กรีนแลนด์ ความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ เมื่อทรัมป์เขย่าโลก
หลังส่งหน่วยรบพิเศษบุกเวเนซุเอลา จับประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร มาดำเนินคดีในสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อภูมิรัฐศาสตร์โลก เมื่อประกาศยืนยันต้องการครอบครองกรีนแลนด์ ดินแดนน้ำแข็งที่กำลังกลายเป็นจุดเปราะบางใหม่ของโลก
ท่ามกลางความผันผวนของเวทีการเมืองโลก โดนัลด์ ทรัมป์ ได้จุดประกายความตึงเครียดครั้งใหม่ด้วยการประกาศเจตจำนงอย่างชัดเจนที่จะครอบครอง "กรีนแลนด์" โดยอ้างเหตุผลด้าน "ความมั่นคงของชาติ" และไม่ลังเลที่จะกล่าวถึงการใช้กำลังทหารเป็นทางเลือกหนึ่ง คำประกาศนี้ได้เปลี่ยนดินแดนที่ดูห่างไกลและปกคลุมด้วยน้ำแข็งให้กลายเป็นจุดศูนย์กลางของพายุภูมิรัฐศาสตร์อย่างฉับพลัน
การกลับมาของ "ทรัมป์" กับความพยายามครอบครองกรีนแลนด์
ความสนใจของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีต่อกรีนแลนด์ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นความพยายามที่หยั่งรากลึกในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา เพียงแต่แนวทางในปัจจุบันนั้นแตกต่างออกไป ด้วยท่าทีที่แข็งกร้าวและเปิดเผยอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน การเปลี่ยนผ่านจาก "ข้อเสนอซื้อ" ไปสู่ "การข่มขู่" ได้ยกระดับสถานะของกรีนแลนด์ จากเกาะอันเงียบสงบในอาร์กติกสู่เวทีประลองกำลังของมหาอำนาจ
ประวัติศาสตร์ความสนใจของสหรัฐฯ
สหรัฐฯ มองเห็นความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของกรีนแลนด์มาเป็นเวลานานแล้ว ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐฯ ได้เข้ายึดครองกรีนแลนด์เพื่อป้องกันไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของนาซีเยอรมนี หลังสงครามสิ้นสุดลง ความสนใจยังคงดำเนินต่อไป โดยในปี 1946 รัฐบาลประธานาธิบดีแฮร์รี ทรูแมน ได้ยื่นข้อเสนอขอซื้อกรีนแลนด์จากเดนมาร์กอย่างเป็นทางการด้วยมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐในขณะนั้น แม้ข้อเสนอจะถูกปฏิเสธ แต่เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าในมุมมองของวอชิงตัน กรีนแลนด์คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญสำหรับความมั่นคงของทวีปอเมริกาเหนือมาโดยตลอด
ยุทธศาสตร์ของทรัมป์: จาก "ข้อเสนอซื้อ" สู่ "การข่มขู่"
แนวทางของทรัมป์ในปัจจุบันแตกต่างจากในอดีตอย่างสิ้นเชิง จากที่เคยเสนอซื้อเกาะแห่งนี้ในปี 2019 ในสมัยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก เมื่อกลับมาอีกครั้งหลังการเลือกตั้งปี 2024 ท่าทีก็แข็งกร้าวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทรัมป์ได้ข่มขู่ว่าจะใช้มาตรการทางภาษีที่รุนแรงกับเดนมาร์กหากไม่ให้ความร่วมมือ พร้อมทั้งแต่งตั้ง เจฟฟ์ แลนดรี (Jeff Landry) เป็นทูตพิเศษเพื่อภารกิจนี้โดยเฉพาะ และที่น่ากังวลที่สุดคือการไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่จะใช้กำลังทหารเพื่อบรรลุเป้าหมาย ซึ่งสร้างความตกตะลึงให้กับพันธมิตรและประชาคมระหว่างประเทศ
เสียงสะท้อนจากทั่วโลก: ปฏิกิริยาต่อท่าทีของสหรัฐฯ
คำประกาศของทรัมป์ได้สร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก ก่อให้เกิดความตึงเครียดทางการทูต และบีบให้ทั้งกรีนแลนด์ เดนมาร์ก และพันธมิตรยุโรปต้องแสดงจุดยืนที่ชัดเจน เพื่อปกป้องอธิปไตยและเสถียรภาพของภูมิภาค
กรีนแลนด์: "เราไม่ใช่สินค้า" และโอกาสสู่อิสรภาพ
ผู้นำกรีนแลนด์ได้ออกมาปฏิเสธข้อเสนอของทรัมป์อย่างเป็นเอกฉันท์ นายกรัฐมนตรี มูเต บูรัป เอเกเด (Múte Bourup Egede) และ เยนส์-เฟรเดอริก นีลเซน (Jens-Frederik Nielsen) ผู้นำพรรคเดโมแครต พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "กรีนแลนด์ไม่มีไว้ขาย" (Greenland is not for sale) และ "กรีนแลนด์เป็นของชาวกรีนแลนด์" (Greenland is Greenlandic) ขณะที่ สถานการณ์นี้ถูกนักการเมืองบางกลุ่มมองว่าเป็นโอกาสในการเร่งรัดกระบวนการเรียกร้องเอกราชจากเดนมาร์ก สอดคล้องกับผลสำรวจล่าสุดโดย Verian เมื่อเดือนมกราคม 2025 ชี้ว่า แม้ชาวกรีนแลนด์กว่า 85% จะไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังคงสนับสนุนการแยกตัวเป็นเอกราช
เดนมาร์ก: การปกป้องอธิปไตยและความท้าทายในฐานะพันธมิตร
รัฐบาลเดนมาร์กแสดงปฏิกิริยาอย่างรุนแรง นายกรัฐมนตรีเมตเต เฟรเดอริกเซน (Mette Frederiksen) เรียกข้อเสนอของทรัมป์ว่า "ไร้สาระ" (absurd) และได้เตือนว่าหากสหรัฐฯ ใช้กำลังทหารเข้ายึดครองกรีนแลนด์จริง นั่นอาจหมายถึง "จุดจบของ NATO" เลยทีเดียว นอกจากนี้ เดนมาร์กยังได้ดำเนินการเชิงสัญลักษณ์เพื่อตอบโต้ เช่น การที่สมเด็จพระราชาธิบดีเฟรเดอริกที่ 10 ทรงมีพระบรมราชโองการให้ปรับแก้ตราแผ่นดินเพื่อเน้นย้ำความสำคัญของกรีนแลนด์ และการประกาศเพิ่มงบประมาณกลาโหมจำนวนมหาศาลเพื่อเสริมสร้างศักยภาพทางทหารในกรีนแลนด์
พันธมิตรยุโรปและ NATO: ความกังวลต่อเสถียรภาพ
สหภาพยุโรปและชาติสมาชิกหลักอย่างเยอรมนี ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร ได้ออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนเดนมาร์กอย่างเป็นเอกฉันท์ โดยผู้นำยุโรปต่างแสดงความกังวลว่าท่าทีของทรัมป์อาจสร้างรอยร้าวที่ลึกซึ้งภายในพันธมิตร NATO ซึ่งเป็นเสาหลักด้านความมั่นคงของยุโรปมานานหลายทศวรรษ หากสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้ากดดันเดนมาร์กซึ่งเป็นสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งต่อไป ความเชื่อมั่นและความเป็นปึกแผ่นของพันธมิตรอาจถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง
ทำไมต้องเป็นกรีนแลนด์? ขุมทรัพย์ทางภูมิรัฐศาสตร์แห่งอาร์กติก
ความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของกรีนแลนด์ได้เพิ่มขึ้นอย่างมากในศตวรรษที่ 21 เนื่องมาจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติที่ยังไม่ถูกนำมาใช้ และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าของภูมิภาคอาร์กติก นอกจากนี้ ยังถูกมองเป็นจุดยุทธศาสตร์หลักในการป้องกันทวีปอเมริกาเหนือจากแข่งมหาอำนาจอย่างจีนและรัสเซีย
จุดยุทธศาสตร์ทางการทหารและความมั่นคง
ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของกรีนแลนด์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ และ NATO ในหลายมิติ:
• ช่องแคบ GIUK (Greenland-Iceland-UK Gap): เป็นเส้นทางเดินเรือทางยุทธศาสตร์ที่เชื่อมต่อมหาสมุทรอาร์กติกกับแอตแลนติกเหนือ NATO ใช้ช่องแคบนี้เป็นปราการด่านสำคัญในการเฝ้าระวังและสกัดกั้นการเคลื่อนไหวของกองเรือดำน้ำและเรือรบของรัสเซีย
• ฐานทัพอวกาศพิทูฟฟิก (Pituffik Space Base): เดิมชื่อฐานทัพอากาศทูเล (Thule Air Base) เป็นฐานทัพที่อยู่เหนือสุดของสหรัฐฯ ทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการของระบบเตือนภัยขีปนาวุธล่วงหน้า การป้องกันขีปนาวุธ และการเฝ้าระวังทางอวกาศ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการป้องกันทวีปอเมริกาเหนือ
• เส้นทางการค้าใหม่ในอาร์กติก: ภาวะโลกร้อนกำลังทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลาย และเปิดทางให้กับเส้นทางการค้าใหม่ 2 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางตะวันตกเฉียงเหนือ (Northwest Passage) และ เส้นทางข้ามขั้วโลก (Transpolar Route) ซึ่งจะช่วยย่นระยะเวลาการขนส่งระหว่างเอเชีย ยุโรป และอเมริกาเหนือได้อย่างมหาศาล และเปลี่ยนภูมิทัศน์การค้าโลกในอนาคต การควบคุมพื้นที่ใกล้เคียงเส้นทางเหล่านี้จึงมีความหมายอย่างยิ่ง
คลังทรัพยากรธรรมชาติแห่งอนาคต
ใต้ผืนน้ำแข็งอันหนาวเหน็บของกรีนแลนด์คือขุมทรัพย์ทรัพยากรธรรมชาติมหาศาลที่ยังรอการสำรวจและขุดค้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง:
• แร่หายาก (Rare Earth Minerals): กรีนแลนด์มีปริมาณแร่หายากสำรองมากที่สุดในโลกนอกประเทศจีน ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง ตั้งแต่สมาร์ทโฟน แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย
• ยูเรเนียม: แร่ธาตุกัมมันตรังสีซึ่งเป็นเชื้อเพลิงสำคัญสำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์
• แหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาตินอกชายฝั่ง: มีการประเมินว่าอาจมีปริมาณสำรองมากถึง 5 หมื่นล้านบาร์เรล
ทรัพยากรเหล่านี้คือปัจจัยสำคัญในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีระดับโลก โดยเฉพาะการลดการพึ่งพาจีนในห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก ปัจจัยเหล่านี้เองที่เปรียบเสมือนแม่เหล็กดึงดูดมหาอำนาจอื่น ๆ ให้เข้ามามีส่วนร่วมในสมการอำนาจแห่งอาร์กติกด้วย
กระดานหมากรุกมหาอำนาจ: บทบาทของจีน รัสเซีย และสหภาพยุโรป
ความสนใจของทรัมป์ต่อกรีนแลนด์ไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ แต่เป็นผลพวงโดยตรงจากการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ที่เข้มข้นขึ้นในภูมิภาคอาร์กติก ซึ่งมีผู้เล่นสำคัญอีกหลายรายที่กำลังพยายามขยายอิทธิพลของตนเอง
จีนกับ "เส้นทางสายไหมขั้วโลก"
จีนได้ประกาศตัวเองว่าเป็น "รัฐใกล้อาร์กติก" (near-Arctic state) และพยายามเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคผ่านโครงการ "เส้นทางสายไหมขั้วโลก" (Polar Silk Road) การเสนอตัวเข้าลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและเหมืองแร่ในกรีนแลนด์ถูกมองว่าเป็นความพยายามของจีนในการสร้างที่มั่นเชิงยุทธศาสตร์ (strategic foothold) เพื่อขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการทหารเข้ามาในพื้นที่อิทธิพลดั้งเดิมของ NATO ซึ่งสร้างความกังวลอย่างยิ่งให้กับสหรัฐฯ
รัสเซีย: การฟื้นฟูอำนาจทางการทหารในอาร์กติก
รัสเซีย ซึ่งมีชายฝั่งติดกับมหาสมุทรอาร์กติกยาวที่สุด ได้ดำเนินการเสริมสร้างกำลังทหารในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ทั้งการฟื้นฟูฐานทัพเก่าสมัยสหภาพโซเวียต และสร้างฐานทัพใหม่ๆ เพื่อแสดงตนในฐานะผู้มีอิทธิพลหลักในพื้นที่ การเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นการปฏิเสธเชิงยุทธศาสตร์ (strategic denial) ที่มุ่งจำกัดเสรีภาพในการเคลื่อนไหวของ NATO ผ่านช่องแคบ GIUK และเป็นการท้าทายโดยตรงต่อสหรัฐฯ และพันธมิตร
สหภาพยุโรป: ตื่นตัวเพื่อปกป้องผลประโยชน์
สหภาพยุโรป (EU) ก็ตระหนักถึงความสำคัญของกรีนแลนด์ที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน ในปี 2023 EU และกรีนแลนด์ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านวัตถุดิบเชิงยุทธศาสตร์ และล่าสุดในปี 2024 EU ได้เปิดสำนักงานผู้แทนในกรุงนุก (Nuuk) เมืองหลวงของกรีนแลนด์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า EU กำลังพยายามสร้างบทบาทของตนเองเพื่อเป็นหลักประกันในการเข้าถึงทรัพยากรที่สำคัญต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและพลังงานของยุโรป
อนาคตของกรีนแลนด์บนทางแพร่ง
จากความซับซ้อนของผลประโยชน์และแรงกดดันจากมหาอำนาจต่างๆ อนาคตของกรีนแลนด์จึงตั้งอยู่บนทางแพร่งที่ต้องเผชิญกับความท้าทายและโอกาสครั้งสำคัญ จากสถานการณ์ปัจจุบัน สามารถวิเคราะห์แนวโน้มที่เป็นไปได้ในอนาคตออกเป็น 3 รูปแบบหลัก ดังนี้:
• การเจรจาและความร่วมมือที่เพิ่มขึ้น: สหรัฐฯ อาจเปลี่ยนยุทธวิธีจากการกดดันอย่างแข็งกร้าว มาเป็นการเสนอความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การลงทุน และการทหารที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อแลกกับการรับประกันความมั่นคงและการเข้าถึงทรัพยากรอย่างยั่งยืน ซึ่งอาจเป็นทางออกที่ทุกฝ่ายยอมรับได้มากที่สุด
• ความตึงเครียดที่ยืดเยื้อ: หากทรัมป์ยังคงใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจและการทูตต่อไป สถานการณ์อาจนำไปสู่ความขัดแย้งระยะยาวกับเดนมาร์กและพันธมิตรยุโรป ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพภายใน NATO และความสัมพันธ์ข้ามแอตแลนติก
• เอกราชของกรีนแลนด์: แรงกดดันจากภายนอกอาจกลายเป็นตัวเร่งให้ชาวกรีนแลนด์ตัดสินใจแยกตัวเป็นเอกราช ซึ่งไม่ได้เป็นจุดสิ้นสุด แต่เป็นประตูสู่การจัดระเบียบเชิงยุทธศาสตร์ครั้งใหม่ โดยกรีนแลนด์ในฐานะรัฐอธิปไตยมีแนวโน้มที่จะแสวงหาความร่วมมือด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจกับมหาอำนาจผ่านโมเดล ข้อตกลงสมทบเสรี (COFA) ทำให้การแข่งขันในปัจจุบันเปรียบเสมือนการแย่งชิงบทบาทผู้อุปถัมภ์ในอนาคต
เดิมพันที่สูงขึ้นในดินแดนน้ำแข็ง
ความพยายามของโดนัลด์ ทรัมป์ ในการครอบครองกรีนแลนด์ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม ได้ทลายภาพลวงตาหลังยุคสงครามเย็นที่มองว่าอาร์กติกเป็น "เขตความตึงเครียดต่ำ" ไปโดยสิ้นเชิง การกระทำของทรัมป์ได้เปลี่ยนกรีนแลนด์จากเกาะน้ำแข็งอันห่างไกล ให้กลายเป็น "ตัวเร่ง" ที่บีบให้เกิดการจัดระเบียบท่าทีทางยุทธศาสตร์ของ NATO ครั้งสำคัญ อนาคตของกรีนแลนด์จึงอาจไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของชาวกรีนแลนด์และเดนมาร์กอีกต่อไป แต่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อสมดุลอำนาจในภูมิภาคอาร์กติก เสถียรภาพของ NATO และระเบียบโลกในอนาคตอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้


