
ครม.ขยับ 3 ด้านใหญ่ ขยายประกันสังคม รื้อตลาดทุน เพิ่มอำนาจศาลแรงงาน
มติ ครม.25 ส.ค.2569 ขยับพร้อมกันทั้งสิทธิแรงงาน กติกาตลาดทุนดิจิทัล และอำนาจศาลแรงงาน เป้าหมายคือลดช่องว่างสิทธิ เพิ่มความเร็ว และสร้างความเชื่อมั่นมากขึ้น
KEY
POINTS
- ขยายความคุ้มครองประกันสังคมให้ครอบคลุมลูกจ้างกลุ่มใหม่ เช่น ลูกจ้างทำงานบ้าน ลูกจ้างในกิจการเกษตร และลูกจ้างค้าแผงลอย
- ปรับปรุงกฎหมายตลาดทุนและสินทรัพย์ดิจิทัลให้รองรับธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมเพิ่มอำนาจให้ ก.ล.ต. ในการสอบสวนคดีร่วมกับหน่วยงานอื่น
- เพิ่มอำนาจให้ศาลแรงงานสามารถพิจารณาคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายแรงงานได้ เพื่อลดภาระของผู้เสียหายในการดำเนินคดีหลายศาล
มติคณะรัฐมนตรีวันที่ 25 สิงหาคม 2569 มีอย่างน้อย 3 เรื่องที่อาจดูแยกจากกัน ทั้งประกันสังคม ตลาดทุน และศาลแรงงาน แต่ทั้งหมดกำลังขยับไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือการปรับ “กติกาเก่า” ให้ทันกับโลกการทำงานและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนเร็วขึ้น
คนทำงานบางกลุ่มจะมีโอกาสเข้าสู่ระบบประกันสังคมมากขึ้น ธุรกิจตลาดทุนและสินทรัพย์ดิจิทัลจะใช้กระบวนการอิเล็กทรอนิกส์ได้คล่องตัวขึ้น ขณะที่ศาลแรงงานเตรียมมีอำนาจพิจารณาคดีอาญาที่เกี่ยวเนื่องกับแรงงาน เพื่อลดปัญหาผู้เสียหายต้องเดินคดีหลายศาล
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะหลายเรื่องต้องผ่านการตรากฎหมายและออกกฎลำดับรองก่อนจะเกิดผลในทางปฏิบัติ
เปิดประตูประกันสังคมให้แรงงานอีกหลายแสนคน
เรื่องที่ใกล้ตัวคนทำงานมากที่สุด คือการอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดกลุ่มลูกจ้างซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายประกันสังคม
เป้าหมายสำคัญคือการลดช่องว่างของแรงงานบางกลุ่มที่มีสถานะการจ้างงานชัดเจน แต่ยังไม่ได้รับความคุ้มครองในระบบอย่างเต็มที่
กลุ่มที่จะได้รับความคุ้มครองเพิ่มขึ้นประกอบด้วย ลูกจ้างในกิจการเกษตร ป่าไม้ และเลี้ยงสัตว์ ลูกจ้างทำงานบ้าน และลูกจ้างในการค้าแผงลอย
เหตุผลสำคัญที่กลุ่มเหล่านี้ถูกดึงเข้าสู่ระบบ คือสามารถตรวจสอบนายจ้างและสถานที่ทำงานได้ค่อนข้างชัดเจน ทำให้การกำกับ การขึ้นทะเบียน และการส่งเงินสมทบสามารถดำเนินการได้
โดยเฉพาะ “ลูกจ้างทำงานบ้าน” ซึ่งที่ผ่านมาเป็นกลุ่มแรงงานที่มีความสัมพันธ์การจ้างงานจริง แต่สิทธิด้านสวัสดิการยังมีช่องว่าง การขยายความคุ้มครองจึงหมายถึงการดึงแรงงานที่อยู่หลังประตูบ้านเข้าสู่ระบบหลักประกันทางสังคมมากขึ้น
ส่วนลูกจ้างค้าแผงลอยได้รับความคุ้มครอง เพราะนายจ้างมีสถานที่ประกอบกิจการเป็นหลักแหล่ง สามารถตรวจสอบได้
แต่ การค้าเร่ ซึ่งไม่มีสถานที่ประจำยังคงได้รับการยกเว้น เนื่องจากมีข้อจำกัดในการตรวจสอบลักษณะและความต่อเนื่องของการทำงาน
ขณะที่ กิจการประมง ยังคงได้รับการยกเว้นเช่นเดิม เนื่องจากกฎหมายแรงงานประมง เปิดทางให้นายจ้างและลูกจ้างตกลงเลือกรูปแบบสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสมได้ การบังคับเข้าสู่ระบบประกันสังคมทั้งหมดอาจเกิดความซ้ำซ้อนกับระบบที่ใช้อยู่
ผู้ประกันตนอาจเพิ่มแตะ 1.05 ล้านคนในปี 2573
สิ่งที่ตามมาทันทีคือคำถามเรื่องฐานะการเงินของกองทุนประกันสังคม
ประมาณการระบุว่า การขยายความคุ้มครองอาจทำให้มีผู้ประกันตนเพิ่มประมาณ 550,000 คนในปี 2569 และเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.05 ล้านคนในปี 2573
รายรับของกองทุนในช่วงดังกล่าวถูกประเมินไว้ประมาณ 5,200-23,081 ล้านบาท ขณะที่รายจ่ายจะอยู่ที่ประมาณ 4,250-23,275 ล้านบาท
ตัวเลขนี้สะท้อนโจทย์สำคัญของการขยายรัฐสวัสดิการ เพราะการเพิ่มสิทธิหมายถึงการเพิ่มทั้งรายรับจากเงินสมทบและภาระจ่ายสิทธิประโยชน์
อย่างไรก็ตาม ในกรอบประมาณการ 5 ปีแรก ระบบยังถูกประเมินว่าสามารถรักษาสมดุลทางการเงินได้
สำหรับคนวัยทำงาน นี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่อง “เพิ่มจำนวนผู้ประกันตน” แต่เป็นการทดสอบว่ารัฐจะขยายตาข่ายความคุ้มครองได้กว้างขึ้นโดยไม่สร้างภาระต่อกองทุนในระยะยาวได้หรือไม่
รื้อกติกาตลาดทุน รับโลกการเงินดิจิทัล
มติชุดที่2 ขยับจากเรื่องปากท้องเข้าสู่โครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเตรียมปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนและสินทรัพย์ดิจิทัล 4 ฉบับ
ครอบคลุมกฎหมายหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กฎหมายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า กฎหมายทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุน และกฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัล
แกนกลางคือการทำให้กฎหมายรองรับโลกการเงินที่ย้ายจากกระดาษไปอยู่บนหน้าจอมากขึ้น
หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสำคัญ คือการรับรองกระบวนการโฆษณาชี้ชวนและเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้การดำเนินธุรกิจสามารถเข้าสู่ระบบดิจิทัลได้มากขึ้น ลดขั้นตอนและต้นทุนที่เกิดจากเอกสารแบบเดิม
ขณะเดียวกัน การผ่อนคลายขั้นตอนจะเดินคู่กับการกำกับที่เข้มขึ้น
ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่ถือหุ้นเกิน 10% จะต้องผ่านความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. เพื่อควบคุมโครงสร้างผู้มีอำนาจในกิจการและลดความเสี่ยงจากการครอบงำที่ไม่เหมาะสม
ผู้ให้บริการระบบที่มีความสำคัญต่อตลาดจะต้องมีความพร้อมทั้งด้านเงินทุนและการบริหารความเสี่ยง เพื่อป้องกันปัญหาของผู้ประกอบการรายหนึ่งลุกลามไปกระทบระบบในวงกว้าง
ก.ล.ต.ได้เครื่องมือใหม่ สอบสวนร่วมตำรวจ-DSI
อีกจุดที่สำคัญคือการเพิ่มอำนาจด้านการบังคับใช้กฎหมาย
แนวทางใหม่เปิดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ก.ล.ต.สามารถสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวนหรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ได้ในคดีที่มีผลกระทบร้ายแรงต่อความเชื่อมั่นในตลาดทุนหรือเศรษฐกิจของประเทศ
ความหมายของการเปลี่ยนแปลงนี้คือ คดีการเงินที่มีโครงสร้างซับซ้อนอาจไม่ต้องแยกให้แต่ละหน่วยงานทำงานอยู่ในกรอบของตัวเอง แต่สามารถนำความเชี่ยวชาญด้านตลาดทุนมาผสานกับอำนาจสอบสวนทางอาญาได้ตั้งแต่ต้น
โจทย์ใหญ่จึงอยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่าง “เปิดพื้นที่ให้นวัตกรรม” กับ “เพิ่มเขี้ยวเล็บในการกำกับ” หากทำได้ ตลาดทุนดิจิทัลก็อาจเดินหน้าได้โดยไม่ต้องแลกกับความเสี่ยงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ศาลแรงงานเตรียมรับคดีอาญา ลดการขึ้นศาลหลายแห่ง
มติชุดที่สามแตะถึงปลายทางของข้อพิพาท คือกระบวนการยุติธรรมแรงงาน
รัฐบาลเห็นชอบแนวทางเพิ่มอำนาจศาลแรงงานให้สามารถพิจารณาคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายแรงงานได้โดยตรง
ปัจจุบันข้อพิพาทบางกรณีอาจเชื่อมโยงทั้งคดีแรงงานและคดีอาญา ทำให้ผู้เสียหายต้องเข้าสู่กระบวนการหลายส่วน แนวทางใหม่จึงพยายามทำให้ศาลแรงงานทำหน้าที่ใกล้เคียง “จุดบริการเดียว” มากขึ้น
อำนาจดังกล่าวจะครอบคลุมกฎหมายแรงงาน 11 ฉบับ ตั้งแต่กฎหมายคุ้มครองแรงงาน ประกันสังคม เงินทดแทน ความปลอดภัยในการทำงาน การจัดหางาน การทำงานของคนต่างด้าว แรงงานประมง แรงงานทางทะเล ไปจนถึงแรงงานสัมพันธ์
หากเป็นการกระทำเดียวที่ผิดกฎหมายหลายบท หรือหลายการกระทำที่เกี่ยวพันกัน และมีความผิดตามกฎหมายแรงงานอยู่ด้วย ศาลแรงงานจะสามารถพิจารณาคดีได้ในคราวเดียว
แต่มีข้อยกเว้นสำคัญ คือ คดีที่มีข้อหาค้ามนุษย์จะไม่อยู่ในอำนาจศาลแรงงาน เพราะยังต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีค้ามนุษย์โดยเฉพาะ
รัฐบาลเตรียมงบประมาณรองรับภารกิจนี้ 222,106,793 บาทในช่วง 3 ปีแรก พร้อมเพิ่มบุคลากร 30 อัตรา แบ่งเป็นตุลาการ 10 อัตรา และข้าราชการศาล 20 อัตรา
มติ ครม.คือจุดเริ่ม ไม่ใช่เส้นชัย
เมื่อถอดรายละเอียดออก จะเห็นว่ามติ ครม.25 สิงหาคม 2569 กำลังขยับโครงสร้าง 3 ชั้นพร้อมกัน
ชั้นแรกคือ ความมั่นคงของคนทำงาน ผ่านการขยายประกันสังคม ชั้นที่สองคือ ความทันสมัยและความน่าเชื่อถือของระบบเศรษฐกิจ ผ่านการรื้อกฎหมายตลาดทุน และชั้นสุดท้ายคือ ความเร็วของกระบวนการยุติธรรม ผ่านการเพิ่มอำนาจศาลแรงงาน
แต่ระยะทางจาก “มติ ครม.” ไปถึง “สิทธิที่ประชาชนใช้ได้จริง” ยังมีงานอีกมาก
โดยเฉพาะการออกกฎหมายลำดับรอง ซึ่งในส่วนตลาดทุนมีถึง 183 ฉบับ รวมถึงกฎหมายลำดับรองด้านการคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวอีก 25 ฉบับ ตามแผนที่กำหนด
สุดท้าย ความสำเร็จของการปฏิรูปครั้งนี้จึงไม่ควรวัดจากจำนวนกฎหมายที่ผ่านโต๊ะ ครม. แต่วัดจากวันที่แม่บ้านเข้าสู่ระบบประกันสังคมได้จริง นักลงทุนมั่นใจว่าตลาดถูกกำกับทันเกม และคนทำงานไม่ต้องเดินขึ้นศาลหลายแห่งเพื่อให้ได้ความเป็นธรรม
นั่นต่างหากคือวันที่ “การปฏิรูปบนกระดาษ” กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงในชีวิตจริง







