
ปมทรัพย์สินเกือบ 2 พันล้าน กมธ.เรียกคู่สมรส สส.ได้หรือไม่
รังสิมันต์ โรม เตรียมเชิญ สุชาดาและสามีชี้แจงเส้นทางเงิน ฝ่ายครอบครัวทักท้วงอำนาจ กมธ. เปิดบทบัญญัติมาตรา 129 และขอบเขตตรวจสอบที่ต่างจาก ป.ป.ช.
KEY
POINTS
- มาตรา 129 ให้อำนาจ กมธ.เรียก “บุคคลใด” มาชี้แจง โดยต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องที่พิจารณาและอยู่ในหน้าที่ของสภา
- สถานะบุคคลภายนอกหรือคู่สมรส สส. ไม่ใช่ข้อยกเว้นตามบทบัญญัติที่ยกมา แต่ต้องแยกอำนาจเรียกออกจากการบังคับให้เข้าชี้แจง
- กมธ.สอบหาข้อเท็จจริงเพื่อรายงานต่อสภา ส่วน ป.ป.ช.มีหน้าที่ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและไต่สวนตามอำนาจ ข้อสงสัยยังไม่ใช่ข้อยุติว่ามีความผิด
นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เตรียมส่งหนังสือเชิญ น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย และสามี เข้าชี้แจง หลังตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเส้นทางการเงินและบัญชีทรัพย์สินมูลค่าเกือบ 2,000 ล้านบาท
ความเคลื่อนไหวนี้ เปิดข้อถกเถียงเรื่องขอบเขตอำนาจของคณะกรรมาธิการ เมื่อฝ่ายครอบครัวตั้งคำถามว่า กมธ.มีอำนาจเรียกบุคคลภายนอกเข้าชี้แจงหรือไม่ พร้อมยืนยันว่าพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบโดยตรง เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.
ประเด็นจึงมีทั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับทรัพย์สินและเส้นทางเงิน กับคำถามว่าอำนาจสอบหาข้อเท็จจริงของ กมธ.ครอบคลุมบุคคลนอกสภาเพียงใด
จากข้อสงสัยเส้นทางเงิน สู่ข้อโต้แย้งอำนาจตรวจสอบ
นายรังสิมันต์ตั้งข้อสงสัยถึงความเชื่อมโยงกับบริษัทปล่อยกู้ กองทุนต่าง ๆ ตลอดจนประเด็นเกี่ยวกับขบวนการสแกมเมอร์และการฟอกเงิน โดยเตรียมเชิญ น.ส.สุชาดาและสามีมาชี้แจงต่อ กมธ.การกฎหมายฯ
อย่างไรก็ตาม ประเด็นเหล่านี้ยังเป็นข้อสงสัยที่ต้องตรวจสอบ ไม่ใช่ข้อยุติว่า น.ส.สุชาดาหรือสามีกระทำความผิด
ด้านนายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ประธานคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา และบิดาของ น.ส.สุชาดา เห็นว่าควรพิจารณาขอบเขตอำนาจ กมธ.ให้ชัดเจน โดยบุคคลภายนอกไม่ควรถูกเรียกเข้าชี้แจงหากไม่มีอำนาจตามกฎหมายรองรับ
นายสัมฤทธิ์ย้ำว่า หากหน่วยงานที่มีอำนาจโดยตรงอย่าง ป.ป.ช.เรียกตรวจสอบ ครอบครัวพร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่ ขณะที่ น.ส.สุชาดาเข้าแจ้งความดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทต่อนายรังสิมันต์ เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของตน
มาตรา 129 วางหลักเรียก “บุคคลใด”
บทบัญญัติที่เป็นแกนกลางของข้อถกเถียงนี้ คือรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 129 วรรคสี่ ซึ่งให้อำนาจคณะกรรมาธิการเรียกเอกสารจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความเห็นในเรื่องที่กำลังดำเนินการ สอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาอยู่
ตามบทบัญญัติที่ยกมา คำว่า “บุคคลใด” ไม่ได้จำกัดเฉพาะข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จึงครอบคลุมบุคคลภายนอกด้วย การเป็นคู่สมรสของ สส.เพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้บุคคลนั้นอยู่ในข้อยกเว้นจากอำนาจเรียก
ข้อยกเว้นที่ระบุไว้เกี่ยวข้องกับผู้พิพากษาหรือตุลาการในส่วนของการปฏิบัติหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดี และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระในส่วนที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจโดยตรง
ดังนั้น คำถามสำคัญจึงอยู่ที่บุคคลนั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ กมธ.พิจารณาอย่างไร และเรื่องดังกล่าวอยู่ในขอบเขตหน้าที่ของ กมธ.หรือไม่
ความเกี่ยวข้องกับเรื่องที่พิจารณา คือเงื่อนไขสำคัญ
มาตรา 129 วรรคหนึ่งและวรรคสอง กำหนดกรอบให้คณะกรรมาธิการกระทำกิจการ สอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของสภา
การเรียกบุคคลเข้าชี้แจงจึงต้องสัมพันธ์กับเรื่องที่ กมธ.กำลังพิจารณา อำนาจดังกล่าวไม่ได้เปิดให้เรียกบุคคลใดก็ได้โดยปราศจากความเกี่ยวข้อง
สำหรับกรณีนี้ หาก กมธ.การกฎหมายฯ พิจารณาประเด็นเส้นทางเงิน บริษัท หรือธุรกิจที่ถูกตั้งข้อสงสัย และมีข้อมูลเชื่อมโยงถึงคู่สมรสของ น.ส.สุชาดา การเชิญเข้าชี้แจงย่อมมีฐานพิจารณาตามมาตรา 129 ภายใต้กรอบหน้าที่ดังกล่าว
แต่ข้อมูลที่ให้มายังไม่แสดงรายละเอียดหนังสือเชิญ ขอบเขตเรื่องที่ กมธ.รับพิจารณา หรือหลักฐานความเกี่ยวข้องทั้งหมด จึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าการใช้อำนาจในกรณีเฉพาะนี้ครบถ้วนตามเงื่อนไขทุกประการแล้ว
อีกประเด็นที่ต้องแยกให้ชัด คือการมีฐานอำนาจเรียกหรือเชิญ กับการบังคับให้บุคคลเข้าชี้แจง โดยต้นฉบับระบุว่าการเข้าชี้แจงของบุคคลภายนอกในทางปฏิบัติขึ้นอยู่กับความสมัครใจและความร่วมมือ
กมธ.กับ ป.ป.ช.มีบทบาทต่างกัน
ข้อเสนอให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินโดยตรง สะท้อนความแตกต่างระหว่างกลไกตรวจสอบทั้งสองส่วน
คณะกรรมาธิการมีบทบาทสอบหาข้อเท็จจริง รวบรวมข้อมูล และจัดทำรายงานเสนอต่อสภา หรือส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อ กมธ.ไม่ใช่ศาล และไม่มีอำนาจพิพากษาความผิดอาญาหรือลงโทษบุคคล
ส่วน ป.ป.ช.มีอำนาจตามมาตรา 234 ในการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตลอดจนไต่สวนและชี้มูลตามหน้าที่และอำนาจ
การสอบหาข้อเท็จจริงของ กมธ.จึงอาจดำเนินควบคู่กับการตรวจสอบของ ป.ป.ช.ได้ โดยแต่ละหน่วยงานต้องอยู่ภายในขอบเขตอำนาจของตน ผลการพิจารณาของ กมธ.ไม่ได้ใช้แทนผลไต่สวนของ ป.ป.ช.หรือคำพิพากษาของศาล
สิ่งที่ต้องติดตามต่อ คือหนังสือเชิญจะระบุประเด็นและความเกี่ยวข้องไว้อย่างไร ผู้ถูกเชิญจะให้ข้อมูลหรือเอกสารใด และข้อสงสัยเกี่ยวกับทรัพย์สินเกือบ 2,000 ล้านบาทจะเข้าสู่การตรวจสอบอย่างเป็นทางการอย่างไร
มาตรา 129 วางฐานอำนาจให้ กมธ.เรียกบุคคลภายนอกได้ภายใต้เงื่อนไข ส่วนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับทรัพย์สินและเส้นทางเงินยังต้องพิสูจน์ด้วยเอกสาร คำชี้แจง และกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานที่มีอำนาจต่อไป.







