
วัสชี้คดีฮั้ว ส.ว. 2567 ร้ายแรงกว่าคดีเลือกตั้ง 2549 เสี่ยงยึดอำนาจรัฐ
วัส ติงสมิตร มองคดีฮั้ว ส.ว. กระทบโครงสร้างอำนาจ เปิดทางเครือข่ายการเมืองยึดองค์กรอิสระ ทำลายกลไกตรวจสอบ, ย้ำ กกต. ใช้หลักฐานอันควรเชื่อได้ในการส่งศาลฎีกา
KEY
POINTS
- นายวัส ติงสมิตร ชี้ว่าคดีฮั้วเลือก ส.ว. 2567 มีความร้ายแรงกว่าคดีเลือกตั้งปี 2549 เพราะอาจนำไปสู่การยึดอำนาจรัฐในระดับโครงสร้าง
- การฮั้ว ส.ว. อาจทำให้เครือข่ายการเมืองเข้าครอบงำองค์กรอิสระและองค์กรสำคัญของประเทศ ซึ่งจะทำลายกลไกการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ
- กกต. สามารถใช้เกณฑ์ "หลักฐานอันควรเชื่อได้" ในการพิจารณาส่งคดีให้ศาลฎีกา โดยไม่จำเป็นต้องใช้มาตรฐานการพิสูจน์ที่เข้มงวดเท่าคดีอาญา
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษา และอดีตประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก (คลิกแหล่งที่มา) มองว่า คดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ปี 2567 มีความร้ายแรงกว่าคดีจัดการเลือกตั้งปี 2549 อย่างมหาศาล เนื่องจากอาจเปิดทางให้เครือข่ายทางการเมืองเข้าไปยึดฐานอำนาจในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญและองค์กรสำคัญของประเทศ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการครอบครองอำนาจฝ่ายบริหาร
ผลกระทบสำคัญคือ กลไกตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจรัฐอาจสูญเสียไปอย่างสิ้นเชิง หากองค์กรที่มีหน้าที่กำกับตรวจสอบถูกแทรกแซงหรือครอบงำ ย่อมทำให้ประเทศเสี่ยงถูก “กินรวบ” ในระดับโครงสร้าง
สำหรับบทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายวัสระบุว่า การพิจารณาคดีเลือกตั้งใช้เกณฑ์เพียง “หลักฐานอันควรเชื่อได้” (Reasonable Evidence to Believe) ไม่จำเป็นต้องใช้มาตรฐานพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัยตามสมควร (Proof Beyond a Reasonable Doubt) เช่นเดียวกับคดีอาญาทั่วไป
ดังนั้น การใช้ดุลพินิจของ กกต. ว่าจะส่งคดีฮั้ว ส.ว. ให้ศาลฎีกาพิจารณาหรือไม่ ต้องตั้งอยู่บนเหตุผลที่มีน้ำหนักและเป็นที่ยอมรับ เพื่อป้องกันไม่ให้ กกต. เผชิญวิกฤตศรัทธาจากประชาชน







