
โกงสอบท้องถิ่น ปมจากส่วนกลาง แต่ภาระกฎหมายกลับตกถึงนายก อปท.ทั่วประเทศ
เมื่อข้อสอบมีปัญหาจากส่วนกลาง แต่คำสั่งเพิกถอนต้องให้นายก อปท.ลงนาม สมาคม อบต.จึงถามว่า ใครควรรับความเสี่ยง หากหลักฐานยังไม่ชัดและคนบริสุทธิ์อาจถูกกระทบไป?
KEY
POINTS
- นายก อปท. ทั่วประเทศต้องรับภาระความเสี่ยงทางกฎหมายในการลงนามเพิกถอนผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตสอบ ทั้งที่การจัดสอบและตรวจสอบมาจากส่วนกลาง
- สมาคม อบต. เรียกร้องให้ส่วนกลางแสดงหลักฐานที่ชัดเจนและตรวจสอบได้ เช่น กระดาษคำตอบ เพื่อให้นายก อปท. มั่นใจก่อนลงนามคำสั่ง
- หลังการหารือกับกระทรวงมหาดไทย ส่วนกลางจะส่งหลักฐานกระดาษคำตอบให้ตรวจสอบและจัดตั้งทีมกฎหมายเพื่อลดความเสี่ยงให้ฝ่ายท้องถิ่น
ปัญหาทุจริตสอบคัดเลือกพนักงานส่วนท้องถิ่นกำลังเดินมาถึงจุดที่ไม่ได้มีเพียงคำถามว่า “ใครโกง” แต่ขยายไปสู่คำถามสำคัญกว่าเดิมว่า เมื่อกระบวนการสอบถูกจัดการจากส่วนกลาง เหตุใดภาระในการเพิกถอนผู้ได้รับการบรรจุ รวมถึงความเสี่ยงทางกฎหมาย จึงกลับมาตกอยู่กับนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นปลายทางของระบบ
นี่คือจุดยืนที่ รศ.ดร.วิรศักดิ์ ฮาดดา นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย และนายก อบต.คลอง 3 พยายามส่งสัญญาณไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยยืนยันว่า สมาคมไม่ได้ต้องการปกป้องผู้ที่ทุจริตสอบ หากตรวจสอบแล้วพบว่าบุคคลใดกระทำผิดก็ต้องถูกดำเนินการ แต่สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นควบคู่กันคือ กระบวนการคัดแยก “คนผิด” ออกจาก “คนถูก” ต้องมีหลักฐานชัดเจน โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้
เพราะสำหรับนายก อปท. การเซ็นชื่อเพียงครั้งเดียว อาจหมายถึงการก้าวเข้าไปอยู่กลางความเสี่ยงทางกฎหมายทันที
นายก อปท.กับทางสองแพร่ง “ไม่เซ็นก็เสี่ยง เซ็นก็เสี่ยง”
ปัญหาที่ท้องถิ่นกำลังเผชิญเริ่มต้นขึ้นเมื่อส่วนกลาง หรือ ก.กลาง ส่งรายชื่อผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ามีปัญหาเกี่ยวกับการสอบมายังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อดำเนินการออกคำสั่งเพิกถอนการบรรจุ
แต่ผู้ที่ต้องลงนามในคำสั่งกลับเป็นนายก อปท.ในแต่ละแห่ง
รศ.ดร.วิรศักดิ์อธิบายว่า สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้บริหารท้องถิ่นจำนวนมากอยู่ในภาวะ “ทางสองแพร่ง”
ด้านหนึ่ง หากได้รับคำสั่งจากส่วนกลางแล้วไม่ดำเนินการ นายก อปท.ก็อาจถูกตั้งคำถามถึงการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และถูกหยิบยกเรื่องความผิดตามมาตรา 157 ขึ้นมาเป็นแรงกดดัน
แต่อีกด้านหนึ่ง หากลงนามเพิกถอนบุคคลใดออกจากราชการ แล้วภายหลังปรากฏว่ากระบวนการตรวจสอบหรือหลักฐานมีข้อบกพร่อง ผู้ลงนามก็อาจกลายเป็นผู้ถูกฟ้องทั้งในศาลปกครองและศาลอาญา
กรณีที่ อบต.บางบัวทอง ถูกยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างของความกังวลนี้ เมื่อมีข้าราชการประกาศว่าจะดำเนินการฟ้องร้อง หากมีคำสั่งเพิกถอนการบรรจุ
สำหรับสมาคม อบต. ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าจะ “ช่วยใครให้พ้นผิด” แต่อยู่ที่คำถามว่า นายก อปท.ซึ่งไม่ได้เป็นผู้จัดสอบ ไม่ได้เป็นผู้ตรวจข้อสอบ และไม่ได้เป็นผู้ตรวจสอบความผิดปกติตั้งแต่ต้น ควรต้องรับความเสี่ยงจากการลงนามในระดับใด
ปัญหาเกิดที่ส่วนกลาง แต่คำสั่งสุดท้ายอยู่ในมือท้องถิ่น
รศ.ดร.วิรศักดิ์ตั้งข้อสังเกตตรงไปตรงมาว่า ต้นทางของปัญหาเกิดจากระบบการสอบที่ดำเนินการจากส่วนกลาง ขณะที่ท้องถิ่นมีสถานะเป็นหน่วยงานปลายทาง รับผู้สอบได้จากบัญชีเข้ามาบรรจุเป็นข้าราชการ
เมื่อพบความผิดปกติในภายหลัง กลับกลายเป็นว่าท้องถิ่นต้องเป็นผู้ลงนามเพิกถอน และต้องรับผลทางกฎหมายที่อาจตามมา
นี่จึงเป็นเหตุผลที่สมาคมต้องการให้ส่วนกลางแสดงหลักฐานในระดับที่ผู้ลงนามสามารถตรวจสอบและใช้ประกอบการตัดสินใจได้จริง ไม่ใช่เพียงส่งรายชื่อบุคคลพร้อมคำสั่งให้ดำเนินการ
ข้อเรียกร้องสำคัญคือ การเปิดให้เห็น กระดาษคำตอบต้นฉบับ และกระดาษคำตอบที่ถูกระบุว่ามีการแก้ไข เพื่อเปรียบเทียบกันอย่างชัดเจน
เพราะหากจะเพิกถอนสถานะการเป็นข้าราชการของบุคคลหนึ่ง หลักฐานต้องมากพอที่จะทำให้ผู้ใช้อำนาจทางปกครองมั่นใจว่า การตัดสินใจนั้นตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง ไม่ใช่เพียงข้อมูลที่ส่งต่อกันมาเป็นทอดๆ
ไม่ใช่แค่บัญชีเดิม แต่บัญชีใหม่ก็ต้องตอบคำถาม
อีกประเด็นที่สมาคมให้ความสำคัญคือ เมื่อมีการตัดผู้ที่ถูกระบุว่ามีปัญหาออกจากบัญชีเดิม และจัดทำบัญชีรายชื่อหรือคะแนนขึ้นใหม่ กระบวนการดังกล่าวก็ต้องสามารถอธิบายได้เช่นกัน
คำถามคือ การเรียงคะแนนใหม่เกิดขึ้นอย่างไร ใครเป็นผู้ตรวจสอบ และมีหลักประกันเพียงใดว่ารายชื่อชุดใหม่จะไม่เกิดปัญหาซ้ำ
เพราะหากท้องถิ่นต้องนำบัญชีชุดใหม่มาใช้เพื่อบรรจุบุคลากร แต่ในอนาคตกลับพบข้อผิดพลาดอีกครั้ง วงจรของการบรรจุ เพิกถอน และการฟ้องร้องก็อาจเกิดขึ้นซ้ำ
ความโปร่งใสจึงต้องครอบคลุมทั้งการพิสูจน์ความผิดในบัญชีเดิม และความถูกต้องของบัญชีใหม่ที่จะถูกนำมาใช้แทน
หารือมหาดไทย เริ่มเห็น “หลังพิง” ทางกฎหมาย
หลังการหารือกับ วรสิทธิ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยรศ.ดร.วิรศักดิ์ระบุว่า มีความคืบหน้าบางส่วนที่ช่วยลดความกังวลของท้องถิ่นลง
ประการแรก กรมที่เกี่ยวข้องยืนยันว่าจะจัดส่งไฟล์สแกนกระดาษคำตอบ ทั้งฉบับจริงและฉบับที่พบการแก้ไข ไปยัง ก.จังหวัด และนายก อปท. เพื่อใช้ตรวจสอบก่อนมีการลงนาม
ประการที่สอง จะมีการจัดตั้งทีมกฎหมายเพื่อให้คำปรึกษาแก่ผู้บริหารท้องถิ่น หากเกิดข้อพิพาทหรือการฟ้องร้องจากการดำเนินการตามคำสั่ง
และประการที่สาม จะมีการจัดทำ ร่างคำสั่งมาตรฐาน หรือ Template สำหรับการเพิกถอน เพื่อให้ท้องถิ่นใช้รูปแบบเดียวกัน ลดความคลาดเคลื่อนในการออกคำสั่ง และเพิ่มความรัดกุมในทางกฎหมาย
มาตรการเหล่านี้อาจยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่สะท้อนว่าส่วนกลางเริ่มรับรู้แล้วว่า การโยนเพียงรายชื่อมาให้ท้องถิ่นลงนามนั้นไม่เพียงพอ เมื่อผลของลายเซ็นอาจนำไปสู่คดีความในภายหลัง
สมาคมย้ำ “ไม่ได้ปกป้องคนโกง”
ท่ามกลางข้อถกเถียง รศ.ดร.วิรศักดิ์ย้ำว่า จุดยืนของสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทยไม่ใช่การขัดขวางการลงโทษผู้กระทำผิด
หากบุคคลใดมีหลักฐานชัดเจนว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริต ก็ต้องถูกดำเนินการตามกฎหมาย
แต่สิ่งที่สมาคมต้องการคือ การป้องกันไม่ให้คนที่ไม่ได้กระทำผิดต้องถูกเหมารวม หรือถูกเพิกถอนโดยปราศจากหลักฐานที่ผู้มีอำนาจลงนามสามารถตรวจสอบได้
ขณะเดียวกัน นายก อปท.เองก็ต้องมี “ทางหนีทีไล่” ทางกฎหมาย หากปฏิบัติตามข้อมูลและคำสั่งจากส่วนกลางโดยสุจริต
สมาคม อบต.จึงได้ทำบันทึกความร่วมมือ หรือ MOU กับสภาทนายความ เพื่อเตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือสมาชิกทั่วประเทศ หากเกิดข้อพิพาทจากการปฏิบัติหน้าที่ในเรื่องนี้
จากคดีโกงสอบ สู่คำถามเรื่องความรับผิดชอบของระบบ
ท้ายที่สุด ปมทุจริตสอบท้องถิ่นจึงกำลังขยายจากเรื่องการค้นหาผู้กระทำผิด ไปสู่การตรวจสอบโครงสร้างความรับผิดชอบทั้งระบบ
หากการสอบเกิดขึ้นจากส่วนกลาง การตรวจพบความผิดปกติก็มาจากส่วนกลาง และข้อมูลสำคัญทั้งหมดอยู่ในมือส่วนกลาง การให้ท้องถิ่นเป็นผู้ลงนามคำสั่งสุดท้ายโดยไม่มีหลักฐานรองรับอย่างครบถ้วน ย่อมสร้างความเสี่ยงที่ไม่ควรเกิดขึ้น
การจัดการคนโกงเป็นเรื่องจำเป็น แต่ความเด็ดขาดต้องเดินคู่กับความเป็นธรรม เพราะหากระบบต้องการกำจัดการทุจริตด้วยการสร้างความเสี่ยงให้คนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับต้นเหตุ ปัญหาก็อาจไม่ได้จบลงที่ข้อสอบที่ถูกแก้คะแนน
แหล่งที่มาประกอบ : รายการคมชัดลึก
แต่อาจกลายเป็นคำถามใหญ่กว่าเดิมว่า ในวันที่ระบบผิดพลาด ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบต่อความผิดพลาดนั้นอย่างแท้จริง







