรมชาติ (ศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมวัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ชลบุรี) จนมีรายได้สามารถซื้อที่ดินเป็นของตนเองได้ เลี้ยงครอบครัวได้ ศิษย์เก่า กศน. สามารถเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา เป็นแพทย์ เป็นผู้พิพากษาอยู่ในกระบวนการยุติธรรม จึงเชื่อมั่นได้ว่าการศึกษาของ กศน. จะเป็นโซ่ร้อยโอกาสของชีวิตประชาชนได้อย่างแน่นอน และสามารถเดินทางไปสู่เป้าหมายของชีวิตได้
“ขอขอบคุณพี่น้องข้าราชการครู และบุลากรทางการศึกษาของ กศน. พี่น้องประชาชนที่เกี่ยวข้องที่ส่งเสริมสนับสนุนให้บุตรหลานได้เข้าศึกษากับ กศน. รวมถึงหน่วยราชการและเอกชนที่ได้บูรณาการการทำงานร่วมกันมาตลอด 11 ปี ซึ่ง กศน. ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ครู กศน. ก็อยู่ในชุมชน งานที่ กศน. จะได้ทำในวันนี้และวันข้างหน้าอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนตัวขีดความสามารถสมรรถนะของประชาชนไทยให้สามารถแข่งขันได้ สามารถสร้างทักษะความรู้ได้ และให้สามารถมีอาชีพ มีงานทำ สิ่งเหล่านี้เป็นทิศทางที่ สำนักงาน กศน. จะได้ดำเนินการต่อไป และถือว่าเป็นห้วงเวลาที่สำคัญ เนื่องจากเป็นช่วงของการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนเทคโนโลยีที่ค่อนข้างเร็ว กศน. จะต้องปรับรูปแบบของการเรียนรู้ให้เข้ากับยุคสมัย และเป็นทิศทางที่ กศน. จะต้องก้าวเดินต่อไป” นายศรีชัย พรประชาธรรม เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (เลขาธิการ สำนักงาน กศน.) กล่าวในตอนท้าย
ในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงาน กศน.ครบรอบ 11 ปี ในวันที่ 4 มีนาคม 2562 นี้ ถือเป็น 11 ปี ที่ต่อเนื่องจากก้าวย่างในยุคบุกเบิก เกือบ 80 ปีที่ผ่านมา ด้วยสถานะที่แตกต่างกันไปในแต่ละห้วงเวลา แต่บทบาทภารกิจยังคงมุ่งสู่การส่งเสริมการศึกษาตลอดชีวิตแก่ประชาชนทุกช่วงวัย ให้เข้าถึงโอกาสทางการศึกษา ชดเชย เติมเต็ม เยียวยา เพื่อเดินหน้าลดความเหลื่อมล้ำในสังคม สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ให้เกิดในทุกชุมชนทั่วทุกหัวระแหงบนแผ่นดินไทย







