
ผ่าปมพันล้าน ก่อนเปิดเวทีรับฟังความเห็น ยื้อหรือหยุด TH-AI Passport?
เมื่อเงินภาษีพันล้านบาทกำลังโบยบินบนเส้นลวดแห่งความกังขา ระหว่างนวัตกรรมเปลี่ยนโลกกับบทเรียนราคาแพงของรัฐ แล้วเราจะเลือกปกป้องผลประโยชน์ของชาติอย่างไร
KEY
POINTS
- โครงการ TH-AI Passport งบ 1,600 ล้านบาท กำลังเผชิญข้อกังขาด้านความคุ้มค่าและความโปร่งใส จนนำไปสู่การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเพื่อหาทางออก
- มีการถกเถียงถึงอนาคตของโครงการว่าจะเดินหน้าต่อ แก้ไขสัญญา หรือควรยกเลิกเพื่อรักษาผลประโยชน์สาธารณะและเงินภาษี
- มีการเสนอทางออกทางกฎหมายหลายแนวทาง เช่น การใช้ พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างฯ เพื่อแก้ไขสัญญาให้เกิดประโยชน์สูงสุด หรือเปลี่ยนรูปแบบการจ่ายเงินเป็นแบบตามการใช้งานจริง (Pay-per-use)
เจาะทางออกกฎหมาย จัดการงบ 1,600 ล้าน เพื่อประโยชน์สาธารณะ
เงินภาษีพันล้านบาทกำลังโบยบินไปกับความหวังทางเทคโนโลยี หรือจะกลายเป็นการลงทุนที่ละลายหายไปในอากาศโดยไร้ความคุ้มค่า?
ท่ามกลางกระแสคลื่นแห่งความเคลือบแคลงสงสัยที่โหมกระหน่ำเข้าใส่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ต่อโครงการ "TH-AI Passport" มูลค่ามหาศาลถึง 1,600 ล้านบาท
คำถามสำคัญที่ดังก้องอยู่ในใจของประชาชนเวลานี้ไม่ใช่เพียงแค่ว่าเรากำลังจะเดินหน้าไปสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์อย่างไร แต่คือเราจะปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติจากการดำเนินนโยบายครั้งนี้ได้ฉลาดเท่าเทียมกับความฉลาดของ AI หรือไม่?
เมื่อความโปร่งใสถูกท้าทายบนเวทีสาธารณะ
ข้อถกเถียงดังกล่าวทวีความร้อนแรงขึ้นจนนำไปสู่การเปิดเวที ‘TH-AI Passport Forum’ ในวันนี้ (11 มิถุนายน 2569) ณ กระทรวงดีอี เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน หลังจากโครงการนี้ถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากสังคมเกี่ยวกับความคุ้มค่าและกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง
แม้ทางกระทรวงฯ จะออกมายืนยันว่าเป็นการลงทุนเพื่อยกระดับทักษะดิจิทัลของคนไทย ไม่ใช่การ "แจก AI ฟรี" โดยมีเป้าหมายจัดหาโมเดล AI จำนวน 12 โมเดล ให้ประชาชน 5 ล้านคนเข้าถึงเพื่อเพิ่มอัตราการใช้งาน AI ของประเทศจาก 10.7% ให้แตะระดับ 23% ก็ตาม
แต่ในมิติของกฎหมายและการรักษาผลประโยชน์ของรัฐ สัญญาที่ลงนามไปแล้วตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ยังคงมีเงื่อนงำที่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน
อาวุธทางกฎหมายเพื่อประโยชน์แผ่นดิน
ปัจจุบันโครงการอยู่ในงวดงานที่ 1 (แผนการดำเนินงาน) มูลค่า 324 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจรับและยังไม่ได้จ่ายเงิน จึงเป็นโอกาสสำคัญในการทบทวนโครงการ
ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวผ่านรายการเนชั่นวิเคราะห์ ออกอากาศทาง เนชั่นทีวี22 เสนอทางออกไว้ 3 แนวทาง โดยเน้นยำว่าทางเลือกที่ดีที่สุดคือการเริ่มทบทวนโครงการใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่มีข้อสงสัยเรื่องการล็อคสเปค เพื่อความโปร่งใส หรือหากเดินหน้าต่อ ควรใช้กลไกบันทึกแนบท้ายสัญญาเพื่อปรับปรุงเงื่อนไขให้รัฐได้ประโยชน์สูงสุด ประกอบด้วย
ข้อเสนอแนะเชิงลึก
ปรับเปลี่ยน KPI: ไม่ควรวัดแค่ยอดผู้ลงทะเบียน 5 ล้านคน แต่ต้องวัดผลกระทบทางเศรษฐกิจจริง เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพของ SME และการสร้าง Baseline ชี้วัดความสามารถด้าน AI ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
เท่าทันราคาเทคโนโลยี: กรรมการตรวจรับต้องตระหนักว่าเทคโนโลยีราคาลดลงเร็วมาก รัฐต้องไม่จ่ายราคาเดิมให้กับสิ่งที่มูลค่าลดลง
หนุนกึ่งยั่งยืน: ควรกระจายงบประมาณไปสนับสนุน Startup และอุตสาหกรรม AI ไทย แทนการใช้งบไปกับการลงทะเบียนผิวเผิน
เปิดเผยข้อมูล: เรียกร้องให้เปิดรายละเอียดแผนงานงวดแรก เพื่อให้ภาคประชาชนร่วมตรวจสอบความสมเหตุสมผล
"รัฐมีสิทธิ์ตามกฎหมายที่จะปรับปรุงสัญญาเพื่อประโยชน์สาธารณะ เงินภาษี 1,600 ล้านบาท ต้องไม่ถูกใช้เพียงเพื่อการ "ชิมลาง" แต่ต้องสร้างผลลัพธ์ที่คุ้มค่าสูงสุดแก่ประเทศ" ดร.การดี ระบุ
บทสรุปของมหากาพย์ TH-AI Passport
ท้ายที่สุดแล้ว คงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเทคโนโลยี AI 12 โมเดลนั้นจะล้ำสมัยเพียงใด หรือตัวเลขผู้ใช้งานจะทะยานไปถึง 5 ล้านคนตามที่กระทรวงดีอีตั้งเป้าไว้หรือไม่
หากแต่ขึ้นอยู่กับว่าผู้มีอำนาจจะกล้าหาญพอที่จะใช้เครื่องมือทางกฎหมายอย่าง พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างฯ มาตรา 97 (3) และข้อสงวนสิทธิ์ในสัญญา เข้ามาแก้ไขหรือปรับเปลี่ยนโครงการให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดต่อเงินภาษีทุกบาททุกสตางค์ของประชาชนหรือไม่
เพราะนวัตกรรมที่แท้จริงของรัฐบาล ไม่ใช่แค่การมีเทคโนโลยีที่ฉลาดล้ำเลิศ แต่คือการบริหารราชการแผ่นดินด้วยความโปร่งใสและเห็นแก่ประโยชน์สาธารณะเป็นที่ตั้งอย่างแท้จริง







