
SCC เปิดเกมรุก FDI-อาเซียน เร่งเครื่ออง LSP ดัน EBITDA ทะลุ 5.6 หมื่นล้าน ลุ้นรับเต็มแรงลงทุนใหม่
SCC เปิดแผนรับเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ ชี้ FDI ไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะภาคก่อสร้างแต่ส่งต่อถึงเหล็ก ฉนวน บรรจุภัณฑ์ และเคมิคอลส์ พร้อมเร่งโครงการ LSP เวียดนามหวังเดินเครื่องเร็วขึ้น ดัน EBITDA เพิ่มสูงสุดราว 9,000 ล้านบาทต่อปี
KEY
POINTS
- SCC เปิดแผนรับเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ ชี้ FDI ไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะภาคก่อสร้างแต่ส่งต่อถึงเหล็ก ฉนวน บรรจุภัณฑ์ และเคมิคอลส์
- พร้อมเร่งโครงการ LSP เวียดนามหวังเดินเครื่องเร็วขึ้น
- ดัน EBITDA เพิ่มสูงสุดราว 9,000 ล้านบาทต่อปี
แรงโหมโครงสร้างเศรษฐกิจและการเร่งลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ "บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC" มองเห็นโอกาสจากการไหลเข้าของเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน นิคมอุตสาหกรรม เทคโนโลยีลดการปล่ออยคาร์บออน ดาต้าเซ็นเตอร์ และห่วงโซ่อุปทานใหม่
บิ๊กบอส "ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม" กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ให้มุมมองเชิงลึกตั้งแต่สิทธิประโยชน์จากภาครัฐ โครงสร้างพอร์ตธุรกิจ ตลอดจนทิศทางราคาน้ำมัน การแข่งขันกับจีน และความคืบหน้าโรงงานลองเซินปิโตรเคมิคอลส์ (Long Son Petrochemicals - LSP) ในเวียดนาม
ในส่วนของสิทธิประโยชน์จากภาครัฐ โดยเฉพาะมาตรการของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เป็นกลไกที่สามารถนำไปใช้กับผู้ประกอบการในหลายภาคส่วน
"ธรรมศักดิ์" มองหลักเกณฑ์ดังกล่าวสามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกคน และยังทำหน้าที่เป็นแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจเร่งลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงกระบวนการผลิตหรือการนำระบบหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้
หากเซกเตอร์ไหน Improve Efficiency หรือเข้ามาลงทุนในระบบ Robotic ทาง BOI พร้อมที่จะให้การสนับสนุน ผลลัพธ์ที่ต้องการจึงไม่ได้อยู่แค่การช่วยเหลือผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง แต่คือการทำให้อุตสาหกรรมโดยรวมยกระดับประสิทธิภาพและแข่งขันได้มากขึ้น
อีกประเด็นที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของ SCC คือโครงสร้างพอร์ตผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้พึ่งพาธุรกิจซีเมนต์เพียงอย่างเดียว ปัจจุบันธุรกิจซีเมนต์ มีสัดส่วนประมาณ 17-20% ของพอร์ต
ขณะที่กลุ่มวัสดุก่อสร้างและสินค้าตกแต่ง มีสัดส่วนราว 35% แพคเกจจิ้ง 25-26% ขณะที่ เคมิคอลส์ ยังคงเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 20%
ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า SCC กำลังมีโครงสร้างธุรกิจที่หลากหลายมากขึ้น และพยายามกระจายการเติบโตออกไปตามแนวโน้มอุตสาหกรรมใหม่
FDI ไหลเข้า SCC ได้ประโยชน์
เมื่อถามว่า FDI ที่ไหลเข้ามาจะสร้างประโยชน์ให้ SCC อย่างไรนั้น "ธรรมศักดิ์" ยอมรับว่าผลประโยชน์เกิดขึ้นตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของการลงทุน ด้วยใครก็ตามที่สร้างโรงงาน SCC ย่อมได้ประโยชน์
เหตุผลสำคัญคือ SCC มีส่วนแบ่งตลาดสูงในวัสดุที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างตั้งแต่การทำรั้ว การวางฐานราก ไปจนถึงโครงสร้างของโรงงาน
แต่โอกาสไม่ได้จบเพียงวัสดุก่อสร้าง SCC ยังมองเห็นโอกาสจากธุรกิจเหล็กคุณภาพสูง โดยเฉพาะเหล็กโครงสร้างสำหรับอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันระบบควบคุมอุณหภูมิและฉนวนกันความร้อนมีโอกาสเติบโตตามโรงงานใหม่
ส่วน ธุรกิจแพคเกจจิ้ง มีความสัมพันธ์โดยตรงกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ขณะที่เคมิคอลส์ สามารถรับอานิสงส์จากอุตสาหกรรมสายไฟ EV และแบตเตอรี่ ดังนั้น FDI ในมุมของ SCC จึงไม่ได้หมายถึงเพียงยอดขายปูนเพิ่ม แต่เป็นการเปิดโอกาสให้หลายธุรกิจในเครือข่ายของบริษัทเติบโตไปพร้อมกัน
จุดที่น่าสนใจคือ SCC ไม่ได้มอง FDI ผ่านมุมประเทศไทยเพียงอย่างเดียว ด้วยสินทรัพย์ของ SCC ประมาณครึ่งหนึ่งอยู่ในประเทศไทย ขณะที่อีกครึ่งหนึ่งอยู่นอกประเทศ และเกือบทั้งหมดอยู่ในภูมิภาคอาเซียน
นั่นหมายความว่า หากการลงทุนจากต่างประเทศขยายตัวในภูมิภาค SCC สามารถได้รับประโยชน์จากทั้งตลาดไทยและตลาดอาเซียน โดยเฉพาะ เวียดนาม ซึ่งได้รับการยกระดับเข้าสู่กลุ่มตลาดเกิดใหม่ และเป็นหนึ่งในตลาดที่ SCC มีธุรกิจและสินทรัพย์อยู่แล้ว
สำหรับตลาดก่อสร้างในประเทศไทย "ธรรมศักดิ์" ยอมรับว่า ตลาดที่อยู่อาศัยกำลังเผชิญแรงกดดันและหดตัวลงอย่างเห็นได้ชัด แต่การกระจายพอร์ตไปยังกลุ่มโครงสร้างอุตสาหกรรม, นิคมอุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ยังขยายตัวเป็นบวกได้ประมาณ 3-4% ช่วยพยุงยอดขายไว้ได้
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีผลิตภัณฑ์ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ (Low-carbon Cement) ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของตลาดนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานได้เป็นอย่างดี
จับตาราคาน้ำมันปลายปี
อีกหนึ่งปัจจัยที่ SCC จับตาคือราคาน้ำมันดิบ "ธรรมศักดิ์" ประเมินว่าหากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศยังอยู่ในภาวะพักรบ และไม่มีการยกระดับไปสู่สงครามที่รุนแรง ภาพรวมตลาดน่าจะยังอยู่ในภาวะทรงตัว
แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ "ราคาน้ำมันดิบอาจทยอยปรับตัวสูงขึ้น" หลังคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของโลกถูกนำออกมาใช้ต่อเนื่อง เมื่อปริมาณสำรองลดลงจนถึงระดับหนึ่ง ตลาดอาจกลับเข้าสู่ภาวะที่ต้องซื้อเพื่อเติมสต๊อก ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อราคาน้ำมันในช่วงปลายปีเพิ่มสูงขึ้น
สิ่งที่ SCC ทำเพื่อจัดการต้นทุนคือการเร่งสัดส่วนการใช้พลังงานทางเลือกเพื่อลดความพึ่งพาถ่านหิน เนื่องจากราคาถ่านหินจะปรับตัวล้อไปตามราคาน้ำมัน ยิ่งเราหันมาใช้พลังงานทดแทนหรือชีวมวล (Biomass) ได้มากเท่าไหร่ ยิ่งได้เปรียบทางด้านต้นทุนมากขึ้นเท่านั้น
อย่าง ธุรกิจซีเมนต์ ที่ยังยืนอยู่ได้เพราะใช้พลังงานทางเลือกเหล่านี้ เช่น ขยะเชื้อเพลิง(RDF) ส่วนฝั่งบรรจุภัณฑ์แม้จะใช้ชีวมวลเยอะ แต่ปัจจัยหลักจะแปรผันตามตลาดกระดาษรีไซเคิลซึ่งเคลื่อนไหวตามกลไกตลาด
หนึ่งในสัญญาณสำคัญที่ "ธรรมศักดิ์" ชี้ให้เห็นคือ ความเร็วในการส่งผ่านต้นทุนจากน้ำมันไปยังราคาผลิตภัณฑ์เกิดขึ้นเร็วมาก ในอดีตก่อนเกิดสงคราม เมื่อราคาแนฟทาปรับตัวขึ้น อาจต้องใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือนกว่าราคาผลิตภัณฑ์จะขยับตาม
แต่ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไป กำลังการผลิตบางส่วนในตะวันออกกลางหายไปทำให้อุปทานตึงตัวมากขึ้น ส่งผลให้ราคาผลิตภัณฑ์ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของแนฟทารวดเร็วกว่าเดิม
เมื่อราคาแนฟทาขยับราคาผลิตภัณฑ์จะปรับขึ้นทันทีภายใน 1-2 สัปดาห์ จากเดิม 1-2 เดือน อย่างช่วงที่ผ่านมาที่ราคาน้ำมันขยับขึ้นจาก 80 เหรียญฯ ไปแตะระดับ 90 เหรียญฯราคาผลิตภัณฑ์ปรับขึ้นตามทันที ประเด็นนี้สะท้อนความผันผวนของต้นทุนสามารถถูกส่งผ่านเข้าสู่ราคาสินค้าได้เร็วขึ้นและผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนอย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ดี SCC เตรียมพิจารณาเดินเครื่องโรงระยองโอเลฟินส์ (ROC) ในเร็วๆนี้ หลังหยุดผลิตชั่วคราวจากผลกระทบการขาดแคลนวัตถุดิบแนฟทาในช่วงปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เรือขนส่งแนฟทาจากตะวันออกกลางไม่ได้ แต่ด้วยขณะนี้สามารถจัดหาวัตถุดิบทั้งแนฟทาและโพรเพนจากแหล่งอื่นมาทดแทนจากตะวันออกกลาง
จีนเสียแต้มต่อด้านต้นทุน ?
การแข่งขันกับจีนเป็นอีกประเด็นที่ SCC ให้ความสำคัญ แต่เดิมในอดีตจีนเคยได้เปรียบจากการจัดหาน้ำมันดิบราคาถูกจากรัสเซีย แต่สถานการณ์ด้านพลังงานเปลี่ยนไป หลังโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของรัสเซียได้รับผลกระทบจากการโจมตีทางอากาศ
ส่งผลทำให้การส่งออกน้ำมันไม่สามารถดำเนินไปได้เหมือนเดิม ผลที่ตามมาคือ ต้นทุนวัตถุดิบราคาถูกที่จีนเคยได้รับเริ่มหายไปและต้นทุนพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
"จีนไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะมากดราคาสินค้าในตลาดลงได้อีกแล้ว แต่กลายเป็นฝ่ายที่ต้องปรับราคาขายขึ้นก่อน หากสถานการณ์เป็นไปตามนี้ แต้มต่อด้านต้นทุนที่จีนเคยมีอาจลดลงและทำให้การแข่งขันในตลาดกลับมาอยู่บนพื้นฐานที่ใกล้เคียงกันมากขึ้น"
EBITDA ปีนี้เกิน 5.6 หมื่นล้าน
"ธรรมศักดิ์" คาดว่ากำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ปีนี้ทำได้มากกว่า 56,000 ล้านบาท จากเดิมตั้งไว้ที่ 55,000 ล้านบาท การเติบโตที่เพิ่มขึ้นมาจากผลการดำเนินงานและยังไม่ได้รวมรายการพิเศษอื่นๆ นัยสำคัญไม่ได้อยู่แค่ตัวเลขที่เพิ่มขึ้น แต่สะท้อนว่า SCC เชื่อว่าการปรับโครงสร้างธุรกิจในช่วงที่ผ่านมาเริ่มส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไร
ตลอดระยะเวลา 2 ปีก่อนหน้านั้น SCC เดินหน้าปรับพอร์ตอย่างหนัก โดยปิดธุรกิจที่ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ และในปีนี้การปิดธุรกิจเพิ่มเติมมีค่อนข้างน้อย สิ่งที่เหลืออยู่จึงไม่ใช่การตัดทิ้งแต่เป็นการทรานส์ฟอร์มธุรกิจเพื่อให้กลับมาสร้างผลตอบแทน
หนึ่งในโจทย์สำคัญคือ โครงการ LSP เวียดนาม ถือเป็นหนึ่งในโครงการที่ SCC ให้ความสำคัญอย่างมาก โดยบริษัทกำลังเร่งการดำเนินงานให้เร็วขึ้น จากเดิมที่คาดว่าจะแล้วเสร็จช่วงปลายปี 2570 คาดว่าจะเร็วขึ้นเป็น ช่วงกลางปี 2570
ความน่าสนใจคือ เวียดนามกำลังอยู่ในช่วงการเติบโตของเศรษฐกิจ ทำให้ธุรกิจแพคเกจจิ้งและวัสดุก่อสร้าง ของ SCC ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของตลาดไปก่อนแล้ว หาก LSP สามารถเดินเครื่องได้เร็วขึ้น SCC จึงมองว่าจะเป็นแรงส่งสำคัญต่อผลประกอบการ
"หาก LSP สามารถเดินเครื่องได้เต็มกำลังตลอดทั้ง 4 ไตรมาส จะสามารถสร้าง Additional EBITDA ได้สูงถึงประมาณ 9,000 ล้านบาทต่อปี"
ดังนั้นการเร่งโครงการไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของก่อสร้างให้เสร็จเร็วขึ้นแต่ทุกเดือนที่สามารถนำโครงการเข้าสู่การดำเนินงานได้เร็วขึ้น ย่อมหมายถึงโอกาสที่จะทำให้กระแสเงินสดและผลตอบแทนกลับเข้าสู่บริษัทเร็วขึ้นด้วย
เมื่อมองภาพรวมทั้งหมดจะเห็นทิศทางสำคัญของ SCC ที่พยายามกระจายโอกาสไปยังเมกะเทรนด์ใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นในภูมิภาค ขณะเดียวกัน การลดต้นทุนผ่านพลังงานทางเลือก การบริหารความเสี่ยงจากราคาน้ำมัน และการเร่งทรานส์ฟอร์มธุรกิจที่ยังสร้างผลตอบแทนไม่เต็มศักยภาพกลายเป็นอีกด้านหนึ่งของกลยุทธ์
โจทย์ใหญ่จึงอยู่ที่ว่า SCC จะสามารถเปลี่ยนโอกาสจาก FDI และการเติบโตของอาเซียนให้กลายเป็นกำไรและกระแสเงินสดได้เร็วแค่ไหน โดยเฉพาะ LSP หากสามารถเดินเครื่องได้เต็มประสิทธิภาพตามแผน และสร้าง EBITDA เพิ่มได้ในระดับประมาณ 9,000 ล้านบาทต่อปีจริง โครงการนี้อาจกลายเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญต่อภาพการฟื้นตัวของ SCC ในระยะถัดไป.







