
เกมนายกฯสำรองเขย่าอนุทิน นิติสงครามกดดันรัฐบาลใต้เงาอนุรักษนิยมซ่อนลึก
จากพรก.กู้เงินถึงคดีฮั้วสว. รัฐบาลอนุทินกำลังเจอแรงบีบหลายชั้น ขณะที่กระแสนายกฯสำรองถูกตีความว่าเป็นหมากเปลี่ยนผู้นำกลางวิกฤตศรัทธาเมื่อเงาอำนาจเก่ารุกหนัก
KEY
POINTS
- กระแสข่าว "นายกฯ สำรอง" ถูกจุดขึ้นเพื่อสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลนายอนุทิน ท่ามกลางความกังวลของกลุ่มอนุรักษนิยมต่อคะแนนนิยมที่ลดลง
- มีการใช้ "นิติสงคราม" เป็นเครื่องมือโจมตีรัฐบาลผ่านคดีสำคัญ เช่น พ.ร.ก.เงินกู้ และคดีฮั้วเลือกตั้ง ส.ว. เพื่อสั่นคลอนเสถียรภาพและตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
- ความเคลื่อนไหวทั้งหมดถูกมองว่าเป็นเกมของขั้วอำนาจอนุรักษนิยมที่ต้องการหาทางออกทางการเมืองใหม่ เพื่อสกัดกั้นพรรคฝ่ายค้านและรักษาอำนาจไว้
การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ช่วงที่ “ข่าวลือ” อาจมีน้ำหนักไม่ต่างจากสัญญาณเตือน เมื่อกระแส “นายกฯ สำรอง” ถูกปล่อยออกมาเป็นระลอก ท่ามกลางแรงกดดันรอบรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ทั้งจากเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นที่ถดถอย คดีความทางการเมือง และปมทุจริตที่สังคมยังรอคำตอบว่า รัฐบาลจะกล้าแตะถึง “ปลาตัวใหญ่” หรือไม่
แกนของเกมครั้งนี้ไม่ได้อยู่แค่การวิจารณ์ผลงานรัฐบาล แต่คือการสร้างแรงบีบเพื่อเปิดทางให้เกิดสมการการเมืองใหม่ก่อนถึงสนามเลือกตั้งใหญ่ โดยเฉพาะในวันที่กลุ่มอนุรักษนิยมเริ่มกังวลว่า หากรัฐบาลอนุทินยังประคองคะแนนนิยมไม่ได้ พรรคฝั่งสีส้มหรือพรรคประชาชนอาจเข้าสู่การเลือกตั้งด้วยแรงส่งสูงจนยากจะสกัด
ชื่อที่ถูกโยนเข้าสู่กระแสคือ “นายกฯ สำรอง ส.” แม้หลายฝ่ายจะตีความไปถึงนักการเมืองหลายคน แต่แหล่งข่าวระบุว่า เป้าหมายที่แท้จริงอาจเป็นคนนอกอย่างนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งถูกวางภาพให้เป็นตัวแทนความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจ ในวันที่รัฐบาลการเมืองถูกตั้งคำถามเรื่องศรัทธา
อย่างไรก็ตาม เส้นทาง “นายกฯ คนนอก” ไม่ง่าย เพราะบทเฉพาะกาลมาตรา 272 สิ้นสุดลงแล้ว ทำให้การดึงบุคคลนอกบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีมีข้อจำกัดสูง หมากที่ถูกพูดถึงจึงเป็นการผลักดันให้ใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 5 ซึ่งว่าด้วยการวินิจฉัยตามประเพณีการปกครอง ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติไว้โดยตรง
นี่จึงไม่ใช่เพียงข้อถกเถียงทางกฎหมาย แต่เป็นเกมการเมืองผ่านการตีความรัฐธรรมนูญ หากมาตรา 5 ถูกหยิบขึ้นมาเป็น “ประตูฉุกเฉิน” ย่อมหมายถึงความพยายามสร้างทางออกพิเศษให้ขั้วอำนาจเดิม ในวันที่กลไกรัฐสภาปกติอาจไม่ตอบโจทย์การจัดสมการอำนาจ
อีกแนวรบสำคัญคือ “นิติสงคราม” โดยเฉพาะประเด็น พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ที่มีกระแสปล่อยข่าวว่า หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ นายอนุทินอาจต้องพ้นตำแหน่งทันที แม้ในทางกฎหมายอาจไม่กระทบคุณสมบัตินายกรัฐมนตรีโดยตรง แต่ในทางการเมือง เพียงข้อสงสัยเรื่องความชอบธรรมก็เพียงพอจะเขย่าเก้าอี้ผู้นำ
ขณะเดียวกัน คดีฮั้วเลือกตั้ง ส.ว. ยังเป็นระเบิดเวลาอีกลูก หากเรื่องเดินไปถึงชั้นศาลฎีกาและมีผลให้นายอนุทินถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ แรงกระแทกจะไม่หยุดอยู่ที่ตัวนายกรัฐมนตรี แต่จะสั่นสะเทือนเสถียรภาพรัฐบาลทั้งชุด
เหนือกว่าคดีความ คือวิกฤตศรัทธาจากปมคอร์รัปชัน โดยเฉพาะคดีโกงข้อสอบท้องถิ่นที่มีการประเมินความเสียหายกว่า 4,500-5,000 ล้านบาท และมีการกล่าวถึงตัวละครลับระดับ “ขาใหญ่” ทั้งนักการเมืองและข้าราชการอักษรย่อ ป. พ. ธ. และ น. คดีนี้จึงกลายเป็นบทพิสูจน์ว่า รัฐบาลจะหยุดแค่ปลายแถว หรือกล้าสาวไปถึงผู้มีอำนาจหลังฉาก
ท้ายที่สุด “นายกฯ สำรอง” อาจเป็นได้ทั้งชื่อของใครบางคน หรือเป็นเพียงรหัสทางการเมืองของขั้วอำนาจที่กำลังมองหาทางออกนอกตำรา แต่คำถามที่ใหญ่กว่านั้นคือ ประเทศต้องการผู้นำจากเกมจัดวางหลังฉาก หรือผู้นำที่ผ่านความไว้วางใจอย่างโปร่งใสจากประชาชน







