
7 พรรคการเมือง โชว์วิสัยทัศน์ “เศรษฐกิจไทยจะก้าวผ่านอย่างไร?"
เครือเนชั่น จัดสัมมนา Thailand Survival ไทย..จะรอดอย่างไรในวิกฤติโลก เศรษฐกิจไทยจะก้าวผ่านอย่างไร? โดยมีตัวแทนจาก 7 พรรคการเมือง ร่วมแสดงวิสัยทัศน์
ในวันที่ 1 สิงหาคม ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ งานสัมมนาภายใต้หัวข้อ ‘สัมมนา Thailand Survival ไทย..จะรอดอย่างไรในวิกฤติโลก เศรษฐกิจไทยจะก้าวผ่านอย่างไร? ที่จัดโดยเครือเนชั่น ได้รับความร่วมมือจาก ตัวแทนจาก 7 พรรคการเมือง ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ ในหัวข้อ “เศรษฐกิจไทยจะก้าวผ่านอย่างไร?”
นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนา กล่าวว่า ภาพรวมที่เกิดขึ้นกับไทย คือโลกและตัวเรา จึงได้เสนอแนวทางของไทยเป็น 2 ส่วน เริ่มที่ปัญหาเฉพาะหน้า วันนี้เศรษฐกิจมีปัญหาเงินเฟ้อ สงคราม จะหวังจากนักลงทุนก็ลำบาก นักท่องเที่ยวที่เคยเข้ามามากตอนนี้ก็น้อย ดังนั้นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม SME ที่มีความเป็นห่วงหากอยู่ไม่ได้ แล้ววันหนึ่งนักท่องเที่ยวกลับมาจะทำอย่างไร วันนี้การกระตุ้นเศรษฐกิจที่เร็วที่สุดคือท่องเที่ยว เขาไม่ต้องการความเชื่อมั่นอะไรยาวๆ เหมือนนักลงทุน แค่มาเที่ยวแล้วปลอดภัย รวมถึงเสริมความง่ายในการเข้าประเทศ จะช่วยหนุนในส่วนนี้ได้มาก ในส่วนของเรื่องสินค้าราคาแพง ไฟฟ้าจะขึ้นราคาอีก รัฐบาลต้องลงมาช่วยเรื่องสินอุปโภคบริโภคอย่างจริงจัง และพลังงานที่แพงอย่างควบคุมไม่ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้คือการประหยัดพลังงานอย่างจริงจัง
ขณะที่ช่วงฟื้นฟูหลังเกิดวิกฤตโควิด-19 เราจะต้องเตรียมการให้เข้ากับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไป และประเทศไทยต้องหาตัวตนของตนเอง โดยนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภเสนอใน 5 เรื่องใหญ่ คือ หาตัวตนหาจุดแข็งของไทยและนำมาใช้ โดยมองว่าจุดแข็งของเราคือการเกษตร อาหาร ท่องเที่ยว ถัดมาคือต้องรีสตาร์ทเรื่องพลังงาน ควรหันมาใช้พลังงานเป็นหลัก ส่วนผู้สูงอายุ ปัจจุบันมีอยู่ถึง 12 ล้านคนซึ่งคาดว่าในอนาคตมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้น
ดังนั้นต้องเปลี่ยนผู้สูงวัยให้เป็นพลังของประเทศ ปรับโครงสร้างการเกษียน สนับสนุนนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มขีดการแข่งขันของประเทศ และสุดท้ายใช้ความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ เราต้องมีนโยบายการฑูตอยู่ตรงกลาง เข้าได้กับทุกฝ่าย ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจได้ ทั้งนี้ใกล้จะมีการเลือกตั้งและหลังจากนั้นคนจากสายการเมืองสำคัญที่สุด รัฐบาลจะต้องมีเสถียรภาพ มีความมั่นคง ทันสมัยเข้าใจโลก เข้าใจเศรษฐกิจ มีพื้นฐานเทคโนโลยี มีความเป็นมืออาชีพด้านการเมืองเท่านั้นถึงจะช่วยประเทศได้
ทางด้าน ดร.พิสิฐ ลี้อาธรรม ประธานนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ ชี้ถึงแนวทางการรับมือปัญหาในอนาคตรวมถึงปัญหาสังคมผู้สูงวัย ซึ่งปัจจุบันคนวัยทำงานมีน้อยลงโดยเฉพาะในธุรกิจที่ต้องประสบกับปัญหาดังกล่าว พร้อมแนะอุตสาหกรรมต่างๆต้องปรับตัว นอกจากนี้ยังต้องให้ความสำคัญด้านการศึกษา ให้ความรู้ด้านการเงิน ซึ่งเป็นต้นตอของการเกิดหนี้ครัวเรือน เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจต่างๆมีความรู้เรื่องการบริหารการเงินและแก้ปัญหาหนี้เพื่อรองรับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานกรรมการด้านเศรษฐกิจ พรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า พรรคไทยสร้างไทยพร้อมเสนอตัวเป็นความหวังในการฟื้นเศรษฐกิจประเทศโดยเริ่มตั้งแต่คนตัวเล็ก ซึ่งในสภาวะเช่นนี้มีคนอยู่ 2 กลุ่ม คือ คนที่อยู่ในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และขนาดเล็ก ทุกวันนี้เราแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยการจ่ายเงิน แต่ไม่ได้มองว่าทำยังไงให้เขามีรายได้ เรามองแต่ GDP ซึ่ง 30% ก็มาจากการส่งออก และบริษัทขนาดใหญ่ ก็ส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่บริษัทสัญชาติไทย
ทางออกมี 3 ประเด็นคือ ตอนนี้เราต้องให้โอกาสอุตสาหกรรมไทยและ SMEs ได้ BOI ง่ายขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขาได้เติบโตในประเทศ และส่งเสริมให้อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ไปแข่งขันต่างประเทศ เพื่อไม่มาปิดทับโอกาสของธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก
ต่อมาเราต้องดูความถนัดของประเทศ บ้านเราถนัดด้านเกษตร อาหาร สุขภาพ ไลฟ์สไตล์ เรามีเทคโนโลยีมากมายที่จะมาส่งเสริมคุณภาพการผลิตและลดต้นทุนการเกษตร เช่น ดาวเทียมเพื่อหาโซนนิ่งในการทำเกษตร มาจับคู่กับความต้องการของตลาดให้ถูก พัฒนาการขนส่งและจัดการน้ำ ส่งเสริมโปรเจคทำปุ๋ยจากแร่โปแทสเซียมที่มีอยู่มากใน จ.ชัยภูมิ
และสุดท้าย คือ เราต้องลดกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรคในการทำมาหากิน เช่น เครื่องสำอางไทยไทยก็สู้เกาหลีได้ แต่เราติดขัดเพราะกฎเกณฑ์ เช่น อย. ควรให้ดูเฉพาะยารักษาโรค แต่สินค้าอื่นๆ เช่น อาหาร น้ำ ให้ใช้กฎหมายอื่นดูแล เช่น กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อลดขั้นตอนการขอใบอนุญาต และให้ง่ายต่อการทำมาหากิน
นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคสร้างอนาคตไทย กล่าวว่า ทางออกของประเทศไทย ที่วันนี้เราอยู่ในวิกฤติโคม่า สภาพประเทศไทยที่ผ่านมาเราเจอมาหลายวิกฤต ล่าสุดคือโควิด-19 และสงครามการค้า ทั้งนี้ 8 เดือนสุดท้ายกับอนาคต 4 ปี ตนในฐานะเคยอยู่ในรัฐบาลรู้จุดอ่อนจุดแข็งรัฐบาลพอสมควร ขอเสนอ 5 ทางออกให้กับรัฐบาล คือ ความเข้มแข็งจากภายใน/การพึ่งพาตนเอง,การดูแลค่าของชีพ, การอุดหนุนให้การช่วยเหลืออย่างมีเป้าเฉพาะ เลิกแจกเงิน เข้าดูแลกลุ่มเปราะบาง การแย่งคนละครึ่งหมดเวลาแล้ว เงินมีน้อยอย่าไปใช้กับคนที่มีโอกาส ,การจัดการหนี้ และการปรับโครงสร้างการทำงานของคณะรัฐมนตรี (ครม.)
นอกจากนี้ยังขอเตือนรัฐบาลในช่วง 8 เดือนสุดท้าย คือโครงสร้างการทำงานของรัฐบาล ซึ่งมีคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจแยกส่วนกัน ตอนนี้วิกฤตของชาติใหญ่กว่าจะมองเฉพาะพรรคหรือกระทรวง ซึ่งตนยังมองไม่เห็นการทำงานแบบวอรูม การเกาะติดบูรณาการหรือการสร้างสรรค์แนวคิด และเกาะติดแนวคิดเพื่อแก้ปัญหารักษาเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากนี้ยังใกล้เลือกตั้งมีความเป็นห่วงว่าจะเป็นการบริหารเชิงหาเสียงและประชานิยม ซึ่งจะเป็นการซ้ำเติมประชาชนประเทศไทย
นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เลขาธิการพรรคกล้า กล่าวว่า ระบุว่า วิกฤติที่เผชิญอยู่ขณะนี้เป็นวิกฤติแบบฉับพลัน วิธีและเครื่องมือในปัจจุบันใช้ไม่ได้อีกต่อไป พร้อมเสนอทฤษฎี "ไม้เสียบลูกชิ้น" ออกกฎหมายหนุนเรื่องเด่นของประเทศ อย่างการท่องเที่ยวที่เป็นรายได้หลักของประเทศ , ส่งเสริมเรื่อง EV , เกษตรกรรม เปลี่ยนโฉมระบบราชการ อย่าคิดว่าเอกชนเป็นเพื่อนและหวังแค่เอกชนจะได้กำไรอย่างเดียว
ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า โจทก์วันนี้คือเศรษฐกิจของประเทศไทยจะก้าวเป็นอย่างไร เพราะหากปล่อยให้ก้าวไปตามยถากรรมจะเป็นก้าวที่เจ็บปวด ดังนั้นเพื่อไทยขอเสนอ 6 ก้าวสำคัญที่จะให้ประเทศไทยก้าวข้ามวิกฤต ได้ใน 6 เดือน และจะเจ็บตัวน้อยที่สุด
เริ่มที่เงินเฟ้อ ต้องเข้าไปแก้ปัญหาเรื่องซับพลาย เราไม่สามารถสั่งรัสเซียหยุดรบ หรือสั่งให้มีการผลิตน้ำมันเพิ่ม ให้ดังนั้นคือการใช้ยาครอบจักรวาล ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่ต้องขึ้นอย่างละมุนละม่อมรอรายได้ที่จะเข้ามาปลายปีคือการท่องเที่ยว ซึ่งจะต่อเนื่องกันโดยรัฐบาลต้องอัดฉีดมาตรการ เพื่อดึงดูดการท่องเที่ยว
ต่อมาคือต้องลดต้นทุนการผลิต กระตุ้นการจ้างงาน หากเพื่อไทยเป็นรัฐบาลวันนี้เราจะมีสินเชื่อเพื่อกระตุ้นการจ้างงาน มีมาตรการช่วยเอกชนเรื่องค่าจ้าง จากการมีต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมัน ต้องมีทลายกับดักหนี้ครัวเรือน ซึ่งเป็นกับดักระเบิดลูกใหญ่ และถูกเร่งปฏิกิริยาจากกันปรับดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ดังนั้นภาครัฐจะต้องซื้อเวลาและช่วยในเวลาสั้นคือ การพัก รวม ยื่น ลดหนี้ รวมทั้งการปรับโครงสร้างหนี้
จากนั้นต้องนำให้ไทยเป็นผู้นำอาเซียนในการเป็นสะพานเชื่อมโลก หากเป็นรัฐบาลเพื่อไทยวันนี้การประชุม APEC ปลายปีจะไม่ใช่แค่พิธีกรรม และสุดท้ายยกเครื่องสวัสดิการของประเทศ เพราะถูกพิสูจน์แล้วว่าสวัสดิการล้มลงและไม่สามารถยืนได้ในภาวะวิกฤต เพราะเป็นสวัสดิการเข้าไปอุ้มคนแต่ไม่ใช่สร้างคน ดังนั้นเพื่อไทยต้องการเสนอสวัสดิการใหม่ ที่สามารถสร้างการจ้างงาน การผลิตของประเทศ ให้เศรษฐกิจขยับตัว สามารถเก็บภาษีได้ ซึ่งจะสามารถยืนได้ด้วยตนเอง
ทางด้านทีมเศรษฐกิจพรรคก้าวไกล นำโดยคุณ วรภพ วิริยะโรจน์ กล่าวว่า ทั้งนี้มี 4 ประเด็น คือ
- ยกระดับสวัสดิการที่สร้างเศรษฐกิจ ถ้าเทียบกับคนละครึ่ง ซึ่งเฟสแรกไม่ใช่นโยบายไม่ดี เพราะเป็นการจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้เทคโนโลยี ส่วนเฟสต่อมาๆ นั้นได้พิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่สวัสดิการที่นำพาประเทศไทยไปไกลกว่านี้ไม่ได้
- ส่งเสริมระบบเศร จ SMEsซึ่งเป็นสำคัญกับเศนษฐกิจเพราะจะช่วยเรื่องการแข่งขันนั่นเอง ดังนั้นควรมีนโยบาย เช่น หวย sme หรือซื้อ SMEs เพิ่มหักภาษีได้เพิ่ม
- ปลดล็อคอุปสรรคระบบเศรษฐกิจ เล่นการบกเลิกกฎหมายซ้ำซ้ำ และยุติการผูกขาดโดยรัฐบาล
- พัฒนาทรัพยาทรัพยากรมนุษย์ องค์กรค์จะรุ่งจะร่วงอยู่ที่เรื่องนี้และประเทศก็เช่นกัน ภาคการศึกษาควรเพิ่มภาคเอกชนมากขึ้น เพื่อเชื่อมเศนษฐกิจ เล่น เรียนไปทำงานไป เรียนจบมามีงานทำแน่นอน อนาคตต้องเชื่อระบบงานวิจัยกับเอกชนมากขึ้น เพื่อจะพาประเทศไทยให้หลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง







