posttoday
SCC เปิดเกมรุก FDI-อาเซียน เร่งเครื่ออง LSP ดัน EBITDA ทะลุ 5.6 หมื่นล้าน ลุ้นรับเต็มแรงลงทุนใหม่

SCC เปิดเกมรุก FDI-อาเซียน เร่งเครื่ออง LSP ดัน EBITDA ทะลุ 5.6 หมื่นล้าน ลุ้นรับเต็มแรงลงทุนใหม่

27 สิงหาคม 2569

SCC เปิดแผนรับเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ ชี้ FDI ไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะภาคก่อสร้างแต่ส่งต่อถึงเหล็ก ฉนวน บรรจุภัณฑ์ และเคมิคอลส์ พร้อมเร่งโครงการ LSP เวียดนามหวังเดินเครื่องเร็วขึ้น ดัน EBITDA เพิ่มสูงสุดราว 9,000 ล้านบาทต่อปี

KEY

POINTS

  • SCC เปิดแผนรับเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ ชี้ FDI ไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะภาคก่อสร้างแต่ส่งต่อถึงเหล็ก ฉนวน บรรจุภัณฑ์ และเคมิคอลส์
  • พร้อมเร่งโครงการ LSP เวียดนามหวังเดินเครื่องเร็วขึ้น
  • ดัน EBITDA เพิ่มสูงสุดราว 9,000 ล้านบาทต่อปี

แรงโหมโครงสร้างเศรษฐกิจและการเร่งลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ "บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC" มองเห็นโอกาสจากการไหลเข้าของเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน นิคมอุตสาหกรรม เทคโนโลยีลดการปล่ออยคาร์บออน ดาต้าเซ็นเตอร์ และห่วงโซ่อุปทานใหม่ 

 

บิ๊กบอส "ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม" กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ให้มุมมองเชิงลึกตั้งแต่สิทธิประโยชน์จากภาครัฐ โครงสร้างพอร์ตธุรกิจ ตลอดจนทิศทางราคาน้ำมัน การแข่งขันกับจีน และความคืบหน้าโรงงานลองเซินปิโตรเคมิคอลส์ (Long Son Petrochemicals - LSP) ในเวียดนาม

 

ในส่วนของสิทธิประโยชน์จากภาครัฐ โดยเฉพาะมาตรการของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เป็นกลไกที่สามารถนำไปใช้กับผู้ประกอบการในหลายภาคส่วน

 

"ธรรมศักดิ์" มองหลักเกณฑ์ดังกล่าวสามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกคน และยังทำหน้าที่เป็นแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจเร่งลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงกระบวนการผลิตหรือการนำระบบหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้

 

หากเซกเตอร์ไหน Improve Efficiency หรือเข้ามาลงทุนในระบบ Robotic ทาง BOI พร้อมที่จะให้การสนับสนุน ผลลัพธ์ที่ต้องการจึงไม่ได้อยู่แค่การช่วยเหลือผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง แต่คือการทำให้อุตสาหกรรมโดยรวมยกระดับประสิทธิภาพและแข่งขันได้มากขึ้น

 

อีกประเด็นที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของ SCC คือโครงสร้างพอร์ตผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้พึ่งพาธุรกิจซีเมนต์เพียงอย่างเดียว ปัจจุบันธุรกิจซีเมนต์ มีสัดส่วนประมาณ 17-20% ของพอร์ต

 

ขณะที่กลุ่มวัสดุก่อสร้างและสินค้าตกแต่ง มีสัดส่วนราว 35% แพคเกจจิ้ง 25-26% ขณะที่ เคมิคอลส์ ยังคงเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 20%

 

ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า SCC กำลังมีโครงสร้างธุรกิจที่หลากหลายมากขึ้น และพยายามกระจายการเติบโตออกไปตามแนวโน้มอุตสาหกรรมใหม่

 

SCC เปิดเกมรุก FDI-อาเซียน เร่งเครื่ออง LSP ดัน EBITDA ทะลุ 5.6 หมื่นล้าน ลุ้นรับเต็มแรงลงทุนใหม่

 

FDI ไหลเข้า SCC ได้ประโยชน์

 

เมื่อถามว่า FDI ที่ไหลเข้ามาจะสร้างประโยชน์ให้ SCC อย่างไรนั้น "ธรรมศักดิ์" ยอมรับว่าผลประโยชน์เกิดขึ้นตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของการลงทุน ด้วยใครก็ตามที่สร้างโรงงาน SCC ย่อมได้ประโยชน์

 

เหตุผลสำคัญคือ SCC มีส่วนแบ่งตลาดสูงในวัสดุที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างตั้งแต่การทำรั้ว การวางฐานราก ไปจนถึงโครงสร้างของโรงงาน 

 

แต่โอกาสไม่ได้จบเพียงวัสดุก่อสร้าง SCC ยังมองเห็นโอกาสจากธุรกิจเหล็กคุณภาพสูง โดยเฉพาะเหล็กโครงสร้างสำหรับอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันระบบควบคุมอุณหภูมิและฉนวนกันความร้อนมีโอกาสเติบโตตามโรงงานใหม่

 

ส่วน ธุรกิจแพคเกจจิ้ง มีความสัมพันธ์โดยตรงกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ขณะที่เคมิคอลส์ สามารถรับอานิสงส์จากอุตสาหกรรมสายไฟ EV และแบตเตอรี่ ดังนั้น FDI ในมุมของ SCC จึงไม่ได้หมายถึงเพียงยอดขายปูนเพิ่ม แต่เป็นการเปิดโอกาสให้หลายธุรกิจในเครือข่ายของบริษัทเติบโตไปพร้อมกัน
 

จุดที่น่าสนใจคือ SCC ไม่ได้มอง FDI ผ่านมุมประเทศไทยเพียงอย่างเดียว ด้วยสินทรัพย์ของ SCC ประมาณครึ่งหนึ่งอยู่ในประเทศไทย ขณะที่อีกครึ่งหนึ่งอยู่นอกประเทศ และเกือบทั้งหมดอยู่ในภูมิภาคอาเซียน

 

นั่นหมายความว่า หากการลงทุนจากต่างประเทศขยายตัวในภูมิภาค SCC สามารถได้รับประโยชน์จากทั้งตลาดไทยและตลาดอาเซียน โดยเฉพาะ เวียดนาม ซึ่งได้รับการยกระดับเข้าสู่กลุ่มตลาดเกิดใหม่ และเป็นหนึ่งในตลาดที่ SCC มีธุรกิจและสินทรัพย์อยู่แล้ว

 

สำหรับตลาดก่อสร้างในประเทศไทย "ธรรมศักดิ์" ยอมรับว่า ตลาดที่อยู่อาศัยกำลังเผชิญแรงกดดันและหดตัวลงอย่างเห็นได้ชัด แต่การกระจายพอร์ตไปยังกลุ่มโครงสร้างอุตสาหกรรม, นิคมอุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ยังขยายตัวเป็นบวกได้ประมาณ 3-4% ช่วยพยุงยอดขายไว้ได้ 

 

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีผลิตภัณฑ์ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ (Low-carbon Cement) ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของตลาดนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานได้เป็นอย่างดี

 

SCC เปิดเกมรุก FDI-อาเซียน เร่งเครื่ออง LSP ดัน EBITDA ทะลุ 5.6 หมื่นล้าน ลุ้นรับเต็มแรงลงทุนใหม่

 

จับตาราคาน้ำมันปลายปี

 

อีกหนึ่งปัจจัยที่ SCC จับตาคือราคาน้ำมันดิบ "ธรรมศักดิ์" ประเมินว่าหากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศยังอยู่ในภาวะพักรบ และไม่มีการยกระดับไปสู่สงครามที่รุนแรง ภาพรวมตลาดน่าจะยังอยู่ในภาวะทรงตัว

 

แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ "ราคาน้ำมันดิบอาจทยอยปรับตัวสูงขึ้น" หลังคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของโลกถูกนำออกมาใช้ต่อเนื่อง เมื่อปริมาณสำรองลดลงจนถึงระดับหนึ่ง ตลาดอาจกลับเข้าสู่ภาวะที่ต้องซื้อเพื่อเติมสต๊อก ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อราคาน้ำมันในช่วงปลายปีเพิ่มสูงขึ้น 

 

สิ่งที่ SCC ทำเพื่อจัดการต้นทุนคือการเร่งสัดส่วนการใช้พลังงานทางเลือกเพื่อลดความพึ่งพาถ่านหิน เนื่องจากราคาถ่านหินจะปรับตัวล้อไปตามราคาน้ำมัน ยิ่งเราหันมาใช้พลังงานทดแทนหรือชีวมวล (Biomass) ได้มากเท่าไหร่ ยิ่งได้เปรียบทางด้านต้นทุนมากขึ้นเท่านั้น

 

อย่าง ธุรกิจซีเมนต์ ที่ยังยืนอยู่ได้เพราะใช้พลังงานทางเลือกเหล่านี้ เช่น ขยะเชื้อเพลิง(RDF) ส่วนฝั่งบรรจุภัณฑ์แม้จะใช้ชีวมวลเยอะ แต่ปัจจัยหลักจะแปรผันตามตลาดกระดาษรีไซเคิลซึ่งเคลื่อนไหวตามกลไกตลาด

 

หนึ่งในสัญญาณสำคัญที่ "ธรรมศักดิ์" ชี้ให้เห็นคือ ความเร็วในการส่งผ่านต้นทุนจากน้ำมันไปยังราคาผลิตภัณฑ์เกิดขึ้นเร็วมาก ในอดีตก่อนเกิดสงคราม เมื่อราคาแนฟทาปรับตัวขึ้น อาจต้องใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือนกว่าราคาผลิตภัณฑ์จะขยับตาม

 

แต่ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไป กำลังการผลิตบางส่วนในตะวันออกกลางหายไปทำให้อุปทานตึงตัวมากขึ้น ส่งผลให้ราคาผลิตภัณฑ์ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของแนฟทารวดเร็วกว่าเดิม 

 

เมื่อราคาแนฟทาขยับราคาผลิตภัณฑ์จะปรับขึ้นทันทีภายใน 1-2 สัปดาห์ จากเดิม 1-2 เดือน อย่างช่วงที่ผ่านมาที่ราคาน้ำมันขยับขึ้นจาก 80 เหรียญฯ ไปแตะระดับ 90 เหรียญฯราคาผลิตภัณฑ์ปรับขึ้นตามทันที ประเด็นนี้สะท้อนความผันผวนของต้นทุนสามารถถูกส่งผ่านเข้าสู่ราคาสินค้าได้เร็วขึ้นและผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนอย่างใกล้ชิด

 

อย่างไรก็ดี SCC เตรียมพิจารณาเดินเครื่องโรงระยองโอเลฟินส์ (ROC) ในเร็วๆนี้ หลังหยุดผลิตชั่วคราวจากผลกระทบการขาดแคลนวัตถุดิบแนฟทาในช่วงปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เรือขนส่งแนฟทาจากตะวันออกกลางไม่ได้ แต่ด้วยขณะนี้สามารถจัดหาวัตถุดิบทั้งแนฟทาและโพรเพนจากแหล่งอื่นมาทดแทนจากตะวันออกกลาง

 

SCC เปิดเกมรุก FDI-อาเซียน เร่งเครื่ออง LSP ดัน EBITDA ทะลุ 5.6 หมื่นล้าน ลุ้นรับเต็มแรงลงทุนใหม่

 

จีนเสียแต้มต่อด้านต้นทุน ?

 

การแข่งขันกับจีนเป็นอีกประเด็นที่ SCC ให้ความสำคัญ แต่เดิมในอดีตจีนเคยได้เปรียบจากการจัดหาน้ำมันดิบราคาถูกจากรัสเซีย แต่สถานการณ์ด้านพลังงานเปลี่ยนไป หลังโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของรัสเซียได้รับผลกระทบจากการโจมตีทางอากาศ

 

ส่งผลทำให้การส่งออกน้ำมันไม่สามารถดำเนินไปได้เหมือนเดิม ผลที่ตามมาคือ ต้นทุนวัตถุดิบราคาถูกที่จีนเคยได้รับเริ่มหายไปและต้นทุนพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

"จีนไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะมากดราคาสินค้าในตลาดลงได้อีกแล้ว แต่กลายเป็นฝ่ายที่ต้องปรับราคาขายขึ้นก่อน หากสถานการณ์เป็นไปตามนี้ แต้มต่อด้านต้นทุนที่จีนเคยมีอาจลดลงและทำให้การแข่งขันในตลาดกลับมาอยู่บนพื้นฐานที่ใกล้เคียงกันมากขึ้น"

 

EBITDA ปีนี้เกิน 5.6 หมื่นล้าน

 

 "ธรรมศักดิ์" คาดว่ากำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ปีนี้ทำได้มากกว่า 56,000 ล้านบาท จากเดิมตั้งไว้ที่ 55,000 ล้านบาท การเติบโตที่เพิ่มขึ้นมาจากผลการดำเนินงานและยังไม่ได้รวมรายการพิเศษอื่นๆ นัยสำคัญไม่ได้อยู่แค่ตัวเลขที่เพิ่มขึ้น แต่สะท้อนว่า SCC เชื่อว่าการปรับโครงสร้างธุรกิจในช่วงที่ผ่านมาเริ่มส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไร

 

ตลอดระยะเวลา 2 ปีก่อนหน้านั้น SCC เดินหน้าปรับพอร์ตอย่างหนัก โดยปิดธุรกิจที่ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ และในปีนี้การปิดธุรกิจเพิ่มเติมมีค่อนข้างน้อย สิ่งที่เหลืออยู่จึงไม่ใช่การตัดทิ้งแต่เป็นการทรานส์ฟอร์มธุรกิจเพื่อให้กลับมาสร้างผลตอบแทน

 

งบการเงิน SCC ภาพ:ตลาดหลักทรัพย์ฯ

 

หนึ่งในโจทย์สำคัญคือ โครงการ LSP เวียดนาม ถือเป็นหนึ่งในโครงการที่ SCC ให้ความสำคัญอย่างมาก โดยบริษัทกำลังเร่งการดำเนินงานให้เร็วขึ้น จากเดิมที่คาดว่าจะแล้วเสร็จช่วงปลายปี 2570 คาดว่าจะเร็วขึ้นเป็น ช่วงกลางปี 2570

 

ความน่าสนใจคือ เวียดนามกำลังอยู่ในช่วงการเติบโตของเศรษฐกิจ ทำให้ธุรกิจแพคเกจจิ้งและวัสดุก่อสร้าง ของ SCC ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของตลาดไปก่อนแล้ว หาก LSP สามารถเดินเครื่องได้เร็วขึ้น SCC จึงมองว่าจะเป็นแรงส่งสำคัญต่อผลประกอบการ

 

"หาก LSP สามารถเดินเครื่องได้เต็มกำลังตลอดทั้ง 4 ไตรมาส จะสามารถสร้าง Additional EBITDA ได้สูงถึงประมาณ 9,000 ล้านบาทต่อปี" 

 

ดังนั้นการเร่งโครงการไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของก่อสร้างให้เสร็จเร็วขึ้นแต่ทุกเดือนที่สามารถนำโครงการเข้าสู่การดำเนินงานได้เร็วขึ้น ย่อมหมายถึงโอกาสที่จะทำให้กระแสเงินสดและผลตอบแทนกลับเข้าสู่บริษัทเร็วขึ้นด้วย

 

LSP เวียดนาม

 

เมื่อมองภาพรวมทั้งหมดจะเห็นทิศทางสำคัญของ SCC ที่พยายามกระจายโอกาสไปยังเมกะเทรนด์ใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นในภูมิภาค ขณะเดียวกัน การลดต้นทุนผ่านพลังงานทางเลือก การบริหารความเสี่ยงจากราคาน้ำมัน และการเร่งทรานส์ฟอร์มธุรกิจที่ยังสร้างผลตอบแทนไม่เต็มศักยภาพกลายเป็นอีกด้านหนึ่งของกลยุทธ์

 

โจทย์ใหญ่จึงอยู่ที่ว่า SCC จะสามารถเปลี่ยนโอกาสจาก FDI และการเติบโตของอาเซียนให้กลายเป็นกำไรและกระแสเงินสดได้เร็วแค่ไหน โดยเฉพาะ LSP หากสามารถเดินเครื่องได้เต็มประสิทธิภาพตามแผน และสร้าง EBITDA เพิ่มได้ในระดับประมาณ 9,000 ล้านบาทต่อปีจริง โครงการนี้อาจกลายเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญต่อภาพการฟื้นตัวของ SCC ในระยะถัดไป.
 

ข่าวล่าสุด

ทรู ดิจิทัล อคาเดมี หนุน depa มอบคอร์ส Coding Thailand 2026 ปลุกพลัง Human Skill ยุค AI

ทรู ดิจิทัล อคาเดมี หนุน depa มอบคอร์ส Coding Thailand 2026 ปลุกพลัง Human Skill ยุค AI