
ราคาน้ำมันโลกดิ่งกว่า 4% ในเช้าวันจันทร์ หลังทรัมป์ชะลอโจมตีอิหร่าน
ราคาน้ำมันโลกร่วงกว่า 4% ในเช้าวันจันทร์ หลังทรัมป์ชะลอโจมตีอิหร่าน เปิดทางเจรจานิวเคลียร์และฟื้นการเดินเรือช่องแคบฮอร์มุซ คลายกังวลอุปทาน
ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในการซื้อขายวันจันทร์ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ตัดสินใจชะลอการโจมตีอิหร่านครั้งใหม่ เพื่อเปิดทางสู่การบรรลุข้อตกลงด้านนิวเคลียร์อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะนำไปสู่การยุติความตึงเครียดและเปิดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง
ณ เวลา 23.52 น. GMT (06.52 น. ของวันจันทร์ตามเวลาไทย) ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ลดลง 4.08 ดอลลาร์ หรือ 4.64% มาอยู่ที่ 83.85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เทกซัส (WTI) ของสหรัฐฯ ลดลง 4.01 ดอลลาร์ หรือ 4.74% อยู่ที่ 80.66 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ก่อนหน้านี้ ราคาน้ำมันทั้งสองสัญญาพุ่งขึ้นมากกว่า 20% ในเดือนที่ผ่านมา หลังการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาปะทุอีกครั้ง รวมถึงเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันหลายลำบริเวณนอกชายฝั่งโอมาน ซึ่งสร้างความกังวลด้านความปลอดภัยและทำให้ผู้ประกอบการขนส่งหลีกเลี่ยงการเดินเรือเข้าสู่อ่าวเปอร์เซีย
สัญญาณการคลี่คลายความขัดแย้งเกิดขึ้นหลังทรัมป์โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social เมื่อช่วงค่ำวันเสาร์ ระบุว่า อิหร่านและประเทศอื่น ๆ ในตะวันออกกลางได้ขอเวลาเพื่อสรุปข้อตกลง ซึ่งจะนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่าง "ทันที สมบูรณ์ และเต็มรูปแบบ" พร้อมยุติภัยคุกคามด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน
ประเด็นสำคัญที่ตลาดจับตาในสัปดาห์นี้คือ การเจรจาจะเดินหน้าต่อได้หรือไม่ หรือจะซ้ำรอยสัปดาห์ก่อน หากอิหร่านกลับมาใช้การควบคุมช่องแคบฮอร์มุซเป็นเครื่องต่อรอง ผ่านการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ หรือเรือบรรทุกน้ำมันที่เดินทางผ่านเส้นทางดังกล่าว
ข้อมูลการเดินเรือระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมันจากซาอุดีอาระเบีย 2 ลำสามารถแล่นผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบจากทะเลแดงได้ในช่วงสุดสัปดาห์ ขณะที่การจราจรทางทะเลในช่องแคบฮอร์มุซยังชะลอตัว หลังมีรายงานเหตุโจมตีเรือหลายลำ
ด้านหน่วยงาน UK Maritime Trade Operations ของสหราชอาณาจักร รายงานว่า นับตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา มีเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันเพิ่มเติมอีก 3 ครั้ง
ขณะเดียวกัน กลุ่ม OPEC+ มีมติเมื่อวันอาทิตย์ให้เพิ่มโควตาการผลิตน้ำมันประมาณ 188,000 บาร์เรลต่อวัน ตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไป ถือเป็นการยุติมาตรการลดกำลังการผลิตโดยสมัครใจอีกส่วนหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า ผลกระทบของการเพิ่มกำลังการผลิตอาจยังจำกัด เนื่องจากการส่งออกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซีย รัสเซีย และคาซัคสถาน ยังคงเผชิญความไม่แน่นอนจากสงครามในอิหร่านและยูเครน ทำให้การเพิ่มกำลังการผลิตของ OPEC+ ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ยังไม่สามารถสะท้อนสู่ปริมาณน้ำมันในตลาดได้อย่างเต็มที่.







