
JAL ย้ำไทยตลาดหลัก 70 ปีกรุงเทพฯ-โตเกียว รุก Inbound ปีหน้า
JAL ฉลอง 70 ปี เส้นทางกรุงเทพฯ-โตเกียว ย้ำไทยเป็นตลาดยุทธศาสตร์ พร้อมปรับแผนรุก Inbound ดึงชาวญี่ปุ่นเที่ยวไทย รับมือเยนอ่อนค่า
KEY
POINTS
- เจแปนแอร์ไลน์ (JAL) ฉลองครบรอบ 70 ปีเส้นทางบินกรุงเทพฯ-โตเกียว พร้อมตอกย้ำว่าประเทศไทยเป็นตลาดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ
- สายการบินเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันในอุตสาหกรรม ราคาน้ำมัน และค่าเงินเยนที่อ่อนตัวลง ซึ่งส่งผลให้ชาวญี่ปุ่นเดินทางออกนอกประเทศชะลอตัว
- ปีหน้า JAL จะปรับกลยุทธ์การตลาดโดยหันมามุ่งเน้นตลาดขาเข้า (Inbound) มากขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ชาวญี่ปุ่นเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย
สายการบินเจแปนแอร์ไลน์ (Japan Airlines: JAL) ฉลองครบรอบ 70 ปี การเปิดให้บริการเส้นทางบินกรุงเทพฯ-โตเกียว ตอกย้ำบทบาทประเทศไทยในฐานะตลาดยุทธศาสตร์สำคัญของสายการบิน
พร้อมปรับกลยุทธ์ธุรกิจรับมือความท้าทายทั้งการแข่งขันในอุตสาหกรรม ราคาน้ำมัน และค่าเงินเยนที่อ่อนตัวลง
JAL จัดพิธีเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 70 ปี ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยมี นายยูจิ ไซโตะ (Mr. Yuji Saito) รองประธานบริษัท JAL เป็นประธาน พร้อมด้วย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายมาซาโตะ โอตากะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย และนายกลินท์ สารสิน นายกสมาคมไทย-ญี่ปุ่น เข้าร่วมงาน
จุดเริ่มต้นของ JAL ในประเทศไทยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 กันยายน 1956 จากการจัดตั้งสำนักงานสาขากรุงเทพฯ
ก่อนเปิดให้บริการเส้นทางจากโตเกียวและฮ่องกงมายังกรุงเทพฯ อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 ตุลาคมปีเดียวกัน ด้วยเครื่องบิน DC-6B จำนวน 2 เที่ยวบินต่อสัปดาห์
นายยูจิ ไซโตะ กล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและญี่ปุ่นที่มีมาอย่างยาวนาน เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้กรุงเทพฯ เป็นจุดหมายปลายทางหลักของ JAL ตั้งแต่เริ่มต้น และยังคงเป็นเส้นทางที่มีความสำคัญต่อการเติบโตของสายการบินมาจนถึงปัจจุบัน
“ประเทศไทยและญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาอย่างยาวนาน ขณะที่นักเดินทางจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เดินทางไปญี่ปุ่นมากที่สุดกลุ่มหนึ่งคือคนไทย” โดย JAL มองว่าปัจจัยดังกล่าวยังเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อการเดินทางระหว่างสองประเทศ
สำหรับการแข่งขันในธุรกิจการบิน JAL เลือกใช้คุณภาพของผลิตภัณฑ์และการบริการเป็นเครื่องมือสร้างความแตกต่าง
มุ่งพัฒนาประสบการณ์ของผู้โดยสารผ่านมาตรฐานการบริการ (Service Excellence) และการทำงานของพนักงานที่ให้ความสำคัญกับความพึงพอใจของผู้โดยสารในทุกเที่ยวบิน
ขณะเดียวกัน JAL ยังต้องบริหารความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงาน โดยเฉพาะความผันผวนของราคาน้ำมันที่ได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง
JAL ระบุว่า ในระยะแรกสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อต้นทุนของสายการบิน แต่บริษัทมีระบบบริหารจัดการต้นทุนเพื่อรองรับความผันผวน อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในระยะยาว
ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีผลโดยตรงต่อต้นทุนการดำเนินงานของธุรกิจการบิน
สำหรับแผนธุรกิจในปีหน้า JAL เตรียมปรับกลยุทธ์การตลาดให้สอดรับกับสถานการณ์ค่าเงินเยนที่อ่อนค่า ซึ่งส่งผลให้การเดินทางออกนอกประเทศของชาวญี่ปุ่นชะลอตัวลง
ดังนั้น JAL จะเพิ่มน้ำหนักการทำตลาดขาเข้า (Inbound) โดยส่งเสริมให้ชาวญี่ปุ่นเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยมากขึ้น เพื่อสร้างสมดุลด้านจำนวนผู้โดยสารระหว่างตลาดไทย-ญี่ปุ่น และสนับสนุนการเติบโตของเส้นทางบินในระยะยาว
การปรับกลยุทธ์ดังกล่าวยังสอดรับกับวาระครบรอบ 140 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ญี่ปุ่นในปีหน้า ซึ่ง JAL มองเป็นโอกาสในการใช้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเป็นแรงส่งต่อการเดินทางและการท่องเที่ยวระหว่างกัน
จากเส้นทางบินที่เริ่มต้นเมื่อ 70 ปีก่อนด้วยเครื่องบิน DC-6B และเพียง 2 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ กรุงเทพฯ
ไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางหนึ่งในเครือข่ายของ JAL แต่เป็นตลาดที่สายการบินยังคงให้ความสำคัญในแผนธุรกิจระยะยาว โดยเฉพาะการสร้างสมดุลระหว่างตลาดคนไทยเดินทางไปญี่ปุ่น และการดึงนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเข้าสู่ประเทศไทย







