
พรุ่งนี้! “อนุทิน” ลงนามสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา 4.6 พันล้าน
“อนุทิน ชาญวีรกูล” เตรียมเป็นประธานเซ็นสัญญาสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลามูลค่ากว่า 4.6 พันล้านบาท เชื่อมสงขลา-พัทลุง ย่นเวลาเหลือ 15 นาที พร้อมเปิดใช้งาน ส.ค.72
KEY
POINTS
- นายกฯ อนุทิน เตรียมเป็นประธานลงนามสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา มูลค่ากว่า 4.6 พันล้านบาท
- สะพานจะเชื่อมระหว่าง อ.กระแสสินธุ์ จ.สงขลา และ อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง ช่วยลดระยะเวลาเดินทางจากเกือบ 2 ชั่วโมง เหลือประมาณ 15 นาที
- โครงการคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2572 โดยมีมาตรการเข้มงวดเพื่ออนุรักษ์โลมาอิรวดีซึ่งเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง
วันที่ 31 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เตรียมร่วมเป็นประธาน ลงนาม เซ็นสัญญา โครงการก่อสร้าง“สะพานข้ามทะเลสาบสงขลา” ซึ่งเป็นสะพานข้ามแหล่งน้ำยาวที่สุดในไทยแห่งใหม่
โครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลาที่เชื่อมระหว่าง อ.กระแสสินธุ์ จ.สงขลา และ อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง กำลังถูกจับตามองในฐานะ “แลนด์มาร์คใหม่” และ “Case Study” ระดับโลก ด้วยงบประมาณกว่า 4,645 ล้านบาท (เงินกู้จากธนาคารโลก 70% และงบประมาณแผ่นดิน 30%)
ขณะนี้กระทรวงการคลังพิจารณาเพิ่มเติม หลังจัดทำแผนอนุรักษ์โลมาอิรวดีเสร็จ จากนั้นเซ็นสัญญาก่อสร้างและเริ่มก่อสร้างทันที และแล้วเสร็จปี 2572
ก่อนหน้านี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) พร้อมด้วย คุณเมลินดา ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทยและเมียนมา นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท และผู้บริหารจากกรมอุทยานแห่งชาติฯ กรมประมง และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมโครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา (อ.กระแสสินธุ์ จ.สงขลา - อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง) และโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา จ.กระบี่
นางจินดารัตน์ เปิดเผยว่า หลังจาก นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ลงนามในสัญญาเงินกู้และข้อตกลงความช่วยเหลือแบบให้เปล่ากับธนาคารโลก เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายเพื่อให้สัญญาเงินกู้มีผลบังคับใช้ เพื่อให้กรมทางหลวงชนบทสามารถลงนามสัญญาก่อสร้างและเริ่มดำเนินการได้ภายในปีนี้
ขณะที่ นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เปิดเผยถึงความคืบหน้าด้านระยะเวลาก่อสร้างว่า หากขั้นตอนของกระทรวงการคลังแล้วเสร็จ คาดว่าจะสามารถลงนามในสัญญาจ้างก่อสร้างได้ในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 โดยมีระยะเวลาการก่อสร้างตามสัญญาทั้งสิ้นไม่เกิน 1,080 วัน (ประมาณ 2 ปี 11 เดือน) และคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมเปิดใช้งานได้ในช่วงกลางเดือนสิงหาคม 2572
สำหรับโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา มีระยะทางรวมประมาณ 7 กิโลเมตร จะช่วยลดระยะเวลาการเดินทางระหว่างสองจังหวัด จากเดิมที่ต้องใช้เส้นทางอ้อมและใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง เหลือประมาณ 15 นาที เพิ่มความสะดวกในการเดินทางและขนส่งสินค้า รวมถึงสนับสนุนการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชนโดยรอบทะเลสาบสงขลา
ส่วนโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา เป็นการก่อสร้างสะพานระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร เชื่อมจากฝั่งไปยัง เกาะลันตาน้อย ซึ่งมีสะพานเชื่อมต่อไปยังเกาะลันตาใหญ่อยู่แล้ว ช่วยลดการพึ่งพาแพขนานยนต์และระยะเวลารอคอย จากเดิมที่การเดินทางอาจใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง เหลือไม่เกิน 5 นาที รองรับการเดินทางของประชาชนและนักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านสิ่งแวดล้อม ทช.ยืนยันว่า ทั้งสองโครงการดำเนินการตามกระบวนการศึกษาและจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยนำข้อกังวลและมาตรการป้องกันผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมมาบูรณาการไว้ในแบบก่อสร้างและข้อกำหนดของสัญญาจ้างอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเดินหน้าควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
สำหรับกำหนดการดำเนินงาน สัญญามีกำหนดเริ่มวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ระยะเวลาก่อสร้างไม่เกิน 1,080 วัน หรือประมาณ 2 ปี 11 เดือน และคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณวันที่ 14–15 สิงหาคม 2572 หากดำเนินการได้ตามแผน ทั้งสองโครงการจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการเชื่อมโยงพื้นที่ ลดต้นทุนและเวลาเดินทาง พร้อมเพิ่มศักยภาพด้านการท่องเที่ยว การขนส่ง และเศรษฐกิจของภาคใต้ในระยะยาว
ด้าน เมลินดา กู้ด ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทยและเมียนมา กล่าวว่า ธนาคารโลกยกให้ทั้งสองโครงการเป็น ‘แบบอย่างระดับโลก’ (Global Model) ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สอดรับกับการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างยั่งยืน ซึ่งไม่ได้เน้นเพียงการเชื่อมโยงคมนาคม แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต โดยคาดว่าจะช่วยสร้างงานมากกว่า 25,000 ตำแหน่ง และช่วยให้ประชาชนในพื้นที่กว่า 320,000 คน เข้าถึงสถานศึกษา โรงพยาบาล และสถานที่ทำงานได้สะดวกยิ่งขึ้น พร้อมทั้งดึงดูดการท่องเที่ยวคุณภาพสูงเข้าสู่ภูมิภาค
นอกจากนี้ เนื่องจากโครงการตั้งอยู่ในพื้นที่อ่อนไหวทางธรรมชาติ โดยเฉพาะสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของ ‘โลมาอิรวดี’ สายพันธุ์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างยิ่ง เนื่องจากเหลือเพียง 14–20 ตัวเท่านั้น สบน. และ ทช. จึงได้ร่วมมือกับ 5 หน่วยงานหลัก รวมถึงภาคธุรกิจและชุมชน ใช้มาตรฐาน Environmental and Social Standards (ESS) ขั้นสูงสุด มีการลงนาม MOU ร่วมกันในการติดตั้งระบบติดตามการเคลื่อนไหวของโลมา ระบบดักตะกอนป้องกันน้ำขุ่น และมาตรการควบคุมสารปนเปื้อนอย่างเข้มงวดตลอดระยะเวลาการก่อสร้าง เพื่อให้การพัฒนาเศรษฐกิจดำเนินไปพร้อมกับการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตประมงพื้นบ้านอย่างแท้จริง







