
“บ่อสวกโมเดล” เปลี่ยนเตาเผา 750 ปีเป็นทุน ดันชุมชนแก้จนด้วยท่องเที่ยว
อพท. คว้ารางวัลเลิศรัฐ 2569 จาก “บ่อสวกโมเดล” ใช้ทุนวัฒนธรรมสร้างรายได้ ดันรายได้ต่อหัวโต 52.8% นักท่องเที่ยวแตะเกือบ 1 หมื่นคนต่อปี
อพท. คว้ารางวัลเลิศรัฐ 2569 “บ่อสวกโมเดล” ใช้ท่องเที่ยวแก้จน ดันชุมชนสู่นานาชาติ
องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) คว้ารางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2569 ด้านการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ระดับดี ประเภทสัมฤทธิผลประชาชนมีส่วนร่วม จากผลงาน “บ่อสวกโมเดล : แก้จนด้วยมนต์เสน่ห์เตาเผา 750 ปี สู่ต้นแบบหมู่บ้านท่องเที่ยวระดับโลก” โดยใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ควบคู่กับการอนุรักษ์ทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น
นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการ อพท. กล่าวว่า การพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของ อพท. ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชน ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่และทรัพยากร
โดยตลอด 23 ปีที่ผ่านมา อพท. ทำงานบนหลัก “ประโยชน์ชุมชน – พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน – สู่มาตรฐานสากลอย่างยั่งยืน” เพื่อให้การท่องเที่ยวไม่ได้สร้างเพียงรายได้ แต่ต้องนำไปสู่คุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของคนในพื้นที่ด้วย
นายศิริปกรณ์ระบุว่า แนวทางของ อพท. ต้องการเปลี่ยนจาก “Transaction สู่ Transformation” หรือจากการทำกิจกรรมระยะสั้นไปสู่การสร้างคุณค่าที่ต่อเนื่อง โดยเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่การรับข้อมูล การปรึกษาหารือ การเข้ามามีบทบาท
ไปจนถึงการทำงานร่วมกัน พร้อมให้ความสำคัญกับการวัดผลทั้งด้านรายได้ คุณภาพชีวิต และความสุขของเจ้าบ้านและนักท่องเที่ยว เพื่อให้การพัฒนาการท่องเที่ยวเกิดความสมดุล
“บ่อสวกโมเดล” ดึงทุนวัฒนธรรมแก้โจทย์เศรษฐกิจชุมชน
สำหรับตำบลบ่อสวก จังหวัดน่าน เดิมชุมชนพึ่งพาการทำเกษตรเชิงเดี่ยว มีรายได้เฉลี่ย 47,371 บาทต่อคนต่อปี และมีภาระหนี้สินประมาณ 60,000–80,000 บาทต่อครัวเรือน ขณะเดียวกัน แหล่งเตาเผาโบราณอายุกว่า 750 ปี รวมถึงภูมิปัญญาช่างศิลป์ล้านนาตะวันออก กำลังเผชิญความเสี่ยงที่จะสูญหายจากการขาดผู้สืบทอด
ตั้งแต่ปี 2560 อพท. จึงเข้ามาทำงานร่วมกับภาคีในพื้นที่ โดยนำการท่องเที่ยวมาเป็นเครื่องมือสร้างอาชีพและรายได้ ควบคู่กับการรักษาทุนทางวัฒนธรรม ผ่านรูปแบบความร่วมมือที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ งบประมาณ บุคลากร นวัตกรรม และตลาดเข้าด้วยกัน
อพท.น่าน ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงในการบูรณาการข้อมูลและพัฒนาศักยภาพบุคลากร ขณะที่ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลบ่อสวกเป็นแกนนำบริหารจัดการการท่องเที่ยวและกำหนดกติกาภายใต้ธรรมนูญชุมชน
ส่วนองค์การบริหารส่วนตำบลบ่อสวกสนับสนุนแผนพัฒนาพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานกว่า 31 ล้านบาท และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ่อสวกเข้ามาสนับสนุนมาตรฐานด้านความปลอดภัย สุขอนามัย และการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ
ภาควิชาการเข้ามาเสริมองค์ความรู้และเทคโนโลยี โดยวิทยาลัยชุมชนน่านสนับสนุนงานวิจัยด้านสีย้อมธรรมชาติและมัดย้อม ขณะที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน นำเทคโนโลยี AI มาช่วยพัฒนาลวดลายและบรรจุภัณฑ์
ขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและภาคเอกชนช่วยประชาสัมพันธ์และเชื่อมโยงชุมชนกับตลาดและบริษัทนำเที่ยว
รายได้โต 52.8% นักท่องเที่ยวแตะเกือบ 1 หมื่นคน
ผลจากการพัฒนาต่อเนื่องทำให้รายได้เฉลี่ยต่อหัวของชาวบ่อสวกเพิ่มจาก 47,371 บาท เป็น 72,385 บาทต่อปี หรือเพิ่มขึ้น 52.80% ขณะที่รายได้จากการท่องเที่ยวในปีล่าสุดอยู่ที่ 3.87 ล้านบาท ส่วนนักท่องเที่ยวเพิ่มจากประมาณ 3,500 คน เป็นเกือบ 10,000 คนต่อปี
การเติบโตของกิจกรรมท่องเที่ยวยังนำไปสู่การสร้างอาชีพในพื้นที่และการกลับมาของคนรุ่นใหม่ หรือ Reverse Migration โดยคนหนุ่มสาวบางส่วนกลับมาประกอบอาชีพและทำธุรกิจในบ้านเกิด
ขณะเดียวกัน ชุมชนได้จัดตั้ง “ศูนย์เรียนรู้ต้นแบบ-บ่อสวกโมเดล” เพื่อรวบรวมและถ่ายทอดบทเรียนให้พื้นที่อื่นนำไปประยุกต์ใช้ตามบริบทของตนเอง
ด้านการยอมรับในระดับนานาชาติ บ่อสวกได้รับรางวัล Best Tourism Villages 2024 จาก UN Tourism และได้รับรางวัลกินรี 3 สมัย สะท้อนการยกระดับทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นไปสู่รูปแบบการท่องเที่ยวที่มีมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล
นายศิริปกรณ์กล่าวว่า รางวัลเลิศรัฐครั้งนี้สะท้อนผลจากการทำงานร่วมกันของภาครัฐ ชุมชน ภาควิชาการ และภาคเอกชน และเป็นแรงสนับสนุนให้ อพท. เดินหน้าพัฒนาพื้นที่พิเศษทั่วประเทศ โดยเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการให้คนใ







