
จาก “โพย” ถึงตัวการ ดร.ดิเรกฤทธิ์ชี้ศาลสาวต่อคดีฮั้วสว.
ดร.ดิเรกฤทธิ์ชี้ระบบไต่สวนเปิดทางศาลต่อจิ๊กซอว์จากโพย ผู้ลงคะแนน และผู้จัดตั้ง พร้อมใช้ความเห็น กกต.เสียงข้างน้อยประกอบการพิจารณา
KEY
POINTS
- ดร.ดิเรกฤทธิ์ชี้ว่า ประเด็น “โพย” ต้องตรวจให้ไกลกว่ากระดาษหรือหมายเลข โดยต้องดูว่าใครเป็นต้นทาง ใครรับคำสั่ง และมีผลประโยชน์เชื่อมโยงกันหรือไม่
- ระบบไต่สวนเปิดทางให้ศาลเรียกพยาน เอกสาร และบุคคลเพิ่มได้ หากหลักฐานเชื่อมไปถึงผู้เตรียมการ ผู้จัดตั้ง หรือผู้สนับสนุน
- ความเห็นของ กกต.เสียงข้างน้อย รวมถึงคำให้การจากผู้สมัครในวันเลือก สว. อาจกลายเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ศาลใช้ประกอบการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งระบบ
คดีตรวจสอบฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) กำลังเดินเข้าสู่ช่วงที่คำถามสำคัญไม่ได้หยุดอยู่เพียงว่า “มีโพยหรือไม่” แต่ขยับไปถึงว่า หากโพยมีจริง ใครเป็นคนกำหนด ใครเป็นผู้รับคำสั่ง และเส้นทางของคำสั่งนั้นย้อนกลับไปถึงผู้จัดตั้งได้หรือไม่
ดร.ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม อดีตเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง และอดีต สว. ระบุว่า จุดสำคัญของคดีอยู่ที่กระบวนการไต่สวนของศาล ซึ่งเปิดทางให้ศาลค้นหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมได้เอง ไม่ต้องหยุดอยู่เฉพาะหลักฐานที่คู่ความนำเสนอ
มุมมองนี้ทำให้คดีนี้อาจไม่จบเพียงผู้สมัครหรือผู้ได้รับเลือก แต่สามารถขยายผลไปถึงผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้เตรียมการ ผู้ประสานงาน หรือผู้สนับสนุนได้ หากพยานหลักฐานเชื่อมถึงกัน
“โพย” ไม่ใช่ปลายทาง แต่เป็นจุดเริ่มต้น
ดร.ดิเรกฤทธิ์ตั้งข้อสังเกตว่า จากข้อมูลที่ปรากฏผ่านสื่อ คำร้องเรียน และการตรวจสอบที่ผ่านมา ประเด็นเรื่อง “โพย” ถูกพูดถึงต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงหลังการเลือก สว.
นอกจากนี้ มองว่า หากพบผู้สมัครหลายคนถือหมายเลขชุดเดียวกัน หรือมีพฤติการณ์ลงคะแนนสอดคล้องกัน ศาลต้องตรวจต่อว่า หมายเลขเหล่านั้นมาจากไหน ใครเป็นผู้จัดทำ และผู้ลงคะแนนตัดสินใจอย่างอิสระจริงหรือไม่
ประเด็นนี้สำคัญอย่างยิ่ง หากผู้ถูกกล่าวหาใช้ข้อต่อสู้ว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเพียง “โพยช่วยจำ” ไม่ใช่โพยที่ใช้สั่งลงคะแนน
ดร.ดิเรกฤทธิ์เห็นว่า หากเป็นเพียงการช่วยจำจริง ก็ต้องตอบให้ได้ว่าเหตุใดผู้สมัครหลายคนจึงจำข้อมูลตรงกัน และเหตุใดผลการลงคะแนนจึงสัมพันธ์กับหมายเลขที่ถูกกล่าวถึง
ศาลจึงต้องตรวจทั้งต้นทางของข้อมูล ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และผลประโยชน์ที่อาจเกี่ยวข้อง ก่อนวินิจฉัยว่าพฤติการณ์เหล่านั้นสะท้อนการจัดตั้งหรือเป็นเพียงการตัดสินใจของผู้สมัครแต่ละคน
จากผู้ถือโพย ถึงผู้จัดตั้ง
หัวใจของเรื่องอยู่ที่ลักษณะของ “ระบบไต่สวน”
ดร.ดิเรกฤทธิ์อธิบายว่า ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีอำนาจค้นหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม โดยสามารถเรียกเอกสาร พยานบุคคล หรือข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาประกอบคดีได้ หากเห็นว่าข้อเท็จจริงยังไม่ครบ
ต่างจากคดีบางประเภทที่คู่ความต้องเป็นฝ่ายนำหลักฐานเข้ามาต่อสู้กันเป็นหลัก ศาลในระบบไต่สวนสามารถตั้งคำถามเองและเรียกพยานเพิ่ม เพื่อให้เห็นภาพเหตุการณ์ทั้งชุด
ดร.ดิเรกฤทธิ์ เปรียบกระบวนการนี้กับการต่อจิ๊กซอว์ เมื่อศาลมีชิ้นส่วนหนึ่งแล้ว ก็สามารถค้นหาชิ้นส่วนอื่นมาต่อจนเห็นภาพทั้งหมด
ดังนั้น หากหลักฐานจากผู้ลงคะแนนโยงไปถึงผู้ประสานงาน และจากผู้ประสานงานโยงต่อไปถึงผู้จัดตั้งหรือผู้สนับสนุนค่าใช้จ่าย ศาลก็สามารถตรวจต่อไปตามเส้นทางพยานหลักฐานนั้น
คดี 77 รายชื่อเป็นเพียงจุดเริ่มต้น
ในมุมของ ดร.ดิเรกฤทธิ์ การที่ กกต. มีมติดำเนินคดีกับบุคคลรวม 77 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มี สว. 26 ราย ไม่ได้หมายความว่าขอบเขตคดีถูกปิดไว้แค่นั้น
เมื่อคดีเข้าสู่ศาล ศาลยังสามารถตรวจสอบเพิ่มเติมได้ หากพบพยานหลักฐานที่โยงไปยังบุคคลอื่น
คำถามจึงไม่ได้มีเพียงว่า ผู้ที่อยู่ใน 77 รายชื่อกระทำผิดหรือไม่ แต่ยังรวมถึงว่า พฤติการณ์ที่เกิดขึ้นมีโครงสร้างอยู่เบื้องหลังหรือไม่ และหากมี ใครทำหน้าที่อะไรในกระบวนการนั้น
อย่างไรก็ตาม การถูกกล่าวถึงหรือปรากฏชื่อในพยานหลักฐานยังไม่เท่ากับความผิด ผู้ถูกกล่าวหาทุกฝ่ายยังมีสิทธินำหลักฐานเข้าชี้แจงต่อศาล
ความเห็น กกต.เสียงข้างน้อย อาจเป็นอีกชิ้นส่วน
อีกประเด็นที่ ดร.ดิเรกฤทธิ์ให้ความสำคัญ คือความเห็นของ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้งเสียงข้างน้อย
ในมุมมองของดร.ดิเรกฤทธิ์ บันทึกความเห็นนี้สามารถเป็นข้อมูลให้ศาลนำไปเปรียบเทียบกับเหตุผลของ กกต.เสียงข้างมากได้ โดยเฉพาะประเด็นที่แต่ละฝ่ายเห็นต่างกันเรื่องน้ำหนักพยานและขอบเขตการตรวจสอบ
นายสิทธิโชติเคยทำงานในศาลฎีกาและมีประสบการณ์ในคดีเลือกตั้งมาก่อน ความเห็นของเขาจึงอาจช่วยให้ศาลเห็นอีกด้านหนึ่งของสำนวน
หากศาลเห็นว่ามีประเด็นใดต้องซักถามเพิ่มเติม ศาลยังสามารถเรียกผู้เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำเพิ่มได้ตามกระบวนการ
น้ำหนักสุดท้ายของความเห็นเหล่านี้ยังขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล เมื่อพิจารณาร่วมกับหลักฐานทั้งหมด
คำให้การ “โกเมท” เติมภาพวันเลือก สว.
ขณะที่คำอธิบายของ ดร.ดิเรกฤทธิ์มองไปที่อำนาจของศาล คำให้การของ โกเมท เกิดสมบัติ สว.สำรอง กลุ่มที่ 5 ช่วยย้อนภาพกลับไปยังวันเลือก สว.ระดับประเทศ เมื่อ 26 มิถุนายน 2567
โกเมท เริ่มต้นว่าเดินทางถึงเมืองทองธานีตั้งแต่ช่วงเช้า และพบกลุ่มผู้สมัครบางส่วนเดินทางมาอย่างเป็นระบบ
ในรอบเช้า โกเมท ได้รับประมาณ 17 คะแนน และผ่านเข้าสู่รอบ 40 คน แต่ระหว่างนับคะแนน ได้เห็นข้อผิดสังเกตและร่วมกับผู้สมัครคนอื่นยื่นขอให้นับใหม่
ต่อมา ได้พูดคุยกับผู้สมัครรายหนึ่งในกลุ่มเดียวกัน ซึ่งภายหลังได้รับเลือกเป็น สว. โดยโกเมทเล่าว่า ผู้สมัครรายนั้นบอกว่าอยากลงคะแนนให้เขา แต่ลำดับหมายเลข 1 ถึง 6 ถูกเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว
ข้อมูลส่วนนี้ยังเป็นคำบอกเล่าจากผู้ให้สัมภาษณ์ และต้องตรวจสอบกับพยานหลักฐานอื่นในกระบวนการยุติธรรม
จากกระดาษสู่ “ตัวเลขบนนิ้ว”
โกเมทยังเล่าอีกว่า ในช่วงเลือกไขว้ภาคบ่าย เขาทำ “โพยสมมติฐาน” ขึ้นมา เพื่อทดสอบว่าเจ้าหน้าที่จะจัดการอย่างไร หากพบผู้ถือโพยเข้าสู่พื้นที่เลือก
เมื่อ กกต.คนหนึ่งเข้ามาตักเตือน เขาจึงถามตรง ๆ ว่าการทำโพยลักษณะนี้ผิดหรือไม่ และได้รับคำตอบว่า “ผิด”
หลังเหตุการณ์ดังกล่าว มีการกำชับไม่ให้นำโพยเข้าสู่คูหา
แต่โกเมทอ้างว่า หลังจากห้ามใช้กระดาษ เขายัง เห็นผู้สมัครชายคนหนึ่งใช้ปากกาเขียนหมายเลขลงบนนิ้วมือ โดยแยกหมายเลขตามกลุ่มที่จะลงคะแนน
คำให้การนี้ยังต้องพิสูจน์ด้วยพยานอื่นเช่นกัน แต่หากถูกนำเข้าสู่สำนวน ย่อมกลายเป็นหนึ่งในจุดที่ศาลสามารถไต่สวนต่อได้ว่า ตัวเลขเหล่านั้นมาจากไหน และสัมพันธ์กับผลคะแนนหรือไม่
ปลายทางอยู่ที่ “ความเชื่อมโยง”
เมื่อวางคำให้การจากวันเลือก สว. คู่กับคำอธิบายเรื่องอำนาจศาล ภาพของคดีจึงขยับจากข้อสงสัยเรื่อง “โพย” ไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า
- ใครเป็นต้นทางของหมายเลข
- เหตุใดผู้สมัครหลายคนจึงมีข้อมูลตรงกัน
- มีผู้ใดทำหน้าที่ประสานคน จัดผู้สมัคร หรือสนับสนุนค่าใช้จ่ายหรือไม่
- และหากมี หลักฐานจะเชื่อมโยงบุคคลเหล่านั้นเข้าหากันได้มากน้อยเพียงใด
นี่คือจุดที่ระบบไต่สวนมีความสำคัญ เพราะศาลสามารถเดินตามเส้นทางหลักฐานไปได้ไกลกว่าจุดเริ่มต้นของสำนวน
ท้ายที่สุด คดีนี้จึงไม่ได้วัดกันที่การพบ “โพย” เพียงชิ้นเดียว แต่จะวัดกันที่ว่าศาลสามารถต่อชิ้นส่วนจากโพย ผู้ถือโพย ผลคะแนน ผู้ประสานงาน และผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลัง ให้กลายเป็นภาพเดียวกันได้หรือไม่
หากต่อได้ คดีก็อาจขยายไปไกลกว่าผู้ลงคะแนนในวันเลือก แต่หากต่อไม่ได้ ข้อกล่าวหาก็ต้องหยุดอยู่ตรงจุดที่พยานหลักฐานไปไม่ถึง
แหล่งที่มา : รายการคมชัดลึก







