posttoday
เสียงแน่นแต่แรงเสียดทานสูง จับตาปรับครม.กับศึกในขั้วอนุรักษนิยม

เสียงแน่นแต่แรงเสียดทานสูง จับตาปรับครม.กับศึกในขั้วอนุรักษนิยม

12 ตุลาคม 2569

จับตาสูตรดึงกล้าธรรมร่วมรัฐบาลและคาดการณ์ปรับ ครม.หลังซักฟอก ท่ามกลางข้อกังขาคอร์รัปชันและการแข่งขันภายในขั้วอนุรักษนิยม

KEY

POINTS

  • หากกล้าธรรมร่วมรัฐบาล เสียงสนับสนุนอาจทะลุ 350 เสียง แต่ความเชื่อมั่นต่อการบริหารยังเป็นโจทย์ใหญ่
  • การปรับ ครม.ที่คาดว่าอาจเกิดในเดือนธันวาคม ต้องจับตาการแบ่งโควตาและแรงกระเพื่อมจากกลุ่มที่เสียตำแหน่ง
  • ความขัดแย้งในขั้วอนุรักษนิยมและข้อกังขาคอร์รัปชัน กำลังทดสอบทั้งรัฐบาลและความน่าเชื่อถือของกลไกตรวจสอบ

รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเผชิญบททดสอบทางการเมืองหลายด้าน ทั้งการรับมืออภิปรายไม่ไว้วางใจ กระแสคาดการณ์ปรับคณะรัฐมนตรี และแรงเสียดทานระหว่างกลุ่มการเมือง แม้เสียงสนับสนุนในสภาจะยังเป็นจุดแข็ง แต่คำถามเรื่องความชอบธรรมในการบริหารประเทศกลับมีน้ำหนักมากขึ้น

 

สูตรดึงพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาลถูกจับตาว่าอาจทำให้เสียงสนับสนุนทะลุ 350 เสียง หากเกิดขึ้นจริง ย่อมเพิ่มความได้เปรียบในการลงมติของรัฐบาล แต่การรักษาความเชื่อมั่นจากประชาชนยังต้องอาศัยคำตอบต่อปัญหาคอร์รัปชันและผลงานบริหารที่ตรวจสอบได้

 

ภาพการเมืองช่วงนี้จึงมีสองด้านเดินคู่กัน ด้านหนึ่งคือความพยายามรวบรวมเสียงให้แน่นหนา อีกด้านคือแรงกดดันต่อความน่าเชื่อถือของผู้ถืออำนาจ ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพในระยะยาว

 

เสียงเพิ่ม อำนาจต่อรองก็เพิ่ม

 

การมีเสียงข้างมากช่วยให้รัฐบาลผลักดันกฎหมายและรับมือการลงมติสำคัญได้สะดวกขึ้น แต่เมื่อพันธมิตรเพิ่ม การจัดสรรตำแหน่งและความรับผิดชอบก็ซับซ้อนตามไปด้วย

 

สูตรกล้าธรรมไม่ได้มีเพียงเป้าหมายเติมเสียงในสภา แต่ยังเกี่ยวข้องกับพันธะระหว่างกลุ่มการเมือง โดยมีการตีความไปถึงการตอบแทนความช่วยเหลือในอดีต

 

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่เชื่อมโยงกับการช่วยเหลือคดีในองค์กรอิสระยังเป็นข้อกล่าวอ้าง ซึ่งข้อมูลที่ให้มายังไม่มีหลักฐานเพียงพอให้สรุปว่ามีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เกิดขึ้นจริง

 

ประเด็นที่ต้องติดตามอย่างเป็นรูปธรรมคือ หากกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล จะได้รับพื้นที่บริหารส่วนใด และพรรคร่วมหรือกลุ่มการเมืองเดิมจะต้องปรับลดโควตาอย่างไร

 

มีการคาดการณ์ว่าการปรับ ครม.อาจเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม 2569 หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจเสร็จสิ้น โดยกลุ่มบ้านใหญ่หรือกลุ่มที่ต้นฉบับเรียกว่า “ลูกเทพ” อาจต้องเสียตำแหน่งอย่างน้อยสองเก้าอี้เพื่อจัดสรรโควตาใหม่ ทั้งช่วงเวลาและจำนวนตำแหน่งดังกล่าวยังไม่มีข้อยืนยัน

 

หากการปรับเปลี่ยนเกิดขึ้นตามแนวทางนี้ ความสามารถในการประสานผลประโยชน์ระหว่างพันธมิตรจะกลายเป็นโจทย์สำคัญของผู้นำรัฐบาล เพราะการเพิ่มเสียงสนับสนุนอาจมาพร้อมความไม่พอใจจากผู้ที่ต้องออกจากตำแหน่ง

 

แรงเสียดทานจากภายใน

 

ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มการเมืองถูกอธิบายผ่านคำว่า “สนิมเกิดแต่เนื้อในตน” สะท้อนมุมมองว่าแรงกดดันต่อรัฐบาลส่วนหนึ่งอาจมาจากความสัมพันธ์ภายในขั้วอำนาจด้วยกันเอง

 

กรณีการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของสุชาดา แทนทรัพย์ และธุรกิจของสามี ถูกหยิบมาเป็นตัวอย่าง ต้นฉบับตั้งข้อสังเกตว่าข้อมูลบางส่วนยื่นต่อ ป.ป.ช. ไว้ก่อนแล้ว แต่กลับกลายเป็นประเด็นทางการเมืองในช่วงนี้ จึงมองว่าอาจมีผลต่อความชอบธรรมของฝ่ายที่ถูกตรวจสอบ มากกว่าผลทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว

 

อย่างไรก็ดี การที่ข้อมูลถูกนำมาเปิดประเด็นในช่วงใด ยังไม่เพียงพอจะชี้ว่าใครอยู่เบื้องหลังหรือมีเป้าหมายอะไร การตรวจสอบทรัพย์สินจึงต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริง ขณะที่ข้อสังเกตเรื่องการต่อสู้ภายในรัฐบาลต้องแยกไว้ในฐานะการวิเคราะห์

 

สิ่งที่กรณีนี้สะท้อนคือ ประเด็นตรวจสอบบุคคลสามารถขยายผลไปถึงความน่าเชื่อถือของกลุ่มการเมือง และเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลได้ แม้กระบวนการตรวจสอบยังไม่ถึงข้อยุติ

 

อนุรักษนิยมแข่งขันกันเอง

 

อีกประเด็นสำคัญคือการแข่งขันภายในขั้วอนุรักษนิยม บทวิเคราะห์มองว่า กลุ่มที่เคยมีเป้าหมายร่วมกันในการรับมือพรรคฝั่งเสรีนิยมหรือฝ่ายส้ม กำลังแข่งขันเพื่อช่วงชิงบทบาทนำมากขึ้น เมื่อประเมินว่าคู่แข่งทางอุดมการณ์อ่อนแรงลง

 

ผู้เล่นถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มที่อยู่นอกอำนาจ เช่น พรรคประชาธิปัตย์ อดีต สว.บางกลุ่ม และอดีตผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ซึ่งออกมาวิพากษ์รัฐบาล กับกลุ่มที่อยู่ในอำนาจ ซึ่งมีพรรคภูมิใจไทย สว.สายสีน้ำเงิน และพรรคเพื่อไทยเป็นองค์ประกอบสำคัญ

 

การแบ่งเช่นนี้เป็นกรอบอธิบายความสัมพันธ์ทางการเมือง ไม่ได้หมายความว่าทุกกลุ่มมีจุดยืนตรงกันหรือเคลื่อนไหวร่วมกันทั้งหมด แต่ช่วยให้เห็นว่าแรงกดดันต่อรัฐบาลมีที่มาหลากหลายกว่าการแข่งขันระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้าน

 

ประเด็นที่ตามมาคือคำถามเรื่องการตรวจสอบถ่วงดุล ต้นฉบับแสดงความกังวลต่ออิทธิพลของฝ่ายการเมืองในฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และองค์กรอิสระ พร้อมมองฝ่ายตุลาการเป็นกลไกสำคัญในการรักษาดุลอำนาจ

 

อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาเรื่องการครอบงำองค์กรต้องพิสูจน์เป็นรายกรณี ส่วนคำถามที่สังคมสามารถติดตามได้คือ แต่ละองค์กรตรวจสอบผู้มีอำนาจอย่างโปร่งใส อธิบายเหตุผล และใช้มาตรฐานอย่างสม่ำเสมอเพียงใด

 

บทเรียนของฝ่ายส้ม

 

พรรคประชาชนเป็นอีกฝ่ายที่ถูกวิจารณ์ในบทวิเคราะห์นี้ โดยเฉพาะการลงมติสนับสนุนอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งถูกมองว่าเป็นความผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์ เพราะเปิดทางให้ฝ่ายสีน้ำเงินเข้าถึงอำนาจบริหารและกลไกราชการ

 

ต้นฉบับเชื่อมโยงข้อวิจารณ์ดังกล่าวกับการเปลี่ยนแปลงจำนวน สส. โดยระบุว่าภูมิใจไทยเพิ่มจาก 71 เป็น 192–193 เสียง ขณะที่ฝ่ายส้มลดจาก 151 เหลือประมาณ 120 เสียง พร้อมประเมินว่าภูมิใจไทยได้ประโยชน์จากการรวมกลุ่มบ้านใหญ่และกระแสชาตินิยม

 

ตัวเลขเหล่านี้ยังขาดรายละเอียดแหล่งอ้างอิงและฐานเปรียบเทียบในข้อมูลที่ให้มา จึงควรอ่านในฐานะข้อมูลประกอบบทวิเคราะห์ และยังไม่อาจสรุปว่าการตัดสินใจสนับสนุนนายกรัฐมนตรีเป็นสาเหตุทั้งหมดของความเปลี่ยนแปลง

 

ข้อถกเถียงสำคัญอยู่ที่ผลระยะยาวของการตัดสินใจทางการเมือง พรรคที่สนับสนุนให้ฝ่ายอื่นเข้าบริหารประเทศต้องประเมินด้วยว่า การตัดสินใจนั้นจะเปลี่ยนดุลอำนาจและความสามารถในการแข่งขันของตนอย่างไร

 

คอร์รัปชันกดดันความเชื่อมั่น

 

ท่ามกลางการแข่งขันของพรรคการเมือง ปัญหาคอร์รัปชันเป็นประเด็นที่เชื่อมโยงกับความรู้สึกของประชาชนโดยตรง โดยเฉพาะความเป็นธรรมในการเข้าถึงงาน การใช้ทรัพยากร และความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมาย

 

คดีโกงสอบท้องถิ่น ซึ้งมีมูลค่าความเสียหายกว่า 9,000 ล้านบาท และกรณีผู้ไม่ได้เข้าสอบแต่กลับมีชื่อสอบผ่าน รวมถึงประเด็นกักตุนน้ำมันที่อ้างผลประโยชน์เกี่ยวข้อง 8,000 ล้านบาท ตลอดจนข้อกล่าวหาเกี่ยวกับ สว.และโครงการพาสปอร์ต ทั้งหมดนี้ยังต้องแยกข้อกล่าวหา ตัวเลขที่อ้าง และผลตรวจสอบที่ยืนยันแล้วออกจากกัน

 

นอกจากนี้ ต้นฉบับยังอ้างการประเมินขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ACT) ซึ่งสะท้อนข้อกังวลต่อความเชื่อมั่นใน กกต.และ ป.ป.ช. รวมถึงปัญหานอมินี ทุนสีเทา และบัญชีม้าที่ถูกตั้งคำถามถึงความเชื่อมโยงกับผู้มีอำนาจ

 

ด้านกระแสความนิยม มีการอ้างผลสำรวจสามครั้งว่า ความนิยมของนายกรัฐมนตรีและพรรคภูมิใจไทยลดลงรวม 16% ขณะที่กลุ่มยังไม่ตัดสินใจเพิ่มขึ้น 11% ไปอยู่ที่ 19% แต่ไม่มีรายละเอียดสำนักสำรวจ ช่วงเวลา หรือวิธีคำนวณ จึงยังใช้ยืนยันขนาดการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ชัดเจน

 

สามจุดตัดสินทิศทางรัฐบาล

 

จากนี้ต้องติดตามสามเรื่องที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ คำชี้แจงของรัฐบาลในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ความชัดเจนเรื่องกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล และการปรับ ครม.ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใดและเปลี่ยนดุลภายในอย่างไร

 

การจัดสรรเก้าอี้อาจช่วยคลี่คลายความสัมพันธ์ระหว่างพันธมิตร แต่ข้อกังขาต่อการบริหารต้องอาศัยคำชี้แจงและผลตรวจสอบที่มีน้ำหนักรองรับด้วย

 

บททดสอบของรัฐบาลจึงอยู่ที่การรักษาทั้งเสียงสนับสนุนในสภาและความไว้วางใจจากประชาชน เพราะความมั่นคงของรัฐบาลในระยะยาวขึ้นอยู่กับว่าประชาชนยังเชื่อหรือไม่ว่า ผู้ถืออำนาจบริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพและอยู่ภายใต้การตรวจสอบได้จริง.

 

 ที่มาประกอบ : เนชั่นสุดสัปดาห์กับ3บก.

ข่าวล่าสุด

สงครามตะวันออกกลาง-หนี้พุ่ง เขย่าเวทีประชุม IMF-World Bank 2026

สงครามตะวันออกกลาง-หนี้พุ่ง เขย่าเวทีประชุม IMF-World Bank 2026