
ธรรมนัสปัดดีลโมนาโก แต่สมการสามสีเปิดเกมปิดล้อมภูมิใจไทย พลิกขั้วใหม่?
คำว่า “ไม่มีดีลลับ” อาจปิดข่าวลือที่โมนาโกได้ชั่วคราว แต่ไม่อาจปิดประตูการเมือง เมื่อศัตรูเก่ากำลังมองหาจุดร่วม เพื่อสร้างสมการสามสีโค่นขั้วสีน้ำเงินให้ได้
KEY
POINTS
- ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ปฏิเสธข่าวลือ "ดีลลับโมนาโก" แต่ยอมรับว่าการเมืองไม่มีอะไรแน่นอน ซึ่งเป็นการเปิดทางสำหรับความร่วมมือในอนาคต
- มีการประเมินสมการตั้งรัฐบาลขั้วใหม่จากการรวม 3 พรรค คือ พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคกล้าธรรม ซึ่งจะมีเสียงข้างมาก 252 เสียง
- เป้าหมายหลักของความร่วมมือที่อาจเกิดขึ้น คือการปิดล้อมและลดอำนาจของพรรคภูมิใจไทย โดยใช้เวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ
บนกระดานการเมือง ไม่มีหมากตัวใดยืนอยู่ที่เดิมตลอดไป
คนที่เคยยืนคนละขั้วอาจกลับมานั่งโต๊ะเดียวกัน พรรคที่เคยประกาศไม่ร่วมทางอาจเริ่มเปิดช่องเจรจา ส่วนคำปฏิเสธว่า “ไม่มีดีลลับ” ก็ไม่ได้หมายความว่าประตูของความร่วมมือในอนาคตจะถูกปิดตาย
กรณีข่าวลือ “ดีลลับโมนาโก” จึงน่าสนใจไม่ใช่เพราะมีใครไปพบใครในต่างประเทศเท่านั้น แต่เพราะคำชี้แจงของร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า กำลังสะท้อนธรรมชาติของการเมืองไทยได้อย่างตรงไปตรงมา
เขายืนยันว่าการเดินทางไปต่างประเทศเป็นเพียงการพักผ่อนกับครอบครัว ไม่มีการพบปะ ไม่มีข้อตกลง และไม่มีการเจรจาลับเรื่องอภิปรายไม่ไว้วางใจกับพรรคประชาชน
แต่หลังจากปฏิเสธข่าวลือ ร้อยเอกธรรมนัสกลับทิ้งประโยคที่เปิดพื้นที่ให้ตีความต่อว่า “การเมืองไม่มีอะไรแน่นอน” เรื่องที่เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งนั้นลืมไปหมดแล้ว และคนที่เคยเป็นศัตรูกันก็สามารถกลับมารักกันได้ หากเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศ
ประโยคเหล่านี้อาจไม่ได้ยืนยันว่ามีข้อตกลงเกิดขึ้น แต่ก็ชัดเจนพอที่จะบอกว่า พรรคกล้าธรรมยังไม่ได้ปิดประตูใส่ทุกความเป็นไปได้
และในช่วงเวลาที่พรรคประชาชนกำลังมองหายุทธศาสตร์ใหม่เพื่อปิดล้อมพรรคภูมิใจไทย ประตูที่ยังเปิดอยู่นั้นย่อมมีความหมาย
เมื่อพรรคส้มเริ่มมองการเมืองผ่านความเป็นไปได้
สัญญาณเปลี่ยนแปลงสำคัญมาจากฝั่งพรรคประชาชน หรือ “พรรคส้ม” หลังศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค ส่งสัญญาณว่าพรรคพร้อมพูดคุยกับทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคกล้าธรรม หากสถานการณ์นำไปสู่การปรับเปลี่ยนขั้วรัฐบาล
ถ้อยคำดังกล่าวสะท้อนว่าพรรคประชาชนเริ่มมองการเมืองผ่านความเป็นไปได้มากขึ้น ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่เพียงเส้นแบ่งระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้าน หรือระหว่างพรรคที่ถูกมองว่าเป็นประชาธิปไตยกับพรรคที่เคยถูกตั้งคำถาม
ก่อนหน้านี้ พรรคประชาชนเคยใช้เงื่อนไข “มีเราไม่มีเทา” เพื่อประกาศจุดยืนว่าจะไม่ร่วมงานกับกลุ่มการเมืองที่มีข้อครหา แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป แกนนำบางส่วนเริ่มประเมินว่า หากยังยึดเงื่อนไขเดิมอย่างแข็งตัว พรรคภูมิใจไทยอาจได้ประโยชน์จากการที่ฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถรวมเสียงกันได้
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่แค่ว่าพรรคส้มจะจับมือกับใคร แต่อยู่ที่ว่าจะรักษาสมดุลระหว่าง “ความบริสุทธิ์ของจุดยืน” กับ “ความเป็นจริงของอำนาจ” อย่างไร
สำหรับผู้สนับสนุนบางส่วน การเปิดเจรจากับพรรคกล้าธรรมอาจถูกมองว่าเป็นการลดเพดานทางการเมือง แต่สำหรับฝ่ายยุทธศาสตร์ นี่อาจเป็นทางเลือกที่จำเป็น หากเป้าหมายใหญ่คือการนำพรรคภูมิใจไทยออกจากศูนย์กลางอำนาจ
นี่คือโจทย์ที่พรรคการเมืองรุ่นใหม่หลีกหนีได้ยาก เพราะการยืนหยัดในหลักการอาจทำให้รักษาภาพลักษณ์ไว้ได้ แต่ไม่ได้รับประกันว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจได้จริง
สมการ 252 เสียง ประตูที่เปิดได้แต่ยังไม่มีใครเดินผ่าน
ตัวเลขที่ทำให้แนวคิดการเปลี่ยนขั้วเริ่มมีน้ำหนัก คือสมการของสามพรรค ได้แก่ พรรคเพื่อไทย 74 เสียง พรรคกล้าธรรม 58 เสียง และพรรคประชาชน 120 เสียง
เมื่อนำมารวมกันจะได้ 252 เสียง มากพอสำหรับสร้างเสียงข้างมากตามสมการที่ถูกหยิบมาประเมิน และสามารถกลายเป็นฐานของรัฐบาลชุดใหม่ได้ หากทั้งสามฝ่ายตกลงกันสำเร็จ
ในทางคณิตศาสตร์ ตัวเลขนี้ดูเรียบง่าย เพียงนำจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละพรรคมารวมกันก็เห็นภาพรัฐบาลขั้วใหม่ได้ทันที
แต่ในทางการเมือง 252 เสียงไม่ได้หมายถึง 252 ความคิดที่เดินไปในทิศทางเดียวกัน
พรรคประชาชนต้องอธิบายต่อฐานเสียงว่าเหตุใดจึงร่วมมือกับพรรคที่เคยถูกวางไว้คนละฝั่ง พรรคเพื่อไทยต้องตัดสินใจว่าจะยอมเปลี่ยนสถานะและบทบาทของตัวเองในสมการใหม่หรือไม่ ส่วนพรรคกล้าธรรมต้องชั่งน้ำหนักว่าการย้ายขั้วให้ประโยชน์มากกว่าการอยู่กับรัฐบาลเดิมอย่างไร
ยังไม่นับรวมคำถามเรื่องตำแหน่งนายกรัฐมนตรี การจัดสรรกระทรวง นโยบายร่วม และความเชื่อใจกันระหว่างแกนนำ ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนที่ตัวเลขทางคณิตศาสตร์ไม่สามารถตอบได้
ดังนั้น 252 เสียงจึงยังเป็นเพียงประตูบานหนึ่ง เป็นประตูที่เปิดได้จริง แต่ยังไม่มีหลักประกันว่าทุกพรรคจะยอมเดินผ่านไปพร้อมกัน
“ฮั้ว สว.” จากประเด็นตรวจสอบสู่เครื่องมือโดดเดี่ยวสีน้ำเงิน
อีกด้านหนึ่ง พรรคประชาชนกำลังเพิ่มแรงกดดันต่อพรรคภูมิใจไทยผ่านการเปิดประเด็นข้อสงสัยเกี่ยวกับกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือกรณีที่ถูกเรียกว่า “ฮั้ว สว.”
เกมนี้มีความหมายมากกว่าการเปิดโปงความผิดปกติในกระบวนการเลือก สว. เพราะพรรคประชาชนพยายามขยายภาพให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างบุคคลในเครือข่ายการเมืองกับรัฐมนตรีหรือผู้มีบทบาทใกล้ชิดพรรคภูมิใจไทย
หากข้อมูลและหลักฐานถูกนำเสนอจนมีน้ำหนักเพียงพอ ประเด็นนี้อาจกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และสร้างต้นทุนให้พรรคร่วมรัฐบาลอื่นต้องตัดสินใจว่า ยังควรยืนอยู่เคียงข้างพรรคภูมิใจไทยต่อไปหรือไม่
ในแง่นี้ เวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจอาจไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเอาชนะกันด้วยจำนวนเสียงลงมติ แต่เป็นเวทีสร้างบรรยากาศทางการเมือง เพื่อทำให้การเปลี่ยนขั้วดูมีเหตุผลและมีความชอบธรรมมากขึ้น
หากพรรคส้มสามารถทำให้สังคมเชื่อได้ว่า ประเด็นฮั้ว สว.ไม่ใช่เรื่องเฉพาะบุคคล แต่สะท้อนเครือข่ายอำนาจที่ฝังรากอยู่ในระบบ การกดดันพรรคภูมิใจไทยก็อาจขยายออกจากสภาไปสู่แรงกดดันทางสังคม
แต่หากข้อกล่าวหาไม่สามารถเชื่อมโยงไปถึงผู้มีอำนาจได้อย่างชัดเจน เกมปิดล้อมก็อาจกลายเป็นเพียงเสียงรบกวนที่รัฐบาลสามารถประคองตัวผ่านไปได้
ไม่มีดีลที่โมนาโก ไม่ได้แปลว่าไม่มีคนคุยกัน
สิ่งที่ร้อยเอกธรรมนัสปฏิเสธอย่างชัดเจน คือการเดินทางไปทำข้อตกลงลับที่โมนาโก ไม่ใช่ความเป็นไปได้ของการร่วมมือทางการเมืองในอนาคต
ความแตกต่างระหว่างสองเรื่องนี้มีความสำคัญ
เพราะการเมืองไม่ได้มีเพียงการพบกันอย่างเป็นทางการระหว่างหัวหน้าพรรค การประสานงานสามารถเกิดขึ้นผ่านคนกลาง ตัวแทน หรือบุคคลที่ได้รับความไว้วางใจจากแต่ละฝ่ายได้เสมอ
ข้อมูลที่ถูกกล่าวถึงในวงการเมืองระบุว่า แม้ไม่มีการพบกันโดยตรงที่โมนาโก แต่เคยมีการพูดคุยผ่านตัวแทนระหว่างบุคคลที่มีบทบาทในฝั่งสีเขียวและสีแดง เพื่อประเมินแนวทางรองรับกรณีเกิดการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีหรือเปลี่ยนขั้วภายหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลส่วนนี้ยังเป็นเพียงคำกล่าวอ้างจากแหล่งข่าวทางการเมือง ยังไม่มีข้อยืนยันว่ามีข้อตกลงร่วมกันเกิดขึ้นแล้ว หรือมีรายละเอียดเรื่องตำแหน่งและโครงสร้างรัฐบาลใหม่ตามที่ถูกคาดการณ์
แต่เพียงการที่ทุกฝ่ายไม่ปิดประตู ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้รัฐบาลต้องจับตาทุกการเคลื่อนไหว
การเมืองที่ศัตรูอาจกลับมาเป็นพันธมิตร
ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคกล้าธรรม ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจอย่างสมบูรณ์ ทั้งสามฝ่ายมีประวัติการแข่งขัน ความขัดแย้ง และข้อจำกัดทางการเมืองแตกต่างกัน
แต่ประวัติศาสตร์การเมืองมักแสดงให้เห็นว่า ศัตรูร่วมสามารถทำให้คู่แข่งชั่วคราวกลายเป็นพันธมิตรได้
หากทั้งสามพรรคเห็นตรงกันว่าพรรคภูมิใจไทยคือศูนย์กลางอำนาจที่ต้องถูกสกัด ความแตกต่างบางเรื่องอาจถูกพักไว้ชั่วคราว เพื่อแลกกับเป้าหมายที่ใหญ่กว่า
คำถามคือ เมื่อเป้าหมายนั้นสำเร็จ ความขัดแย้งเดิมจะย้อนกลับมาเร็วเพียงใด
รัฐบาลที่ถือกำเนิดจากการรวมตัวเพื่อโค่นคู่แข่ง อาจสร้างขึ้นได้ไม่ยากเท่ากับการบริหารประเทศร่วมกัน เพราะเมื่อศัตรูร่วมหมดอำนาจ ทุกพรรคจะต้องกลับมาเผชิญความแตกต่างเรื่องนโยบาย ฐานเสียง และผลประโยชน์ของตัวเองอีกครั้ง
นั่นทำให้การเปลี่ยนขั้วไม่ใช่เพียงเรื่องของการรวบรวมเสียง แต่เป็นบททดสอบว่าพันธมิตรชั่วคราวจะเปลี่ยนเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้หรือไม่
จุดตัดอยู่ที่เวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ช่วงเวลาที่อาจทำให้ทุกอย่างชัดเจนขึ้นคือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
หากพรรคประชาชนสามารถนำเสนอข้อกล่าวหาเรื่องฮั้ว สว. ประเด็นจริยธรรม หรือการใช้อำนาจจนเกิดแรงสั่นสะเทือน พรรคเพื่อไทยและพรรคกล้าธรรมอาจใช้สถานการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุผลในการทบทวนจุดยืน
แต่หากรัฐบาลสามารถตอบข้อกล่าวหาได้ หรือพรรคร่วมยังเห็นว่าการอยู่กับพรรคภูมิใจไทยมีความมั่นคงมากกว่า สมการสามสีก็อาจยังเป็นเพียงภาพร่างที่ไม่ถูกนำมาใช้จริง
ท้ายที่สุด “ดีลลับโมนาโก” อาจไม่มีอยู่จริงตามคำยืนยันของร้อยเอกธรรมนัส แต่คำพูดที่ว่า “การเมืองไม่มีอะไรแน่นอน” กำลังบอกความจริงอีกด้านหนึ่งว่า ไม่มีพันธมิตรใดถาวร และไม่มีความขัดแย้งใดอยู่เหนือการต่อรอง
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าใครพบใครที่โมนาโก แต่คือเมื่อถึงเวลาต้องเลือก พรรคการเมืองแต่ละสีจะรักษาคำพูดเดิม หรือจะเลือกสมการใหม่ที่พาตัวเองเข้าใกล้อำนาจมากกว่า
เพราะในสนามที่ศัตรูสามารถกลับมารักกันได้ คนที่ต้องจับตาอาจไม่ใช่ผู้ที่อยู่บนโต๊ะเจรจาเท่านั้น แต่อาจเป็นประชาชนผู้ต้องรับผลจากทุกข้อตกลงที่เกิดขึ้นหลังฉาก







