
ปณิธานชูบทเรียนยุโรป เตรียมประชาชนพึ่งตนเองยามวิกฤต
ปณิธานชี้ยุโรปยกระดับรับภัยสงคราม ไซเบอร์และธรรมชาติ เน้นประชาชนพึ่งตนเองอย่างน้อย 72 ชั่วโมง ระบุไทยมีแผนซ้อมรับวิกฤต แต่ยังไม่ปรับมาตรฐาน
KEY
POINTS
- ยุโรปปรับความพร้อมรับภัยสงคราม ไซเบอร์และธรรมชาติ ซึ่งอาจเกิดพร้อมกันเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต
- เน้นประชาชนดำรงชีวิตด้วยตนเองอย่างน้อย 72 ชั่วโมง บางประเทศกำหนดถึง 7–10 วัน หรือ 2 สัปดาห์
- ปณิธานระบุไทยฝึกซ้อมบริหารวิกฤตต่อเนื่อง แต่ยังไม่ยกระดับมาตรฐานเช่นหลายประเทศ พร้อมชี้ความสำคัญของการสื่อสารกับประชาชน
รองศาสตราจารย์ ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ เสนอมุมมองเรื่อง “ความปกติ” ของประเทศในความไม่ปกติของสถานการณ์โลก โดยระบุว่า การยกระดับความพร้อมรับภัยพิบัติเป็นเรื่องจำเป็น ท่ามกลางภัยคุกคามที่ซับซ้อนขึ้น พร้อมชี้ว่า หลายประเทศในยุโรปกำลังปรับมาตรฐานให้ประชาชนดำรงชีวิตด้วยตนเองในยามวิกฤตได้อย่างน้อย 72 ชั่วโมง
รศ.ดร.ปณิธานระบุว่า สมาชิกสหภาพยุโรป หรือ EU หลายประเทศ เริ่มปรับมาตรการรับสาธารณภัยตามยุทธศาสตร์เตรียมความพร้อมของสหภาพยุโรป หรือ EU Preparedness Union Strategy ซึ่งผ่านการอนุมัติเมื่อปลายเดือนมีนาคมปีที่แล้ว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถรับมือสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลง
ภัยคุกคามสำคัญมี 3 ด้าน ได้แก่ สงครามขนาดใหญ่จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจและตัวแทน ซึ่งหากบานปลายอาจส่งผลกระทบจากอาวุธนิวเคลียร์ เคมี และชีวภาพ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ และภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น เช่น น้ำท่วม พายุ แผ่นดินไหว และภัยแล้ง
ประเด็นที่ได้รับความสนใจมากคือ การเพิ่มความสามารถให้ประชาชนพึ่งตนเองได้อย่างน้อย 72 ชั่วโมง หรือประมาณ 3 วัน ก่อนได้รับความช่วยเหลือจากรัฐหรือหน่วยงานต่าง ๆ โดยหลายประเทศกำหนดไว้ถึง 7–10 วัน และบางประเทศถึง 2 สัปดาห์ ตามสภาพพื้นที่ของแต่ละประเทศ ขณะที่อังกฤษและญี่ปุ่นก็ยกระดับการเตรียมพร้อมควบคู่กันไป
ส่วนประเทศไทย รศ.ดร.ปณิธานระบุว่า สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. เป็นหน่วยงานหลักในการบริหารวิกฤตการณ์ และจัดการฝึกซ้อมแผนบริหารวิกฤตการณ์ระดับชาติ หรือ C-MEX เป็นระยะ ตามแผนเตรียมพร้อมแห่งชาติและแผนบริหารวิกฤตการณ์ พ.ศ. 2567–2570
การฝึกส่วนใหญ่เป็นการซ้อมประสานงานในส่วนบัญชาการ หรือ Table-Top Exercise ร่วมกับเครือข่ายกู้ภัยประมาณ 40–50 หน่วยงาน เช่น การฝึกในกรุงเทพฯ วันที่ 16–17 กันยายนที่ผ่านมา รวมถึงการฝึกด้านสาธารณสุขวันที่ 10 มิถุนายน และในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ช่วงเดือนกรกฎาคม–สิงหาคมปีนี้ อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่าไทยยังไม่ได้ปรับยกระดับมาตรฐานเช่นหลายประเทศที่กำลังดำเนินการ
สำหรับภัยไซเบอร์ อาจกระทบโครงสร้างพื้นฐานและบริการที่ต้องพึ่งพาอินเทอร์เน็ต ทั้งคมนาคม การเงินการธนาคาร การรักษาพยาบาล พลังงาน และอาหาร จนระบบสำคัญไม่สามารถทำงานตามปกติ ขณะที่ภัยทั้ง 3 ด้านอาจเกิดพร้อมกัน กลายเป็นภัยคุกคามแบบผสมหรือวิกฤตซ้อนวิกฤตที่เรียกว่า Polycrisis
การปรับมาตรฐานของยุโรปจึงครอบคลุมทั้งการติดตามและพยากรณ์สถานการณ์ของรัฐ ความรวดเร็วในการกู้ภัย ตลอดจนความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และระหว่างประเทศ
รศ.ดร.ปณิธานยังให้ความสำคัญกับการสื่อสาร โดยชี้ว่า ข่าวสารที่แพร่กระจายรวดเร็ว ประกอบกับความกังวลต่อสถานการณ์โลก อาจทำให้ประชาชนบางกลุ่มสับสนหรือตื่นตระหนก โดยเฉพาะประเทศที่ไม่คุ้นเคยกับการเตรียมพร้อม หรือชี้แจงไม่เพียงพอ การยืนยันว่าสถานการณ์ยังปกติจึงอาจไม่ได้รับความเชื่อถือ หากประชาชนพบข้อมูลอื่นที่ขัดแย้งกับคำชี้แจงทางการ
รศ.ดร.ปณิธาน สรุปว่า การเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติที่เพิ่มขึ้นอย่างเหมาะสม ถือเป็น “ความปกติ” ท่ามกลางความไม่ปกติของโลก และประเทศที่เพิ่มขีดความสามารถรับมือได้ จะช่วยให้ประชาชนอยู่รอดปลอดภัยมากขึ้นเมื่อเกิดวิกฤต







