
Next to know – การฉายแสงและโมเลกุลชนิดใหม่ อนาคตในการรักษามะเร็ง
ปัจจุบันอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งยังคงเป็นอันดับหนึ่งในบรรดาโรคร้าย อีกทั้งยังมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จากสภาพสังคมในปัจจุบัน ทำให้คนมากมายหาวิถีทางในการรักษา ซึ่งเราอาจกำลังใกล้ถึงจุดนั้นไปอีกก้าว จากผลการค้นคว้าหนทางขจัดมะเร็งในปัจจุบัน
มะเร็ง เป็นหนึ่งในโรคร้ายคร่าชีวิตคนไทยเป็นอันดับหนึ่ง ถือเป็นสาเหตุเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของโลก เป็นเหตุให้แพทย์และนักวิทยาศาสตร์มากมายคิดหาหนทางในการพิชิต ทุ่มเทศึกษาค้นคว้าเพื่อสักวันมะเร็งจะเป็นเพียงอีกการเจ็บป่วยทั่วไปที่สามารถรักษาให้หายได้ในเร็ววัน
จำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นทุกวันหนทางการรักษาชีวิตผู้ป่วยจึงถูกพัฒนาตาม ยกระดับการรักษาให้มากขึ้นเพื่อเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วย โดยมีจุดหมายในการช่วยให้ผู้ป่วยหายขาดจากโรคร้าย ไม่ต้องทรมานจากอาการเจ็บป่วย สามารถกลับไปดำเนินชีวิตตามปกติได้อีกครั้ง
แต่ก่อนจะเป็นเช่นนั้นเรามาดูกันเสียหน่อยว่าเหตุใดมะเร็งจึงเป็นโรคร้ายอันดับหนึ่งในการคร่าชีวิตมนุษย์
โรคมะเร็ง ภัยร้ายที่แพร่กระจายไปทั่วโลก
โรคมะเร็งถูกยกให้เป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขของทุกประเทศทั่วโลก ในปี 2018 จำนวนผู้ป่วยมะเร็งมีถึง 18.1 ล้านคนต่อปี เป็นจำนวนที่เพิ่มสูงกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับ 30 ปีก่อน จากแนวโน้มที่เกิดขึ้นคาดว่าหากยังไม่มีการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ภายในปี 2030 จำนวนผู้เสียชีวิตอาจสูงถึง 13.1 ล้านรายต่อปีเลยทีเดียว
ในส่วนประเทศไทยเองมะเร็งก็ครองแชมป์โรคร้ายที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตมายาวนานนับแต่ปี 2542 เป็นต้นมา ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติเผยว่า อัตราการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งมากถึง 221 รายต่อวัน หรือราว 80,665 คนต่อปี อีกทั้งผู้ป่วยโรคมะเร็งรายใหม่ยังมีจำนวนถึง 122,757 คนต่อปีอีกด้วย
เมื่อเทียบตามอัตราส่วนผู้ป่วยภายในประเทศ ผู้ชายเป็นมะเร็งเฉลี่ย 169.3 คนต่อประชากร 1 แสนคน ส่วนเพศหญิงมีอัตราการป่วยอยู่ที่ 151 คนต่อประชากร 1 แสนคน โดยรวมประชากรไทยมีผู้ป่วยโรคมะเร็งกว่า 0.1% ฟังดูน้อยแต่เมื่อคิดถึงประชากรโดยรวมกว่า 69 ล้านคนถือเป็นจำนวนมหาศาล อีกทั้งแนวโน้มมีแต่จะมากขึ้นจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
แย่กว่าคือจำนวนมะเร็งที่สามารถป้องกันและรักษาได้มีเพียง 40% จากทั้งหมด แม้ที่ผ่านมาจะมีการทุ่มเทงบประมาณ สนับสนุนการวิจัยหลากหลายรูปแบบ อัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งก็ยังคงสูง กลายเป็นโจทย์หินแก่แพทย์รวมถึงนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก ในการศึกษาหนทางรักษาชีวิตผู้ป่วย แต่ทุกอย่างอาจกำลังเปลี่ยนไปเมื่อการค้นคว้าวิจัยในการรักษามะเร็งเองก็ก้าวหน้าขึ้นทุกวัน
การฉายแสงรูปแบบใหม่ที่สามารถขจัดมะเร็งได้ในเข็มเดียว
สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งขั้นตอนกรรมวิธีรักษาล้วนมีความซับซ้อนและอันตราย รวมถึงสร้างภาระให้แก่ผู้ป่วยเป็นอย่างมาก อีกทั้งการฉายแสงทำคีโมในแต่ละครั้งจะทิ้งผลกระทบตกค้าง แม้เป็นการรักษาแต่ผลข้างเคียงก็เป็นอันตรายแก่ร่างกายผู้ป่วยเช่นกัน แต่ทุกอย่างอาจเปลี่ยนไปจากการมาถึงของเทคโนโลยีการฉายแสงแบบใหม่
สิ่งนี้เกิดขึ้นจากฝีมือของสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเกาหลีใต้(KIST) ร่วมมือกับศูนย์วิจัย Theragnosis Research Center ได้พัฒนาสารชนิดใหม่ในชื่อ Phototherapeutic ขึ้นมาใช้ในการกำจัดเซลล์มะเร็งโดยแทบไม่มีการทิ้งผลข้างเคียงภายในร่างกาย
โดยทั่วไปขั้นตอนการรักษามะเร็งนอกจากการผ่าตัด จะอาศัยวิธีเคมีบำบัดหรือฉายแสง ยาตัวที่นิยมใช้งานในปัจจุบันคือ Cisplatin ทำการฉีดเข้าไปเพื่อเข้าไปจับ DNA ของเซลล์เนื้องอก จากนั้นจึงทำการฉายแสงเพื่อทำลายเนื้อร้าย แม้จะสามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้สำเร็จ แต่ก็ทิ้งความเสียหายไว้กับโครงสร้างร่างกายไปพร้อมกัน
แต่การฉายแสงชนิดนี้ต่างออกไป สารที่ถูกฉีดเข้าไปจะจับแค่เฉพาะเซลล์มะเร็ง เมื่อเกิดการฉายแสงเข้าไปในร่างกายจะสร้างออกซิเจนเข้าทำปฏิกิริยากับเซลล์ดังกล่าว เน้นการทำลายเฉพาะเซลล์มะเร็งซึ่งถูกสารไวแสงเข้าไปเกาะติด ส่วนเนื้อเยื่อรอบข้างจะได้แทบไม่ได้รับความเสียหาย อีกทั้งสามารถกำจัดมะเร็งได้ในเข็มเดียวลดผลกระทบต่อผู้ป่วยลงได้มาก
แน่นอนว่าสารชนิดนี้ใช่ว่าไม่มีข้อเสีย แม้สารไวแสงที่ถูกฉีดเข้าไปจะตกค้างในร่างกายแค่ชั่วคราว อีกทั้งความจำเป็นในการฉีดเข้าร่างกายยังเกิดครั้งเดียวจึงทิ้งผลกระทบน้อย แต่เป็นไปได้ว่าระหว่างกระบวนการสารเหล่านี้อาจสะสมใต้ผิวหนังหรือดวงตา ทำให้ผู้ป่วยมีความไวแสงรวมถึงระคายเคืองผิวหนังมากกว่าปกติ ระหว่างทำการรักษาจึงอาจต้องแยกตัวหลีกเลี่ยงแสงแดดและแสงไฟอยู่บ้าง
อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับเคมีบำบัดแบบเดิม Phototherapeutic ช่วยลดผลกระทบจากการฉายแสงลดได้มาก สร้างความเสียหายและมีความเป็นพิษแก่ร่างกายน้อย รวมถึงสามารถขจัดมะเร็งจากร่างกายได้ตรงจุด ซึ่งจะช่วยเหลือผู้ป่วยรวมถึงผู้มีแนวโน้มเป็นมะเร็งได้อีกมากในอนาคต
โมเลกุล MMRi62 การค้นพบครั้งใหม่ สู่หนทางรักษามะเร็งตับอ่อน
ถ้าเจาะจงหนึ่งในมะเร็งที่มีโอกาสทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตมากที่สุด มะเร็งตับอ่อน ถือเป็นอีกหนึ่งโรคร้ายที่ต้องพูดถึง ด้วยอาการเริ่มต้นไม่เด่นชัด ในบางรายแทบไม่แสดงอาการ ทำให้กว่าจะตรวจพบจนเริ่มการรักษาก็เริ่มอาการหนักหรือเข้าระยะลุกลามไปก่อนแล้ว
นอกจากนี้การรักษามะเร็งตับอ่อนทำได้ค่อนข้างยาก การผ่าตัดนำเนื้อร้ายออกสามารถทำได้กับผู้ป่วยเพียง15 – 20% แม้สามารถใช้การผ่าตัดเพื่อประคับประคองลดอาการตับวายได้แต่ผู้ป่วยก็มักเสียชีวิตใน 1 ปี หรือหากไม่ได้รับการรักษาก็จะสามารถมีชีวิตต่อไปได้เพียง 3 – 6 เดือน
ด้วยเหตุผลนี้เองมะเร็งตับอ่อนจึงถือเป็นมะเร็งตัวฉกาจที่ทำให้เกิดอัตราการเสียชีวิตสูงมากแก่ผู้ป่วย มะเร็งตับอ่อนกว่า 90% ทั่วโลกเป็นมะเร็งในท่อน้ำดี(PDAC) ซึ่งนอกจากมีอัตราการรอดชีวิตต่ำแล้ว เนื้องอกยังดื้อต่อเคมีบำบัดเป็นพิเศษ อีกทั้งยังไม่มียารักษาสำหรับโรคนี้โดยเฉพาะ จึงทำให้อัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยภายใน 5 ปีมีเพียง 12 – 14%
ทั้งหมดกำลังจะเปลี่ยนไปเมื่อนักวิจัยจากศูนย์มะเร็งครบวงจร Roswell Park ค้นพบโมเลกุลจำเพาะ MMRi62 สามารถใช้ในการฆ่าเซลล์มะเร็ง ไปจนถึงโปรตีนที่เป็นอันตรายซึ่งมีความเสี่ยงในการแพร่กระจาย ผ่านการขจัดธาตุเหล็กออกไปจากร่างกาย จนอาจนำไปสู่การรักษามะเร็งตับอ่อนรูปแบบใหม่
โดย MMRi62 จะเข้าไปย่อยสลายโปรตีนที่ใช้ในการกักเก็บธาตุเหล็กอย่าง FTH1 เป็นโปรตีนตัวสำคัญซึ่งทำให้เกิดโรคมะเร็งตับอ่อน เมื่อขจัดโปรตีนชนิดนี้ไปจากร่างกายจะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโต ไปจนถึงการแพร่กระจายของเนื้อร้ายไปสู่อวัยวะอื่น เปิดโอกาสให้การรักษามะเร็งตับอ่อนที่มืดบอดมายาวนานมีความเป็นไปได้มากขึ้น
แน่นอนว่าโมเลกุลชนิดนี้เพิ่งได้รับการค้นพบและทุกอย่างยังอยู่ในขั้นทดลอง ยังต้องผ่านขั้นตอนการศึกษาวิจัยอีกมากหากต้องการนำมาใช้จริง แต่เมื่อเทียบกับอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนที่สูงมาก การค้นพบในครั้งนี้ก็ช่วยเพิ่มความเป็นไปได้แก่ผู้ป่วย ให้พวกเขาได้รู้ว่าอย่างน้อยทางข้างหน้าก็ไม่ถึงขั้นมืดแปดด้านเสียทีเดียว
เห็นได้ชัดว่าเทคโนโลยีการรักษามะเร็งพัฒนาขึ้นทุกวัน อาจทีละเล็กละน้อยรวมถึงต้องใช้เวลาอยู่บ้างแต่ล้วนเป็นก้าวที่สำคัญ ผลักดันการวิจัยให้ก้าวหน้าเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยให้มากขึ้น เพื่อในวันหน้ามะเร็งจะกลายเป็นเพียงโรคภัยไข้เจ็บทั่วไป สามารถรักษาหายได้ง่ายเพียงลัดนิ้วเหมือนโรคชนิดอื่นอีกมากมาย
แต่ก่อนจะถึงจุดนั้นเราคงได้แต่รักษาสุขภาพอย่างเต็มที่ อย่างน้อยจะได้ช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บที่จะถามหา
ที่มา
https://interestingengineering.com/molecule-cure-pancreatic-cancer







