
ถอดรหัสคดีฮั้ว สว. ทำไมตัดสิทธิการเมืองไม่ต้องรอคดีอาญา
วัส ติงสมิตร ชี้ มาตรา 62 มุ่งคุ้มครองความสุจริตของการเลือก สว. จึงใช้มาตรฐานหลักฐานต่างจากคดีอาญา และไม่จำเป็นต้องรอพบเส้นทางการเงิน
KEY
POINTS
- การตัดสิทธิทางการเมืองผู้สมัคร สว. ที่ฮั้วเลือกตั้ง (มาตรา 62) ไม่จำเป็นต้องรอผลคดีอาญา (มาตรา 77) เนื่องจากกฎหมายกำหนดวัตถุประสงค์และมาตรฐานการพิสูจน์ที่แตกต่างกัน
- การเพิกถอนสิทธิตามมาตรา 62 มีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองความสุจริตของการเลือกตั้ง ใช้มาตรฐาน "มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า" ซึ่งไม่เข้มงวดเท่าคดีอาญาที่มุ่งลงโทษบุคคลและต้องพิสูจน์จน "ปราศจากข้อสงสัยตามสมควร"
- การพิสูจน์การฮั้วเลือกตั้งไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานเส้นทางการเงินเสมอไป โดยสามารถใช้หลักฐานอื่นประกอบกันได้ เช่น รูปแบบการลงคะแนนที่ผิดปกติ พฤติกรรมผู้สมัคร และข้อมูลดิจิทัล
ข้อถกเถียงเกี่ยวกับคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง หลังมีข้อเสนอทางกฎหมายว่า การตรวจสอบและเพิกถอนสิทธิทางการเมืองตามมาตรา 62 ไม่จำเป็นต้องรอให้พยานหลักฐานเพียงพอสำหรับการฟ้องคดีอาญา โดยเฉพาะหลักฐานเส้นทางการเงิน เนื่องจากกฎหมายกำหนดวัตถุประสงค์และมาตรฐานการพิสูจน์ของทั้งสองกระบวนการไว้แตกต่างกัน
เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2569 พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว แกนนำกลุ่ม สว.สำรอง เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่อาจเกี่ยวข้องกับขบวนการฮั้ว สว.มากกว่า 20,000 คน พร้อมจำแนกข้อกล่าวหาออกเป็น 7 กลุ่มความผิด โดยระบุว่า กลุ่มนักการเมืองหรือผู้จัดตั้งอาจไม่ถูกลงโทษทางอาญา หากพยานหลักฐานยังไม่สามารถพิสูจน์ความผิดได้โดยปราศจากข้อสงสัยตามสมควร
อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท.คำรบเสนอว่า กรณีของ สว.จำนวน 138 คน ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเชื่อมโยงกับกระบวนการจัดตั้งคะแนน ควรถูกตรวจสอบแยกออกจากคดีอาญา และอาจเข้าสู่กระบวนการเพิกถอนสิทธิตามมาตรา 62 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ วิเคราะห์ว่า กฎหมายดังกล่าวออกแบบความรับผิดไว้สองระดับ ได้แก่ กระบวนการคุ้มครองความสุจริตและเที่ยงธรรมของการเลือก กับกระบวนการลงโทษบุคคลที่กระทำความผิดทางอาญา จึงไม่ควรใช้มาตรฐานพยานหลักฐานเดียวกัน
มาตรา 62 คุ้มครองระบบเลือก สว.
มาตรา 62 อยู่ในหมวดว่าด้วยการควบคุมให้การเลือกเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม มีเป้าหมายสำคัญเพื่อปกป้องความชอบธรรมของกระบวนการได้มาซึ่ง สว.
บทบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือบุคคลใดกระทำการทุจริต หรือรู้เห็นกับการกระทำที่ทำให้การเลือกไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
ตามข้อวิเคราะห์ มาตรฐาน “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” เปิดโอกาสให้ กกต. พิจารณาหลักฐานหลายรูปแบบประกอบกัน โดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความผิดถึงระดับเดียวกับคดีอาญา
หากศาลรับคำร้อง ผู้ถูกร้องซึ่งดำรงตำแหน่ง สว. อาจต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด ก่อนที่ศาลจะพิจารณาว่ามีเหตุให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือไม่
มาตรา 77 มุ่งลงโทษตัวบุคคล
ส่วนมาตรา 77 อยู่ในหมวดบทกำหนดโทษทางอาญา มุ่งเอาผิดบุคคลที่อาจเกี่ยวข้องกับการจัดตั้ง จูงใจ จ่ายเงิน จัดเลี้ยง หรือให้ผลประโยชน์เพื่อแลกกับการลงคะแนน
เนื่องจากผลของคดีอาญาอาจนำไปสู่โทษจำคุก ปรับ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง การพิสูจน์ความผิดจึงต้องใช้มาตรฐาน “ปราศจากข้อสงสัยตามสมควร” และต้องมีหลักฐานที่เชื่อมโยงผู้ถูกกล่าวหาเข้ากับการกระทำผิดอย่างชัดเจน
พยานหลักฐานในส่วนนี้อาจประกอบด้วยเส้นทางการเงิน ข้อมูลการโอนเงิน หลักฐานการให้ทรัพย์สิน การจัดเลี้ยง การติดต่อสื่อสาร หรือข้อมูลทางนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล
วัสเห็นว่า การนำมาตรฐานของคดีอาญามาใช้เป็นเงื่อนไขก่อนส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาตามมาตรา 62 อาจทำให้กลไกคุ้มครองความสุจริตของการเลือกไม่สามารถบังคับใช้ได้ตามเจตนารมณ์
ไม่มีเส้นเงิน ไม่ได้แปลว่าไม่มีฮั้ว
บทวิเคราะห์แบ่งพฤติการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการเลือก สว.ออกเป็น 3 ระดับ
ระดับแรก คือการพบปะ แนะนำตัว และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้สมัครตามปกติ ซึ่งไม่ถือเป็นความผิด หากไม่ฝ่าฝืนกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง
ระดับที่สอง คือการจัดระบบลงคะแนน การเขียนโพย การแบ่งทีมผู้ลงคะแนน หรือการกำหนดหมายเลขผู้สมัครไว้ล่วงหน้า พฤติการณ์ในระดับนี้อาจกระทบความสุจริตและเที่ยงธรรมของการเลือกตามมาตรา 62 แม้ยังไม่พบหลักฐานการจ่ายเงิน
ระดับที่สาม คือการจัดตั้งที่มีเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทน เช่น การจ่ายค่าจ้างสมัคร การให้เงินก่อนหรือหลังการลงคะแนน การจัดเลี้ยง หรือการใช้อิทธิพลจากบุคคลภายนอก ซึ่งอาจเข้าข่ายทั้งการตรวจสอบตามมาตรา 62 และความผิดอาญาตามมาตรา 77
หัวใจสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงคำถามว่ามีการจ่ายเงินหรือไม่ แต่ต้องตรวจสอบด้วยว่า ผู้สมัครแต่ละคนยังใช้ดุลพินิจในการลงคะแนนอย่างอิสระ หรือผลการเลือกถูกกำหนดผ่านเครือข่ายและระบบจัดตั้งไว้ล่วงหน้า
เสนอใช้หลักฐาน 4 กลุ่มประกอบกัน
สำหรับการตรวจสอบตามมาตรา 62 นักวิชาการรายนี้เสนอให้พิจารณาพยานหลักฐานอย่างน้อย 4 กลุ่มร่วมกัน ไม่ควรจำกัดเฉพาะเส้นทางการเงิน
กลุ่มแรก คือหลักฐานเชิงสถิติและรูปแบบการลงคะแนน เช่น บัตรลงคะแนนหลายใบที่กรอกหมายเลขเหมือนกัน หรือเรียงลำดับตรงกันในลักษณะที่อาจเกิดขึ้นได้ยากตามธรรมชาติ
กลุ่มที่สอง คือพยานแวดล้อมและพฤติการณ์ของผู้สมัคร เช่น ผู้สมัครที่ไม่ลงคะแนนให้ตนเอง หรือได้รับคะแนนเป็นศูนย์ ทั้งที่เดินทางเข้าร่วมกระบวนการเลือก
กลุ่มที่สาม คือหลักฐานเอกสารและข้อมูลดิจิทัล เช่น โพยรายชื่อ ลายมือบนบัตร ภาพจากกล้องวงจรปิด ข้อมูลการสื่อสาร และหลักฐานการนัดหมาย
กลุ่มสุดท้าย คือหลักฐานเกี่ยวกับเงินหรือผลประโยชน์ ได้แก่ การโอนเงิน ค่าจ้างสมัคร ค่าเดินทาง การจัดเลี้ยง หรือผลตอบแทนรูปแบบอื่น
ตามข้อเสนอ การไม่พบหลักฐานในกลุ่มเส้นทางการเงิน ไม่ควรทำให้หลักฐานเชิงสถิติ พฤติการณ์ และเอกสารดิจิทัลถูกตัดออกจากการพิจารณา หากข้อมูลทั้งหมดประกอบกันจนมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ากระบวนการเลือกไม่สุจริตหรือไม่เที่ยงธรรม
ชี้คำตัดสินสุดท้ายอยู่ที่ศาล
นายวัสเสนอว่า หาก กกต.พบหลักฐานถึงระดับอันควรเชื่อได้ ก็ควรยื่นคำร้องให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเป็นผู้วินิจฉัย โดยไม่จำเป็นต้องรอผลการสอบสวนคดีอาญาหรือรอจับผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้บงการให้ได้ก่อน
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเกี่ยวกับผู้เกี่ยวข้องกว่า 20,000 คน และข้อกล่าวหาที่เชื่อมโยงกับ สว.จำนวน 138 คน ยังเป็นข้อมูลและความเห็นจากฝ่ายผู้ร้องหรือผู้ติดตามคดี บุคคลที่ถูกกล่าวหายังถือเป็นผู้บริสุทธิ์และมีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าสู่กระบวนการต่อสู้คดี
การวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ใดทำให้การเลือก สว.ไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม รวมถึงมีเหตุเพียงพอให้เพิกถอนสิทธิหรือไม่ จึงเป็นอำนาจของ กกต.และศาลฎีกาตามขั้นตอนของกฎหมาย
แหล่งที่มา : เพจเซบุ๊ก วัส ติงสมิตร







