
ญี่ปุ่นทุ่มแสนล้านติดปีก “อนิเมะ-เกม” เข้าตลาดโลก ไทยยังติดหล่มฐานรับจ้างผลิต
รัฐบาลญี่ปุ่นอัดฉีดงบมหาศาลปั้นอนิเมะ-เกมสู่เวทีโลก หวังโกยรายได้ทะลุ 20 ล้านล้านเยน ขณะที่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยยังคงย่ำอยู่กับที่ในฐานะผู้รับจ้างผลิต ไร้แต้มต่อในการเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในระยะยาว
รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังพิจารณาเพิ่มงบสนับสนุนอุตสาหกรรมคอนเทนต์ ทั้งอนิเมะ เกม และดนตรี ขึ้นเป็น 2 เท่า หรือราว 1 แสนล้านเยน พร้อมวางแผนระยะยาว 5 ปี อัดฉีดงบอีกกว่า 5 แสนล้านเยน โดยตั้งเป้าผลักดันยอดขายในตลาดโลกจาก 6 ล้านล้านเยน ให้พุ่งสูงถึง 20 ล้านล้านเยนภายในปี 2033
นโยบายนี้สอดคล้องกับเทรนด์โลกที่เห็นได้ชัดจากเกาหลีใต้ ที่ทุ่มงบรายปีราว 7.6 หมื่นล้านเยนเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นตระหนักดีว่ารายได้จากคอนเทนต์ในต่างประเทศนั้นสูงกว่าการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์เสียอีก
การลงทุนครั้งนี้จึงมุ่งเน้นไปที่การใช้เทคโนโลยี AI การผลิตนักแปล การปราบปรามเว็บเถื่อน และการเจาะตลาดเกมบนสมาร์ทโฟน เพื่อไม่ให้ตกขบวนการแข่งขันในเวทีโลก
‘กับดักรับจ้างผลิต’ ฉุดรั้งอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย
เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ประเมินว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยมีมูลค่ารวมสูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท (คิดเป็น 8.01% ของ GDP) และสร้างมูลค่าการส่งออกได้กว่า 3.9 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม รายได้ส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น แฟชั่น โฆษณา และการออกแบบ ขณะที่ "อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์" ซึ่งควรเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ กลับยังคงติดหล่มอยู่ใน "กับดักการรับจ้างผลิต"
กรณีศึกษาที่ชัดเจนคือ "อุตสาหกรรมเกมไทย" แม้ตลาดจะมีมูลค่าทะลุ 3.4 หมื่นล้านบาท แต่ส่วนแบ่งตลาดของผลงานไทยแท้กลับมีไม่ถึง 5% ผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์สร้างรายได้เพียง 409 ล้านบาท ในขณะที่ส่วนของการรับจ้างผลิตให้ต่างชาติมีมูลค่าถึง 133 ล้านบาท
สะท้อนว่าเยาวชนและผู้สร้างสรรค์ชาวไทยยังคงอยู่ในสถานะ "แรงงานทักษะสูงราคาถูก" ให้กับทุนต่างชาติ มากกว่าที่จะเป็นผู้เก็บเกี่ยวผลกำไรระยะยาวในฐานะเจ้าของผลงาน
สำหรับสาเหตุที่ "อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์" ของไทยยังไม่ประสบความสำเร็จบนเวทีโลก ไม่ได้มาจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ แต่เป็นผลพวงจากปัญหาเชิงโครงสร้างและการบริหารจัดการที่ขาดทิศทางที่ชัดเจน ดังนี้
-
ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนระหว่างการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกับการจัดอีเวนต์
ภาครัฐมักแยกไม่ออกระหว่างการใช้เครื่องมือสร้างซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) กับการพัฒนาระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ส่งผลให้งบประมาณส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่กับการจัดกิจกรรมหรืออีเวนต์ระยะสั้นเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว แทนที่จะนำไปลงทุนวางรากฐานและสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสนับสนุนให้ภาคเอกชนสามารถผลิตคอนเทนต์ไปแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน
-
ระบบเซ็นเซอร์และการควบคุมศีลธรรม
ในขณะที่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของเกาหลีใต้เติบโตภายใต้นโยบาย "สนับสนุนแต่ไม่แทรกแซง" ประเทศไทยกลับยังคงบังคับใช้กฎหมายที่อิงกับกรอบศีลธรรม ซึ่งให้อำนาจหน่วยงานรัฐในการสั่งระงับการเผยแพร่หรือตัดทอนเนื้อหาได้ตามดุลยพินิจ
กรณีตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ได้แก่ การสั่งตัดบางฉากในภาพยนตร์เรื่อง "ไทบ้าน เดอะซีรีส์ 2.2" และ "หุ่นพยนต์" หรือแม้กระทั่งการห้ามใช้ "ท่ารำไทย" ในเกมสยองขวัญระดับโลกอย่าง "Home Sweet Home" บรรยากาศการควบคุมที่เข้มงวดเช่นนี้ไม่เพียงแต่บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน แต่ยังเป็นการกดดันให้ผู้ผลิตผลงานต้องตีกรอบจำกัดความคิดสร้างสรรค์และเซ็นเซอร์ตัวเองในที่สุด
-
ปัญหาการผูกขาดในธุรกิจโรงภาพยนตร์
โครงสร้างตลาดที่กระจุกตัวยังคงเป็นอุปสรรคใหญ่ที่สร้างแรงกดดันต่อผู้สร้างภาพยนตร์ไทย เนื่องจากเครือข่ายโรงภาพยนตร์มีอำนาจต่อรองสูง หากภาพยนตร์ไทยเรื่องใดทำรายได้เปิดตัววันแรกไม่เข้าเป้า ทางโรงภาพยนตร์ก็มักจะลดหรือตัดรอบฉายทันที เพื่อเปิดทางให้กับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์จากฮอลลีวูด
ถอดบทเรียนต่างแดน ทางรอดอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทย
หากประเทศไทยต้องการก้าวข้ามวิกฤตและยกระดับอุตสาหกรรม การเร่งทบทวนและปรับยุทธศาสตร์โดยถอดบทเรียนจากต่างประเทศ อาทิ
-
ปลดล็อกวัฒนธรรมจากการตีกรอบทางศีลธรรม
บทเรียนจากกองทุน Cool Japan ของประเทศญี่ปุ่นชี้ให้เห็นว่า การพยายามนำเสนอเฉพาะ "ภาพลักษณ์ที่รัฐมองว่าดีงาม" นั้นไม่ประสบความสำเร็จ จนนำไปสู่การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ในปัจจุบัน ภาครัฐของไทยจึงควรเปิดกว้างให้วัฒนธรรมสามารถประยุกต์และดัดแปลงได้ เพราะซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ต้องมีความยืดหยุ่น ลื่นไหล และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างอิสระ
-
เปลี่ยนมาตรการ "เงินอุดหนุน" เป็น "เครดิตภาษี"
การให้เงินอุดหนุนโดยตรงอาจสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดระบบอุปถัมภ์และความไม่โปร่งใส ประเทศไทยควรหันมาใช้กลไกทางภาษีในลักษณะเดียวกับประเทศฝรั่งเศสหรือสหราชอาณาจักร ที่กำหนดให้แพลตฟอร์มสตรีมมิงข้ามชาติต้องเสียภาษี และนำรายได้ส่วนดังกล่าวกลับมาหมุนเวียนเพื่อลงทุนผลิตคอนเทนต์ภายในประเทศ รวมถึงการใช้มาตรการสิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax Credit) เพื่อสร้างแรงจูงใจให้สตูดิโอระดับโลกเข้ามาจ้างงานและตั้งฐานการผลิตในไทย
-
ใช้โมเดลร่วมทุนเพื่อลดการผูกขาด
การเรียกร้องขอความร่วมมือจากโรงภาพยนตร์เพื่อขอเพิ่มรอบฉายมักไม่ใช่แนวทางที่ยั่งยืน ภาครัฐควรศึกษาโมเดลของไต้หวัน ที่ใช้วิธีร่วมลงทุนจัดตั้งบริษัทกับเครือโรงภาพยนตร์รายใหญ่ เมื่อผู้ประกอบการโรงภาพยนตร์มีสถานะเป็นผู้ร่วมเป็นเจ้าของผลงาน การลดรอบฉายย่อมส่งผลกระทบต่อรายได้ของตนเองโดยตรง วิธีนี้นับเป็นการเข้ามาปรับสมดุลกลไกตลาดที่สามารถสร้างประโยชน์ร่วมกันให้แก่ทุกฝ่ายได้อย่างแท้จริง
อาจกล่าวได้ว่า การปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย ควบคู่ไปกับการจัดตั้งหน่วยงานที่มีอิสระในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะช่วยยกระดับศักยภาพ และผลักดันให้กลุ่มคนทำงานสร้างสรรค์ของไทย สามารถก้าวขึ้นไปผงาดบนเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน มิเช่นนั้น อุตสาหกรรมมูลค่า 1.44 ล้านล้านบาทของไทยก็คงไม่อาจหลุดพ้นจากการเป็นเพียง "ฐานการรับจ้างผลิต" ไปอีกนานเท่านาน







