
วัสแนะ “หมอสรณ” หยุดทำหน้าที่ทันที ย้ำศาลรับฟ้องไม่ได้แปลว่าชนะคดี
วัส ติงสมิตร ชี้คำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหายังมีผล แนะหมอสรณหยุดทำหน้าที่ประธาน กสทช. รอศาลปกครองกลางพิจารณาคำขอทุเลาการบังคับ
KEY
POINTS
- นายวัส ติงสมิตร แนะให้ นพ.สรณ หยุดปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ทันที โดยชี้ว่าการที่ศาลปกครองสูงสุดรับฟ้องไว้พิจารณา ไม่ได้หมายความว่า นพ.สรณ ชนะคดีหรือมีสิทธิ์กลับมาทำงานแล้ว
- คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาที่ให้ นพ.สรณ พ้นจากตำแหน่งยังคงมีผลทางกฎหมายอยู่ การปฏิบัติหน้าที่ต่อไปอาจทำให้มติของ กสทช. ถูกโต้แย้งได้ในอนาคต
- การหยุดปฏิบัติหน้าที่จะทำให้กรรมการ กสทช. ที่เหลือสามารถเดินหน้าพิจารณาวาระที่ค้างอยู่กว่า 170 เรื่อง เพื่อให้การทำงานขององค์กรต่อเนื่องและลดความเสียหายต่อประเทศ
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาและอดีตประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แนะ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ หยุดปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ตั้งแต่การประชุมวันที่ 3 กันยายน 2569 จนกว่าศาลปกครองกลางจะมีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอทุเลาการบังคับ หลังศาลปกครองสูงสุดสั่งรับคำฟ้องไว้พิจารณา แต่ยังไม่ได้วินิจฉัยว่า "นพ.สรณชนะคดีหรือมีสิทธิกลับมาปฏิบัติหน้าที่"
นายวัสวิเคราะห์คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 952/2569 ซึ่งกลับคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น จากเดิมที่ไม่รับคำฟ้อง เป็นให้รับคำฟ้องของ นพ.สรณไว้พิจารณา พร้อมให้ศาลปกครองกลางดำเนินกระบวนพิจารณาและวินิจฉัยคำขอทุเลาการบังคับชั่วคราวต่อไป
สาระสำคัญของคำสั่งอยู่ที่ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า คณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เนื่องจากใช้อำนาจตามกฎหมายและการใช้อำนาจดังกล่าวมีผลกระทบต่อสิทธิของบุคคลโดยตรง ข้อพิพาทจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง
ขณะเดียวกัน คำวินิจฉัยที่ 1/2569 ของคณะกรรมการสรรหา ซึ่งระบุว่า นพ.สรณมีลักษณะต้องห้ามจากการไม่ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพตามมาตรา 8 และถือเป็นการสละสิทธิตามมาตรา 18 จนนำไปสู่การพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 20 มีผลกระทบต่อสถานภาพ สิทธิ และหน้าที่โดยตรง จึงเข้าลักษณะเป็นคำสั่งทางปกครอง ไม่ใช่เพียงความเห็นหรือขั้นตอนภายในองค์กร
นอกจากนี้ กฎหมาย กสทช. กำหนดให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาเป็นที่สุด นพ.สรณจึงสามารถยื่นฟ้องต่อศาลปกครองได้โดยไม่ต้องอุทธรณ์ภายในก่อน โดยได้รับทราบคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม และยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ซึ่งยังอยู่ภายในกำหนด 90 วัน
อย่างไรก็ตาม วัสย้ำว่า คำสั่งครั้งนี้วินิจฉัยเพียงว่า นพ.สรณมีสิทธิฟ้องคดีและศาลปกครองรับคดีไว้พิจารณาได้เท่านั้น ศาลยังไม่ได้ตัดสินว่า นพ.สรณมีลักษณะต้องห้ามจริงหรือไม่ และยังไม่ได้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา
นายวัส เห็นว่า ระหว่างที่คำวินิจฉัยดังกล่าวยังมีผลทางปกครอง นพ.สรณควรหยุดปฏิบัติหน้าที่เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่มติหรือคำสั่งของ กสทช. จะถูกโต้แย้งในภายหลัง รวมถึงความเสี่ยงทางกฎหมายต่อตัว นพ.สรณเอง
"การหยุดปฏิบัติหน้าที่ยังจะเปิดทางให้กรรมการ กสทช. ที่เหลือ ซึ่งต้องมีไม่น้อยกว่า 4 คน เดินหน้าพิจารณาวาระค้างกว่า 170 เรื่อง เพื่อรักษาความต่อเนื่องของบริการสาธารณะและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศ" นายวัส ระบุ
แหล่งที่มาประกอบข่าว : เพจเฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร







