
นายกฯอนุทินชี้น้ำหนุนทำระบายติดขัด แจงแจกเงินสะอาดแทนถุงยังชีพ
อนุทินย้ำ กทม.–กรมชลฯ–กฟผ. ต้องประสานข้อมูลระบายน้ำ แจงแจกเงินส่วนตัวช่วยชาวสายไหมเพราะถุงยังชีพหมด ยืนยันเป็นเงินเดือน ไม่หวังผลการเมือง
KEY
POINTS
- นายกฯ อนุทิน ชี้ปัญหาน้ำท่วมเกิดจากระดับน้ำโดยรอบหนุนสูง ทำให้การระบายน้ำติดขัด ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน
- ชี้แจงกรณีมอบเงินส่วนตัวให้ผู้ประสบภัยย่านสายไหม เนื่องจากถุงยังชีพที่เตรียมไปหมด แต่ยังมีประชาชนต้องการความช่วยเหลือ
- ยืนยันว่าเงินที่มอบให้เป็น "เงินสะอาด" ซึ่งมาจากเงินเดือนในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และไม่ต้องการให้มีการนำประชาชนมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงปัญหาการระบายน้ำว่า ระดับน้ำโดยรอบยังหนุนสูง ทำให้ยังระบายน้ำไม่ได้ จึงต้องประสานข้อมูลระหว่างกรุงเทพมหานคร กรมชลประทาน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อย่างใกล้ชิด พร้อมชี้แจงกรณีมอบเงินส่วนตัวให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมย่านสายไหมว่า ต้องการช่วยเหลือประชาชนหลังถุงยังชีพที่เตรียมไปหมดลง
นายอนุทินระบุว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลและกำกับดูแลสถานการณ์ร่วมกัน ไม่ต่างคนต่างแก้ปัญหา เพราะหากไม่ประสานข้อมูลการปล่อยน้ำจากเขื่อนของกรมชลประทานหรือ กฟผ. แม้จะพยายามระบายน้ำออก แต่ก็อาจมีน้ำใหม่ไหลเข้ามาเติมอย่างต่อเนื่อง
สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่การระดมกำลังบริหารเส้นทางน้ำให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ควบคู่กับการติดตามและเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องจนกว่าระดับน้ำจะลดลง
ส่วนกรณีแจกเงินส่วนตัวระหว่างลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยย่านสายไหม นายอนุทินชี้แจงว่า ถุงยังชีพที่เตรียมไปหมดพอดี ขณะที่ยังมีประชาชนเดินทางไกลออกมาหา จึงนำเงินส่วนตัวที่มีติดตัวอยู่ในขณะนั้นมอบให้แทน
นายอนุทินยืนยันว่าเป็น “เงินสะอาดแน่นอน” โดยเป็นส่วนหนึ่งของเงินเดือนที่ได้รับจากการเป็นข้าราชการและนายกรัฐมนตรี และเงินที่มอบให้ประชาชนรวมแล้วยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเงินเดือนที่ได้รับ
สำหรับกรณี น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน ตั้งคำถามถึงความสะอาดของเงิน นายอนุทินกล่าวว่า ไม่อยากให้นำประชาชนมาเป็นตัวประกันทางการเมือง พร้อมย้ำว่าช่วงเวลานี้ควรให้ความสำคัญกับความสามัคคีและความร่วมมือช่วยเหลือผู้ประสบภัย
นายอนุทินระบุว่า การมอบเงินดังกล่าวเกิดจากความตั้งใจดูแลประชาชน โดยไม่ได้คิดถึงเรื่องการเมือง ขณะที่การแก้ปัญหาน้ำท่วมยังต้องอาศัยทุกหน่วยงานร่วมบริหารเส้นทางน้ำและติดตามสถานการณ์จนกว่าระดับน้ำจะลดลง







