posttoday
สงครามตะวันออกกลาง-หนี้พุ่ง เขย่าเวทีประชุม IMF-World Bank 2026

สงครามตะวันออกกลาง-หนี้พุ่ง เขย่าเวทีประชุม IMF-World Bank 2026

12 ตุลาคม 2569

IMF-World Bank ประชุมที่กรุงเทพฯ ท่ามกลางสงครามอิหร่าน วิกฤตพลังงานและดอกเบี้ยขาขึ้น ขณะหนี้สาธารณะทั่วโลกพุ่งสูงสุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

เจ้าหน้าที่การเงินจากทั่วโลกเตรียมเข้าร่วมการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ที่กรุงเทพฯ  ท่ามกลางความกังวลต่อสงครามในตะวันออกกลางที่ขยายวง วิกฤตอุปทานพลังงานครั้งใหญ่ และอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งกำลังซ้ำเติมเศรษฐกิจโลกที่เติบโตอย่างเชื่องช้าอยู่แล้ว

 

สงครามที่นำโดยสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน ซึ่งเข้าสู่เดือนที่ 8 จะเป็นประเด็นสำคัญในการหารือ ทั้งผลกระทบต่อเงินเฟ้อและความมั่นคงด้านพลังงาน การประชุมครั้งนี้ยังเป็นการจัดนอกกรุงวอชิงตันครั้งแรกในรอบ 3 ปี

 

คริสตาลินา จอร์จีวา กรรมการผู้จัดการ IMF เปิดเผยกับ Reuters ระหว่างเยี่ยมชมศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เมื่อวันอาทิตย์ว่า มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานแล้ว 18,000 คน มากกว่าการประชุมนอกสถานที่ครั้งก่อนในโมร็อกโกเมื่อเดือนตุลาคม 2023 ถึง 4,000 คน
สงครามตะวันออกกลาง-หนี้พุ่ง เขย่าเวทีประชุม IMF-World Bank 2026

 

รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ไม่ร่วมประชุม

 

หนึ่งในบุคคลสำคัญที่ไม่เข้าร่วมคือ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ซึ่งส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูง 2 คนเข้าร่วมแทน โดยให้เหตุผลว่าติดภารกิจภายในประเทศ ขณะที่เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีกำหนดเข้าร่วมและขึ้นเวทีสาธารณะร่วมกับจอร์จีวาในวันที่ 16 ตุลาคม

 

จอร์จีวาระบุว่า รัฐมนตรีคลังจากบางประเทศก็ไม่เข้าร่วมเช่นกัน เนื่องจากติดภารกิจด้านงบประมาณและการเลือกตั้งในประเทศ แต่ผู้ว่าการธนาคารกลางส่วนใหญ่จะเดินทางมา

 

การไม่เข้าร่วมของเบสเซนต์ ทั้งในการประชุม IMF-ธนาคารโลกและการประชุมกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ G20 ซึ่งสหรัฐฯ เป็นประธานในปีนี้ อาจสร้างความไม่พอใจให้ประเทศคู่หารือ ท่ามกลางความตึงเครียดจากสงครามอิหร่าน สงครามรัสเซีย-ยูเครน และมาตรการคว่ำบาตรศาลอาญาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ

 

อาเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลก กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกยังรับมือกับผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่านได้ดีกว่าที่คาด แม้เส้นทางดังกล่าวรองรับการขนส่งน้ำมันทั่วโลกราว 20% แต่ขณะนี้แรงกดดันกำลังกลับมาอีกครั้ง ทั้งราคาดีเซลและปุ๋ยที่พุ่งสูง รวมถึงความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจรุนแรงและยืดเยื้อถึงปี 2027
 

สงครามตะวันออกกลาง-หนี้พุ่ง เขย่าเวทีประชุม IMF-World Bank 2026

 

คลังน้ำมันลดลง เสี่ยงดันราคาพลังงานพุ่ง

 

กลุ่มประเทศ G7 ตกลงระบายน้ำมันดิบและดีเซลจากคลังสำรองฉุกเฉินรวม 100 ล้านบาร์เรล หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กดดันให้เพิ่มอุปทานและลดราคาน้ำมันเบนซินก่อนการเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายน ซึ่งพรรครีพับลิกันของทรัมป์เสี่ยงสูญเสียเสียงข้างมากในสภาคองเกรส

 

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทรัมป์ยังประกาศข้อตกลงกับรัสเซียเพื่อเพิ่มการส่งออกดีเซลเข้าสู่ตลาดโลก พร้อมผ่อนผันมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียบางส่วนเป็นการชั่วคราว มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายจำกัดรายได้ของมอสโกจากการทำสงครามในยูเครน แต่ถูกโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน วิจารณ์อย่างรวดเร็ว

 

นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ มีการนำน้ำมันออกจากคลังสำรองและสินค้าคงคลังเชิงพาณิชย์มากกว่า 1,000 ล้านบาร์เรล อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารในอุตสาหกรรมพลังงานเตือนว่า น้ำมันสำรองที่สามารถนำออกสู่ตลาดโลกได้กำลังลดลง ทำให้ตลาดเปราะบางและเพิ่มแรงกดดันต่อราคา

 

บังกากล่าวว่า ธนาคารโลกยังไม่ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลก แต่จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยความเสี่ยงไม่ได้มาจากเอลนีโญเพียงอย่างเดียว หากยังรวมถึงต้นทุนพลังงาน ราคาปุ๋ย และภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นพร้อมกัน

 

หนี้สาธารณะพุ่งสูงสุดนับตั้งแต่สงครามโลก

 

จอร์จีวาเตือนเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงระลอกใหม่ โดย IMF ยังคงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2026 ไว้ที่ 3% และอาจปรับเพิ่มประมาณการของปีหน้าเล็กน้อย แต่บางประเทศมีแนวโน้มถูกปรับลดคาดการณ์ รวมถึงยูเครนและประเทศในอ่าวอาหรับที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีของอิหร่านและการส่งออกพลังงานที่ลดลงอย่างมาก

 

รายงานวิจัยของ IMF ระบุว่า การพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาอาหารและพลังงานกำลังกลายเป็นต้นเหตุของวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดบ่อยขึ้น ส่งผลให้เงินเฟ้อมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงนานกว่าคาด ความยากจนรุนแรงขึ้น และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจถูกบั่นทอน

 

อีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญคือหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นจนฉุดรั้งการเติบโตและซ้ำเติมเงินเฟ้อ IMF ประเมินว่าหนี้สาธารณะทั่วโลกอยู่ในระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 และอาจเพิ่มขึ้นเกิน 100% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ก่อนปี 2030

 

แม้ประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะสหรัฐฯ จะมีสัดส่วนหนี้ต่อ GDP สูงที่สุด แต่ประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศรายได้น้อยกลับมีความเปราะบางมากกว่า เนื่องจากเผชิญเงินทุนไหลออกไปยังสหรัฐฯ ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น ความเสี่ยงจากเอลนีโญ และการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ยังไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยช่วยลดผลกระทบจากปัญหาอุปทานในประเทศร่ำรวย

 

ประเทศกำลังพัฒนาเผชิญภาระหนี้หนัก

 

ประเทศกำลังพัฒนาต้องเผชิญความเสี่ยงจากหนี้สาธารณะระดับสูง โดยต้องเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ภายใต้ต้นทุนดอกเบี้ยที่แพงขึ้น ในปี 2026 ประเทศเหล่านี้มีภาระชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ต่างประเทศรวมกันประมาณ 400,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเฉลี่ยสูงกว่า 10% ของรายได้ภาครัฐแล้ว

 

ในช่วงเริ่มต้นวิกฤตโควิด-19 กลุ่ม G20 เคยประกาศระงับการชำระหนี้ให้ประเทศยากจนที่สุด แต่ครั้งนี้มีแนวโน้มเกิดขึ้นได้ยาก เนื่องจากระดับหนี้ที่สูงและแรงกดดันทางการเมืองเป็นอุปสรรคสำคัญ

 

นอกจากนี้ ประเทศรายได้น้อยหลายแห่งยังกังวลต่อแนวทางใหม่ของ IMF ที่เสนอให้ปรับเงื่อนไขการปล่อยกู้ โดยเน้นการปฏิรูปที่มีจำนวนลดลงแต่เข้มข้นขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่มาตรการรัดเข็มขัดและการตัดลดงบประมาณที่กระทบประชาชน
 

ข่าวล่าสุด

สงครามตะวันออกกลาง-หนี้พุ่ง เขย่าเวทีประชุม IMF-World Bank 2026

สงครามตะวันออกกลาง-หนี้พุ่ง เขย่าเวทีประชุม IMF-World Bank 2026