posttoday
ผ่าโซ่ข้อกลางโกงสอบท้องถิ่น เดิมพันรัฐบาลอนุทิน-ศรัทธากระบวนการยุติธรรม

ผ่าโซ่ข้อกลางโกงสอบท้องถิ่น เดิมพันรัฐบาลอนุทิน-ศรัทธากระบวนการยุติธรรม

15 กรกฎาคม 2569

เมื่อ “โซ่ข้อกลาง” ของขบวนการโกงสอบท้องถิ่นเริ่มถูกเปิดออก คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ใครถูกจับแล้ว แต่คือการสืบสวนจะขยายผลไปถึงผู้เกี่ยวข้องทุกระดับได้หรือไม่ เพราะปลายทางของคดีอาจเป็นเดิมพันทั้งความน่าเชื่อถือของรัฐบาลและศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรม

KEY

POINTS

  • จับกุมผู้ต้องหา 3 ราย ที่เป็น “โซ่ข้อกลาง” ของขบวนการทุจริตสอบท้องถิ่น ทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างผู้สมัครสอบกับผู้มีอำนาจในการแก้ไขคะแนน
  • การโกงสอบมีลักษณะเป็นขบวนการใหญ่ มีการตั้งบริษัทเพื่อจัดการคะแนนและเรียกรับเงินจากผู้สมัครสอบรายละ 350,000-500,000 บาท
  • คดีนี้เป็นบทพิสูจน์ความน่าเชื่อถือของรัฐบาลอนุทินและกระบวนการยุติธรรม ว่าจะสามารถขยายผลสาวถึงผู้บงการระดับสูงได้หรือไม่

เสียงประตูห้องขังที่ปิดลงหลังการควบคุมตัวผู้ต้องหาคนสำคัญ อาจไม่ใช่ฉากจบของคดีโกงสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น หากเป็นเสียงสัญญาณเริ่มต้นของการติดตามเครือข่ายที่ซ่อนตัวอยู่เหนือผู้ปฏิบัติการ เพราะบุคคลทั้ง 3 รายที่ถูกจับกุม ถูกวางตำแหน่งเป็นแค่เพียง “โซ่ข้อกลาง” ซึ่งอาจเชื่อมจากกระบวนการแก้ไขคะแนนและจัดการกระดาษคำตอบ ไปถึงผู้มีอำนาจที่อยู่เบื้องหลัง

 

ผู้ต้องหาหลักประกอบด้วย ดร.วิน หรืออัศวิน ซึ่งถูกควบคุมตัวได้ที่ สปป.ลาว นางสาวศตพร น้องสาวของ ดร.วิน และจ.ส.ต.พิชิต หรือ “ดร.เอ” ทั้งหมดถูกกล่าวหาตั้งแต่ความผิดเกี่ยวกับอั้งยี่และซ่องโจร การทำลายหรือซ่อนเร้นพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จากข้อกล่าวหาเรื่องการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบ

 

อย่างไรก็ตาม ผู้ต้องหาทั้งหมดยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด การดำเนินคดีและการรายงานข่าวจึงต้องแยกให้ออกระหว่างข้อกล่าวหา พยานหลักฐานที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ และข้อเท็จจริงที่ศาลวินิจฉัยแล้ว

สิ่งที่ทำให้คดีนี้ขยายตัวสั่นสะเทือนระบบราชการ คือพฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหาว่ามีการจัดตั้งกระบวนการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ตั้งแต่การติดต่อผู้สมัคร การกำหนดราคาค่าดำเนินการ การจัดการคำตอบ ไปจนถึงการแก้ไขคะแนนภายหลังการสอบ

 

ข้อมูลที่ปรากฏระบุว่า เครือข่ายใช้บริษัทเอกชนชื่อ"บริษัทสามเมืองเจริญรุ่งเรืองกิจ"เป็นสถานที่ปฏิบัติการเกี่ยวกับการจัดการกระดาษคำตอบและข้อมูลคะแนน โดยมีการเรียกเก็บเงินแตกต่างกันตามรูปแบบบริการ หากผู้สมัครต้องการให้ดำเนินการทั้งหมดโดยไม่ต้องกากบาทคำตอบเอง มีการกล่าวอ้างถึงราคาสูงถึง 500,000 บาทต่อราย ขณะที่ผู้สมัครซึ่งทำข้อสอบบางส่วนและต้องการให้ช่วยจัดการผลให้ผ่าน อาจถูกเรียกเก็บประมาณ 350,000 บาท

 

เฉพาะพื้นที่จังหวัดนนทบุรีและเพชรบูรณ์ มีข้อมูลว่าผู้จ่ายเงินให้กับเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับ ดร.เอ อาจมีจำนวนหลายร้อยราย หากข้อกล่าวหาดังกล่าวได้รับการพิสูจน์ ย่อมสะท้อนว่าการทุจริตไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจเฉพาะตัวของผู้สมัครบางราย แต่เป็นตลาดซื้อขายตำแหน่งราชการที่มีระบบรับงาน กำหนดราคา และจัดการผลสอบอย่างเป็นขบวนการ

“โซ่ข้อกลาง” จึงมีความหมายมากกว่าผู้ประสานงาน เพราะบุคคลในระดับนี้ย่อมมีโอกาสถือข้อมูลทั้งสองด้าน ด้านหนึ่งคือรายชื่อผู้ซื้อบริการและผู้ปฏิบัติการ อีกด้านหนึ่งคือบุคคลที่ออกคำสั่ง สนับสนุน หรือเปิดช่องให้กระบวนการเดินหน้าได้

 

จุดชี้ขาดของคดีจึงอยู่ที่ว่า พนักงานสอบสวนจะสามารถใช้ข้อมูลจากโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ เอกสาร เส้นทางการเงิน และคำให้การของผู้ต้องหา เชื่อมต่อไปถึงผู้บงการที่อยู่ในระดับสูงกว่าได้หรือไม่

 

ที่ผ่านมา มีการกล่าวอ้างถึงบุคคลระดับ เสนาบดี อธิบดี ประธานและกรรมการในคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือ กสถ. บางรายถูกวางบทบาทว่าอาจเป็นผู้มีเครือข่ายกว้างขวางหรือเกี่ยวข้องกับการประสานผลประโยชน์

 

แต่จนถึงตอนนี้ ข้อมูลดังกล่าวยังอยู่ในสถานะข้อกล่าวอ้างและแนวทางการสืบสวน ยังไม่อาจสรุปว่าบุคคลที่ถูกพาดพิงมีส่วนร่วมกระทำความผิด การขยายผลจึงต้องพึ่งพาพยานหลักฐานที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่อาศัยเพียงคำบอกเล่า อักษรย่อ หรือความสัมพันธ์ทางการเมือง

 

หากหลักฐานไม่เพียงพอ รัฐต้องกล้าประกาศผลอย่างตรงไปตรงมา แต่หากหลักฐานพาดพิงถึงผู้มีอำนาจ ไม่ว่าจะอยู่ในฝ่ายการเมืองหรือระบบราชการ กระบวนการยุติธรรมก็ต้องเดินหน้าโดยปราศจากข้อยกเว้น เพราะความน่าเชื่อถือของคดีนี้จะไม่ได้ถูกวัดจากจำนวนผู้ถูกจับเท่านั้น แต่จะถูกวัดจากความสามารถในการไต่ระดับความรับผิดชอบขึ้นไปถึงผู้ที่ได้รับประโยชน์และผู้ควบคุมกลไก

 

แรงกดดันจึงเคลื่อนเข้าสู่รัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และมีหน้าที่โดยตรงต่อการสร้างมาตรฐานการสอบบรรจุบุคลากร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมถึงผู้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการปราปรามทุจริตแห่งชาติ จึงหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบทางการเมืองต่อคำถามนี้ได้ยาก

 

รัฐบาลของนายกฯอนุทิน ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า การปราบโกงไม่ใช่เพียงการรวบตัวผู้ประสานงานหรือผู้แก้คะแนน แต่ต้องเปิดพื้นที่ให้ตำรวจ อัยการ หน่วยงานตรวจสอบ และคณะกรรมการทางวินัย ทำงานโดยไม่ถูกแทรกแซง ไม่ว่าจะพบเส้นทางเชื่อมโยงไปถึงบุคคลระดับใด

 

อีกด้านหนึ่ง ความเสียหายกำลังแผ่ไปถึงผู้เข้าสอบและระบบการบรรจุแต่งตั้ง ข้อมูลการสอบสวนพบผลคะแนนผิดปกติที่เข้าข่ายต้องตรวจสอบถึง 5,375 ราย จากผู้เข้าสอบกว่า 200,000 คน ทำให้ กสถ. ต้องพิจารณามาตรการเพิกถอนสิทธิ์การบรรจุแต่งตั้งของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการโกงคะแนน

 

การเพิกถอนสิทธิ์จึงไม่ใช่เพียงบทลงโทษทางปกครอง แต่เป็นการป้องกันไม่ให้บุคคลที่เข้าสู่ระบบราชการด้วยวิธีมิชอบ เข้าไปใช้อำนาจ จัดซื้อจัดจ้าง อนุมัติงบประมาณ หรือให้บริการประชาชนในอนาคต เพราะตำแหน่งข้าราชการท้องถิ่นไม่ได้เป็นเพียงงานประจำ แต่เชื่อมโยงกับงบประมาณและการบริหารทรัพยากรในพื้นที่ทั่วประเทศ

 

ขณะเดียวกัน รัฐต้องระมัดระวังไม่ให้กระบวนการล้างบางกลายเป็นการลงโทษแบบเหมารวม ผู้ที่ถูกเพิกถอนสิทธิ์ควรได้รับโอกาสชี้แจง ตรวจสอบหลักฐาน และใช้สิทธิตามกระบวนการกฎหมาย เพื่อให้มาตรการฟื้นฟูความโปร่งใสไม่สร้างความอยุติธรรมรอบใหม่แก่ผู้สอบโดยสุจริต

 

คดีโกงสอบท้องถิ่นจึงกำลังเคลื่อนตัวอยู่บนเส้นบางๆ ระหว่างโอกาสฟื้นศรัทธากับความเสี่ยงที่จะกลายเป็นวิกฤตทางการเมือง โดยเฉพาะช่วงปลายปี 2569 ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่ผลงานรัฐบาลจะถูกประเมิน และกระแสการปรับคณะรัฐมนตรีอาจกลับมาเป็นแรงกระเพื่อมอีกครั้ง

 

หากการสอบสวนหยุดอยู่ที่ผู้ต้องหา 3 ราย หรือจบลงเพียงผู้สมัครสอบที่จ่ายเงิน รัฐบาลอาจถูกตั้งคำถามว่าเลือกตัดเพียง “โซ่ข้อกลาง” เพื่อไม่ให้สาวไปถึง “โซ่ข้อบน” แต่หากสามารถเปิดเส้นทางการเงิน เปิดรายชื่อผู้เกี่ยวข้อง และดำเนินคดีโดยไม่เลือกปฏิบัติ คดีนี้อาจกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการปฏิรูประบบสอบราชการท้องถิ่น

 

ปลายทางของคดีจึงอยู่ที่คำตอบว่ารัฐบาลจะยอมให้ความจริงเดินทางไปได้ไกลเพียงใด เพราะโซ่ที่สังคมต้องการให้ถูกตัด ไม่ใช่เฉพาะข้อกลางที่มองเห็น แต่คือทั้งเครือข่ายที่ทำให้ตำแหน่งราชการถูกซื้อขาย และเปลี่ยนอนาคตของคนสุจริตให้กลายเป็นสินค้าของผู้มีอำนาจ.

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI