
ชำแหละงบปี70 ปมบิดงบลงทุน ล็อกพลังงาน ศึกน้ำท่วมหาดใหญ่เขย่ารัฐบาลหนัก
ร่างงบปี 2570 ถูกเปิดไส้กลางสภา ตั้งแต่ปมบิดนิยามงบลงทุน เงินกู้พลังงาน 2 แสนล้าน ไปจนถึงศึกน้ำท่วมหาดใหญ่ สะท้อนวิกฤตโปร่งใสที่ไล่บี้รัฐบาล ก่อนศรัทธาร้าว
KEY
POINTS
- ฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลอาจบิดเบือนนิยาม "งบลงทุน" โดยนำรายจ่ายอื่นมารวมเพื่อให้สัดส่วนงบประมาณผ่านเกณฑ์ 20% ตามที่กฎหมายกำหนด
- เกิดข้อครหาโครงการด้านพลังงานวงเงิน 2 แสนล้านบาท ที่อาจมีการล็อกสเปกเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนบางกลุ่ม ผ่านรูปแบบโครงการสำเร็จรูปและเงื่อนเวลาที่เร่งรัด
- ความขัดแย้งเรื่องงบประมาณป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่สะท้อนปัญหาระหว่างรัฐบาลกลางและท้องถิ่นในการจัดลำดับความสำคัญของโครงการ จนต้องใช้งบกลางแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 กำลังถูกเปิดตรวจสอบอย่างเข้มข้น ไม่เพียงเพราะเป็นแผนการใช้เงินแผ่นดินก้อนใหญ่ที่กำหนดทิศทางประเทศตลอดหนึ่งปี แต่ยังเพราะเกิดคำถามพร้อมกันอย่างน้อย 3 ด้าน ตั้งแต่การจัดหมวดหมู่งบประมาณที่อาจสวนทางกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย ข้อครหาเรื่องโครงการพลังงานสำเร็จรูปที่เปิดช่องให้เกิดการล็อกสเปก ไปจนถึงความขัดแย้งเรื่องงบป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่ ซึ่งสะท้อนรอยต่ออันเปราะบางระหว่างรัฐบาลส่วนกลางกับท้องถิ่น
ภาพรวมของการตรวจสอบครั้งนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ว่า หน่วยงานใดได้รับงบประมาณมากหรือน้อยเท่านั้น หากแต่อยู่ที่คำถามสำคัญกว่า คือ เงินทุกบาทถูกจัดสรรตามความจำเป็นของประเทศจริงหรือไม่ กระบวนการเปิดเผยข้อมูลโปร่งใสเพียงใด และมีใครเตรียมรับประโยชน์จากโครงการขนาดใหญ่ไว้ล่วงหน้าหรือไม่
งบลงทุน 13% กับคำถามเรื่องการบิดนิยาม
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน เปิดประเด็นสำคัญด้วยการตั้งข้อสังเกตว่า โครงสร้างงบประมาณปี 2570 อาจมีปัญหาในระดับกฎหมายและวินัยการคลัง เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้งบลงทุนต้องมีสัดส่วนไม่น้อยกว่า 20% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี แต่เมื่อพิจารณาเฉพาะงบลงทุนที่แท้จริง กลับพบว่ามีสัดส่วนเพียงประมาณ 13%
ช่องว่างระหว่างตัวเลข 13% กับเกณฑ์ 20% จึงกลายเป็นหัวใจของข้อถกเถียง เพราะฝ่ายค้านเห็นว่า รัฐบาลอาจพยายามนำรายจ่ายบางประเภท โดยเฉพาะเงินที่มีลักษณะเป็นการแจกจ่ายหรือกระตุ้นการบริโภค เช่น โครงการดิจิทัลวอลเล็ต มาจัดรวมไว้ในหมวดงบลงทุน เพื่อทำให้ตัวเลขในภาพรวมผ่านเกณฑ์ตามกฎหมาย
ปัญหาไม่ได้อยู่เพียงการเรียกชื่อรายจ่ายว่าเป็น “งบลงทุน” หรือ “งบกระตุ้นเศรษฐกิจ” แต่คือผลสะเทือนต่อความน่าเชื่อถือของระบบบัญชีภาครัฐ หากรายจ่ายที่ไม่ได้ก่อให้เกิดสินทรัพย์ โครงสร้างพื้นฐาน หรือศักยภาพระยะยาว ถูกนับเป็นการลงทุน ย่อมทำให้สังคมมองไม่เห็นภาพจริงว่า ประเทศเหลือเม็ดเงินสำหรับพัฒนาอนาคตมากเพียงใด
ข้อโต้แย้งนี้ยังทำให้ร่างงบประมาณปี 2570 ถูกตั้งคำถามว่า รัฐบาลกำลังบริหารงบประมาณตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย หรือกำลังปรับนิยามทางบัญชีเพื่อให้ตัวเลขผ่านเส้นขั้นต่ำเท่านั้น
ประตูข้อมูลที่ปิดลงต่อหน้ากรรมาธิการ
อีกด้านหนึ่งของวิกฤตความโปร่งใสเกิดขึ้นเมื่อ รักชนก ศรีนอก ประธานกรรมาธิการติดตามงบประมาณ ระบุว่า หลายกระทรวงปฏิเสธส่งข้อมูลคำของบประมาณให้กรรมาธิการตรวจสอบ โดยมีทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงพลังงาน และกระทรวงสาธารณสุข
บางหน่วยงานส่งข้อมูลมาแล้ว แต่ภายหลังกลับขอถอนเอกสารคืน ยิ่งทำให้เกิดคำถามว่า ข้อมูลคำของบประมาณซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้เงินภาษีประชาชน เหตุใดจึงไม่สามารถเปิดให้ฝ่ายนิติบัญญัติทำหน้าที่ตรวจสอบได้อย่างเต็มที
การไม่ส่งข้อมูลอาจกลายเป็นปัญหาใหญ่กว่าตัวเลขในงบประมาณ เพราะทำให้กรรมาธิการไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า โครงการใดมีความจำเป็น โครงการใดซ้ำซ้อน หรือโครงการใดถูกจัดทำขึ้นเพื่อรองรับผู้ประกอบการบางกลุ่มเป็นการเฉพาะ
เมื่อเอกสารต้นทางไม่ถูกเปิดเผย การอภิปรายงบประมาณย่อมเหลือเพียงการพิจารณาตัวเลขปลายทาง ขณะที่รายละเอียดสำคัญเรื่องราคากลาง คุณสมบัติผู้รับจ้าง เหตุผลในการเสนอโครงการ และผู้ได้รับประโยชน์ กลับถูกซ่อนไว้นอกสายตาของสาธารณชน
เงินกู้พลังงาน 2 แสนล้าน กับเงาแคตตาล็อกล็อกสเปก
จุดร้อนที่สุดของการตรวจสอบอยู่ที่เงินกู้เพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานวงเงินประมาณ 2 แสนล้านบาท ซึ่งศิริกัญญา ตันสกุล ตั้งข้อสังเกตถึงรูปแบบการเสนอโครงการที่มีลักษณะคล้าย “แคตตาล็อกสำเร็จรูป”
ตามข้อสังเกตดังกล่าว หน่วยงานท้องถิ่นไม่ได้เริ่มจากการสำรวจปัญหาและความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง แต่กลับได้รับตัวเลือกโครงการที่ถูกจัดเตรียมไว้ก่อนแล้ว เพื่อให้เลือกและยื่นคำขอผ่านระบบที่กำหนด
หากข้อสังเกตนี้เป็นจริง กระบวนการดังกล่าวอาจทำให้ท้องถิ่นกลายเป็นเพียงช่องทางส่งผ่านงบประมาณ แทนที่จะเป็นผู้กำหนดโครงการจากสภาพปัญหาของแต่ละพื้นที่ และยังเปิดช่องให้ผู้จัดหาอุปกรณ์หรือเอกชนที่ทราบรายละเอียดล่วงหน้า ได้เปรียบในการเข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง
เงื่อนไขด้านเวลาก็ยิ่งเพิ่มน้ำหนักให้ข้อสงสัย เมื่อกำหนดให้ยื่นโครงการผ่านแอปพลิเคชัน “โซลาร์” ภายในวันที่ 17 กรกฎาคม และเตรียมประกาศผลในวันที่ 31 กรกฎาคม ระยะเวลาเพียงประมาณสองสัปดาห์ถูกมองว่ากระชั้นชิดเกินกว่าที่หน่วยงานท้องถิ่นและเอกชนทั่วไปจะสำรวจพื้นที่ ออกแบบโครงการ จัดทำรายละเอียด และประเมินวงเงินได้อย่างรอบคอบ
จึงเกิดคำถามตามมาว่า ผู้เข้าร่วมบางรายได้รับข้อมูลหรือเตรียมเอกสารไว้ก่อนหรือไม่ เพราะหากไม่มีการเตรียมโครงการล่วงหน้า โอกาสทำเอกสารให้เสร็จทันตามกรอบเวลาดังกล่าวย่อมเป็นไปได้ยาก
ทุนการเมืองกว้านที่ดิน รอรับโครงการ 6 หมื่นล้าน
ข้อครหายิ่งขยายวงเมื่อมีรายงานข่าวกรองว่า กลุ่มทุนที่มีความเชื่อมโยงกับฝ่ายการเมืองและพันธมิตรทางธุรกิจ เริ่มกว้านซื้อที่ดินในบางพื้นที่ เพื่อรองรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดไว้ล่วงหน้า
มูลค่าของโครงการที่ถูกจับตามองอาจสูงถึงประมาณ 6 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นราว 30% ของวงเงินกู้พลังงานทั้งหมด หากข้อมูลนี้ได้รับการพิสูจน์ ย่อมสะท้อนว่า การแข่งขันอาจไม่ได้เริ่มต้นพร้อมกันในวันที่เปิดรับโครงการ แต่มีผู้เล่นบางกลุ่มขยับหมากล่วงหน้าไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องการกว้านซื้อที่ดินและความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนการเมืองยังเป็นข้อกล่าวหาและข้อมูลที่ต้องผ่านการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ การเปิดเผยรายชื่อผู้ถือครองที่ดิน เส้นทางเงิน และความสัมพันธ์กับบริษัทที่จะเข้าร่วมโครงการ จึงเป็นกลไกสำคัญที่จะตอบข้อสงสัยได้มากกว่าคำชี้แจงเชิงนโยบาย
ภายใต้แรงเสียดทานที่เพิ่มสูงขึ้น กระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งชะลอการยื่นโครงการออกไป แม้ช่วยลดแรงปะทะทางการเมืองได้ชั่วคราว แต่แหล่งข่าวมองว่า การชะลออาจเป็นเพียงการถอยเพื่อจัดระเบียบกระบวนการใหม่ ขณะที่ความพยายามผลักดันโครงการยังไม่ยุติลง
ศึกงบน้ำท่วมหาดใหญ่ เมื่อส่วนกลางกับท้องถิ่นพูดคนละภาษา
นอกจากงบพลังงาน อีกสมรภูมิที่สะท้อนปัญหาการจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณ คือกรณีโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเทศบาลนครหาดใหญ่
นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ หรือ “นายกแป้น” ระบุว่า โครงการแก้ปัญหาน้ำท่วมที่เสนอไปถูกตัดงบประมาณเกือบทั้งหมด เหลือเพียงเรือยาง 4 ลำและรถบรรทุกบางส่วน ขณะที่โครงการซ่อมแซมคลอง ร.1 ซึ่งได้รับความเสียหายและถือเป็นโครงสร้างสำคัญในการระบายน้ำ กลับไม่ได้รับการอนุมัติในช่วงแรก
ฝ่ายรัฐบาลตอบโต้ผ่าน ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ว่า เทศบาลไม่ได้เสนอโครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมไว้ในคำของบประมาณปี 2570 แต่กลับเสนอขอทำห้องเรียนอัจฉริยะและจัดซื้อเจ็ตสกี พร้อมตั้งคำถามว่า เหตุใดเทศบาลจึงไม่นำเงินสะสมที่มีอยู่กว่า 200 ล้านบาทออกมาใช้แก้ปัญหา
วิวาทะดังกล่าวสะท้อนปัญหามากกว่าความขัดแย้งระหว่างบุคคล เพราะฝ่ายหนึ่งยืนยันว่า ได้เสนอความจำเป็นของพื้นที่แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง ขณะที่อีกฝ่ายชี้ว่า เอกสารคำของบประมาณไม่ได้จัดลำดับความสำคัญไปที่การป้องกันน้ำท่วมตั้งแต่ต้น
ท้ายที่สุด นายกรัฐมนตรีต้องลงพื้นที่เพื่อยุติความขัดแย้ง พร้อมประกาศใช้งบกลางจำนวน 457 ล้านบาท เร่งซ่อมแซมคลอง ร.1 ให้แล้วเสร็จก่อนเข้าสู่ช่วงมรสุมในเดือนตุลาคม
แม้งบกลางจะช่วยแก้สถานการณ์เฉพาะหน้า แต่ก็ทิ้งคำถามว่า เหตุใดโครงการที่มีความเร่งด่วนและเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของประชาชน จึงต้องรอให้เกิดวิวาทะทางการเมือง ก่อนที่งบประมาณจะถูกนำมาใช้
เงินแผ่นดินต้องเปิดให้เห็นตั้งแต่ต้นทาง
การตรวจสอบงบประมาณปี 2570 จึงกำลังเปิดให้เห็นปัญหาที่เชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่การจัดหมวดรายจ่ายที่ถูกตั้งคำถาม การปิดกั้นข้อมูลคำของบประมาณ โครงการพลังงานที่มีเงื่อนไขกระชั้นชิด ตลอดจนการจัดสรรงบที่อาจไม่สอดคล้องกับความเดือดร้อนของพื้นที่
ข้อครหาเรื่องการล็อกสเปกหรือการเตรียมผลประโยชน์ให้กลุ่มทุนยังต้องได้รับการพิสูจน์ แต่รัฐบาลไม่อาจตอบข้อสงสัยเหล่านี้ด้วยการชะลอโครงการ ถอนเอกสาร หรือใช้งบกลางแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพียงอย่างเดียว
สิ่งที่จำเป็นคือการเปิดเผยรายละเอียดโครงการ หลักเกณฑ์คัดเลือก ราคากลาง ผู้เกี่ยวข้อง และเส้นทางการอนุมัติให้สาธารณชนตรวจสอบได้ เพราะความโปร่งใสไม่ควรเริ่มต้นหลังเกิดข้อครหา แต่ต้องถูกออกแบบไว้ตั้งแต่วันแรกที่มีการขอใช้เงินภาษี
ท้ายที่สุด ร่างงบประมาณปี 2570 จะผ่านสภาหรือไม่ อาจเป็นเพียงคำตอบทางการเมือง แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ เมื่อประตูห้องงบประมาณปิดลง ประชาชนยังสามารถมองเห็นได้หรือไม่ว่า เงินของพวกเขากำลังถูกส่งไปที่ใด และใครกำลังยืนรออยู่ปลายทาง.







