
ประกาศผล “จังหวัดสะอาด” จัดการขยะมูลฝอยยอดเยี่ยมประจำปี 60
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบรางวัลการบริหารจัดการขยะมูลฝอย “จังหวัดสะอาด” ระดับประเทศประจำปี 2560
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานพิธีมอบรางวัลการบริหารจัดการขยะมูลฝอยชุมชน "จังหวัดสะอาด" ระดับประเทศ ประจำปี 2560
เมื่อวันที่ 9 ต.ค. เวลา 10:30 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีมอบรางวัลการบริหารจัดการขยะมูลฝอยชุมชน "จังหวัดสะอาด" ระดับประเทศ ประจำปี 2560 จำนวน 18 จังหวัด ได้แก่ ระดับประเทศ จำนวน 4 จังหวัด และระดับกลุ่มจังหวัด จำนวน 14 จังหวัด โดยมี พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พลเอก วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้แทนส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และเครือข่ายประชารัฐที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การคัดแยกขยะต้องเริ่มต้นจากประชาชน สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างจิตสำนึกโดยเริ่มต้นจากในบ้านของเราทุกคน เมื่อบ้านสะอาด หน้าบ้านก็ต้องสะอาดด้วย รวมถึงสถานที่สาธารณะ ที่ทำงาน ขอให้ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และทุกกระทรวง ทุกหน่วยงานต้องช่วยกัน ทั้งส่วนภูมิภาคและในกรุงเทพมหานคร เพื่อให้ประเทศไทยสะอาด เป็นเมืองท่องเที่ยวที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยว การบริหารจัดการขยะต้องเริ่มต้นจากต้นทาง กลางทาง และปลายทาง ขอให้ทุกคนนำไปปฏิบัติ และเร่งสร้างการรับรู้ให้กับประชาชนให้กว้างขวางมากขึ้น รวมทั้งส่งเสริมภาคีประชารัฐ และจิตอาสาในเรื่องการลดและคัดแยกขยะมูลฝอยที่ครัวเรือนและในชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำกลับไปใช้ประโยชน์ใหม่ให้เกิดประโยชน์และเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อน รวมถึงการส่งเสริมจิตสำนึกให้แก่เด็ก เยาวชน คนรุ่นใหม่ได้เข้าใจและเชิญชวนสมาชิกในบ้านร่วมกันแยกขยะ และขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดให้ความสำคัญและนำนโยบายเรื่องการบริหารจัดการขยะไปปฏิบัติในพื้นที่ให้บังเกิดผลเป็นรูปธรรม และกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการบริหารจัดการเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาขยะให้มีความยั่งยืนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศต่อไป และสุดท้ายขอขอบคุณทุกหน่วยงาน และประชาชนทุกคนที่ร่วมกันแยกขยะ และทำให้บ้านเมืองมีความสะอาดนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กล่าวว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2559 เห็นชอบแผนปฏิบัติการ “ประเทศไทยไร้ขยะ” ตามแนวทาง “ประชารัฐ” ประจำปี พ.ศ. 2559 – 2560 มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่สังคมปลอดขยะ (Zero Waste Society) โดยให้จังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินงานเกี่ยวกับการจัดการขยะมูลฝอยตามแผนปฏิบัติการดังกล่าว ให้บังเกิดผลเป็นรูปธรรม มีเป้าหมาย คือ ปริมาณขยะมูลฝอยที่เข้าสู่ระบบกำจัดที่ปลายทางลดลงร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2559 และร้อยละ 100 ของหมู่บ้าน/ชุมชนทั่วประเทศ มีการจัดตั้ง “จุดรวมขยะอันตราย” อย่างน้อยหมู่บ้าน/ชุมชนละ 1 แห่ง และดำเนินการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการดังกล่าว ผ่านกลไกความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในลักษณะ “ประชารัฐ” คือ ภาคราชการ ภาคการศึกษา ภาคศาสนา ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม/ประชาชน ตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหมู่บ้าน/ชุมชน ภายใต้หลักการ “3Rs" คือ Reduce Reuse Recycle หรือ หรือ 3 ช คือ ใช้น้อยลง ใช้ซ้ำ และนำกลับมาใช้ใหม่” โดยให้เริ่มดำเนินการคัดแยกขยะมูลฝอยในพื้นที่ส่วนราชการทุกแห่ง เพื่อเป็นต้นแบบ และขยายผลไปยังหมู่บ้านและชุมชนในพื้นที่ รวมทั้งให้รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสถานที่สำคัญต่าง ๆ เช่น สถานที่สาธารณะ แหล่งท่องเที่ยว ถนนสายหลักและถนนสายรองในพื้นที่ ตลอดจนกำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นวางแผนระบบการเก็บและขนขยะมูลฝอยให้สอดคล้องกับการคัดแยกขยะมูลฝอยของประชาชนในพื้นที่ซึ่งกระบวนการจัดการขยะมูลฝอยทั้งหมดนี้ ส่งผลให้ปริมาณขยะมูลฝอยก่อนเข้าสู่ระบบกำจัดที่ปลายทางลดลง ร้อยละ 5.25 เมื่อเทียบกับปริมาณขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2559 และมีการจัดตั้ง “จุดรวมขยะอันตราย” ในหมู่บ้าน/ชุมชน จำนวน 65,842 แห่ง จากจำนวนหมู่บ้าน/ชุมชน จำนวน 85,416 แห่ง
คิดเป็นร้อยละ 77.1
สำหรับจังหวัดที่มีผลการปฏิบัติงานด้านการบริหารจัดการขยะมูลฝอยชุมชนดีเด่น จำนวน 18 จังหวัด ได้แก่ ระดับประเทศ จำนวน 4 จังหวัด ประกอบด้วย รางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 จังหวัดลำพูน รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 จังหวัดพิจิตร รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 จังหวัดลพบุรี และรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 3 จังหวัดตรัง ระดับกลุ่มจังหวัด จำนวน 14 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดแพร่ จังหวัดสตูล จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดปทุมธานี จังหวัดชุมพร จังหวัดบึงกาฬ จังหวัดสุโขทัย จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดจันทบุรี







