
'วัส ติงสมิตร” ผ่าทางลง กกต. ปมโพยฮั้วเลือกสว. จี้ส่งศาลฎีกาชี้ขาด
วัส ติงสมิตร ชี้ปมโพยเลือก สว.ไม่ควรจบแค่ข้อกฎหมาย กกต.ต้องขยายผลเส้นทางเงิน ใช้บรรทัดฐานดิจิทัลเทียบเคียง กู้ศรัทธาสังคม
KEY
POINTS
- นายวัส ติงสมิตร ชี้ว่าปัญหาโพยเลือก สว. ไม่ได้อยู่ที่ตัวโพยว่าผิดกฎหมายหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาพยานหลักฐานแวดล้อมที่ส่อถึงการจัดตั้งหรือการฮั้วลงคะแนน
- เสนอให้ กกต. ส่งสำนวนและหลักฐานทั้งหมดให้ศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดข้อครหาในการปฏิบัติหน้าที่
- แนะให้ขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับการจัดตั้ง และนำบรรทัดฐานคดีทุจริตเลือกตั้งในยุคดิจิทัลมาเทียบเคียงเพื่อเอาผิด
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก วิเคราะห์ปมร้อนกรณี “โพยเลือก สว.” และข้อกล่าวหาฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา โดยชี้ว่า ประเด็นสำคัญไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงคำถามว่า “การมีโพยผิดกฎหมายหรือไม่” แต่ต้องพิจารณาพยานหลักฐานแวดล้อมทั้งหมด ทั้งรูปแบบการจัดตั้ง คะแนนที่ออกมาอย่างเป็นระบบ และเส้นทางการเงินที่อาจเกี่ยวข้อง
นายวัสระบุว่า ฝ่าย สว. ที่ถูกตั้งข้อสังเกตยืนยันว่า การมีโพยไม่ใช่ความผิด เนื่องจากไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามไว้อย่างชัดเจน อีกทั้งเคยมีคำวินิจฉัยของศาลที่ชี้ว่า การนำเอกสารหรือโพยเข้าสถานที่เลือกตั้งมิใช่การกระทำต้องห้าม หากใช้เพื่อช่วยจดจำหมายเลขเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม นายวัสตั้งข้อสังเกตว่า แม้ “โพย” อาจไม่ผิดในเชิงตัวบทกฎหมาย แต่หากโพยดังกล่าวมีลักษณะเชื่อมโยงกับการลงคะแนนแบบเป็นระบบ หรือสอดคล้องกับผลคะแนนในลักษณะผิดปกติ ก็อาจกลายเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่สะท้อนพฤติการณ์จัดตั้งหรือการบล็อกโหวตได้
ประเด็นนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องกระดาษหนึ่งแผ่น แต่เป็นช่องว่างระหว่าง “เทคนิคทางกฎหมาย” กับ “ข้อเท็จจริงในทางพฤติกรรม” ที่สังคมกำลังตั้งคำถามต่อความโปร่งใสของกระบวนการเลือก สว.
นายวัสยังชี้ว่า คำชี้แจงของ กกต. ที่มักยืนยันว่าไม่มีอำนาจห้ามนำโพยเข้าสถานที่เลือกตั้ง อาจไม่เพียงพอต่อการคลี่คลายข้อสงสัยของสังคม เพราะในอดีต กกต. เคยมีความพยายามออกระเบียบเพื่อควบคุมพฤติกรรมลักษณะนี้ สะท้อนว่าองค์กรเองรับรู้ถึงความเสี่ยงต่อการทุจริตหรือการจัดตั้งทางการเมือง
ขณะเดียวกัน ความเห็นที่แตกต่างกันภายในกระบวนการพิจารณา ทั้งฝ่ายที่เห็นว่าคดีมีมูลและฝ่ายที่เห็นควรยกคำร้อง ยิ่งทำให้เกิดคำถามต่อมาตรฐานการตรวจสอบขององค์กรอิสระ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการเลือก สว. กำลังถูกท้าทายอย่างหนัก
นายวัสเสนอทางออก 3 แนวทางสำคัญ เพื่อให้ กกต. คลี่คลายแรงกดดันทางสังคมและลดข้อครหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
ประการแรก กกต. ควรส่งสำนวนและพยานหลักฐานทั้งหมดให้ศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย เพื่อให้สถาบันตุลาการเป็นผู้ชี้ขาดข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอย่างเป็นทางการ
ประการที่สอง ต้องขยายผลเส้นทางการเงินให้ชัดเจน โดยเฉพาะคำถามว่าโพยที่ตรวจพบมีความเชื่อมโยงกับหลักฐานการโอนเงิน หรือการจัดตั้งกลุ่มผู้สมัครหรือไม่
ประการที่สาม ควรนำบรรทัดฐานคดีทุจริตเลือกตั้งในยุคดิจิทัลมาเทียบเคียง เพราะหากการส่งข้อความขอคะแนนผ่านแอปพลิเคชันเคยถูกใช้เป็นหลักฐานเอาผิดได้ โพยกระดาษที่มีลักษณะส่อเจตนาจัดตั้งก็ไม่ควรถูกมองข้ามเพียงเพราะเป็นเอกสารทางกายภาพ
ท้ายที่สุด นายวัสมองว่า คำถามใหญ่ของสังคมไม่ได้อยู่ที่ว่า “โพยผิดกฎหมายหรือไม่” แต่อยู่ที่ว่า พยานหลักฐานทั้งหมดเพียงพอหรือไม่ที่จะยืนยันได้ว่า วุฒิสภาชุดปัจจุบันได้มาโดยสุจริต เที่ยงธรรม และโปร่งใสอย่างแท้จริง
คำตอบจึงไม่ได้จบเพียงการแถลงข่าวของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่อยู่ที่ความกล้าหาญขององค์กรตรวจสอบในการนำข้อเท็จจริงทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการที่สังคมเชื่อมั่นได้
แหล่งที่มา : เฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร (คลิกอ่านฉบับเต็ม)







